arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน · ปริตตารัมมณัตติกะ

ปัญหาวาร เล่ม ๔๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๖๗–๑๖๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒ ในปริตตารัมมณัตติกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เหตุ

๑๓. ปริตตารัมมณติกะ ๗. ปัญหาวาร

๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร

เหตุปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ ปัจฉิมอนุโลมติกปัฏฐาน ปริตตารัมมณัตติกะ ปัญหาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๔๑ หน้า ๓๔๖–๓๖๐ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๔๑ หน้า ๔๖๗–๔๘๓

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปริตฺตารมฺมณา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. ปฏิสนฺธิกฺขเณ ฯเปฯ (๑)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. อปฺปมาณารมฺมณา เหตู สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ เหตุที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ (๑)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์โดยเหตุปัจจัย ได้แก่ เหตุที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์โดยเหตุปัจจัย (๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อารมฺมณ ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. ทานํ ทตฺวา, สีลํ สมาทิยิตฺวา, อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ปจฺจเวกฺขติ, ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ปจฺจเวกฺขติ. อริยา ปริตฺตารมฺมเณ ปหีเน กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ, วิกฺขมฺภิเต กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ. ปุพฺเพ สมุทาจิณฺเณ กิเลเส ชานนฺติ. ปริตฺตารมฺมเณ ปริตฺเต ขนฺเธ อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ, อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ อารพฺภ ปริตฺตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ. เจโตปริยญาเณน ปริตฺตารมฺมณปริตฺตจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ. ปริตฺตารมฺมณา ปริตฺตา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, ยถากมฺมูปคญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. ทิพฺพํ จกฺขุํ ปจฺจเวกฺขติ. ทิพฺพํ โสตธาตุํ ปจฺจเวกฺขติ. ปริตฺตารมฺมณํ อิทฺธิวิธญาณํ ปจฺจเวกฺขติ. เจโตปริยญาณํ ฯเปฯ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯเปฯ ยถากมฺมูปคญาณํ ฯเปฯ อนาคตํสญาณํ ปจฺจเวกฺขติ. ปริตฺตารมฺมเณ มหคฺคเต ขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ วิปสฺสติ, อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ อารพฺภ มหคฺคตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ. เจโตปริยญาเณน ปริตฺตารมฺมณมหคฺคตจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ. ปริตฺตารมฺมณา มหคฺคตา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อารัมมณปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ แล้วพิจารณากุศลนั้น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว พระอริยะพิจารณากิเลสที่มี ปริตตะเป็นอารมณ์ซึ่งละได้แล้ว พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้น บุคคลเห็นแจ้งขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์โดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นอนัตตา ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้น ราคะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลรู้จิตของ บุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นปริตตะซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์ด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดย อารัมมณปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลพิจารณาทิพพจักขุ พิจารณาทิพพโสตธาตุ พิจารณาอิทธิวิธญาณที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ พิจารณาเจโตปริยญาณ ฯลฯ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ ยถากัมมูปคญาณ ฯลฯ อนาคตังสญาณ เห็น แจ้งขันธ์ที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์โดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ยินดี เพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้น ราคะที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์จึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อม ด้วยจิตที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์ด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นมหัคคตะ ซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. วิญฺญาณญฺจายตนํ ปจฺจเวกฺขติ. เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ ปจฺจเวกฺขติ. มหคฺคตารมฺมณํ อิทฺธิวิธญาณํ ปจฺจเวกฺขติ. เจโตปริยญาณํ ฯเปฯ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯเปฯ ยถากมฺมูปคญาณํ ฯเปฯ อนาคตํสญาณํ ปจฺจเวกฺขติ. มหคฺคตารมฺมเณ มหคฺคเต ขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ วิปสฺสติ, อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ อารพฺภ มหคฺคตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ. เจโตปริยญาเณน มหคฺคตารมฺมณมหคฺคตจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ. มหคฺคตารมฺมณา มหคฺคตา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, ยถากมฺมูปคญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑) มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. ปฐมชฺฌานปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขติ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขติ. ทิพฺพจกฺขุปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขติ. ทิพฺพโสตธาตุปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขติ. อิทฺธิวิธญาณปจฺจเวกฺขณํ ฯเปฯ เจโตปริยญาณปจฺจเวกฺขณํ ฯเปฯ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณปจฺจเวกฺขณํ ฯเปฯ ยถากมฺมูปคญาณปจฺจเวกฺขณํ ฯเปฯ

อนาคตํสญาณปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขติ. อริยา มหคฺคตารมฺมเณ ปหีเน กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ, วิกฺขมฺภิเต กิเลเส ปจฺจเวกฺขนฺติ. ปุพฺเพ สมุทาจิณฺเณ กิเลเส ชานนฺติ. มหคฺคตารมฺมเณ ปริตฺเต ขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ วิปสฺสติ, อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ อารพฺภ ปริตฺตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ โทมนสฺสํ อุปฺปชฺชติ. เจโตปริยญาเณน มหคฺคตารมฺมณปริตฺตจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ. มหคฺคตารมฺมณา ปริตฺตา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, ยถากมฺมูปคญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลพิจารณาวิญญาณัญจายตนะ พิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนะ พิจารณาอิทธิวิธญาณที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ พิจารณาเจโตปริยญาณ ฯลฯ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ ยถากัมมูปคญาณ ฯลฯ อนาคตังสญาณ เห็นแจ้งขันธ์ที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยเป็น สภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้น ราคะที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลรู้จิตของ บุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ด้วยเจโตปริยญาณ

ขันธ์ที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดย อารัมมณปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลพิจารณาปฐมฌานปัจจเวกขณะ ฯลฯ พิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนปัจจเวกขณะ พิจารณาทิพพจักขุปัจจเวกขณะ พิจารณาทิพพโสตธาตุปัจจเวกขณะ พิจารณาอิทธิวิธญาณปัจจเวกขณะ ฯลฯ เจโตปริยญาณปัจจเวกขณะ ฯลฯ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณปัจจเวกขณะ ฯลฯ ยถากัมมูปคญาณปัจจเวกขณะ ฯลฯ อนาคตังสญาณปัจจเวกขณะ พระอริยะพิจารณากิเลสที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ซึ่งละได้แล้ว

พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้ กิเลสที่เคยเกิดขึ้น บุคคลเห็นแจ้งขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยเป็น สภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลิน เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้น ราคะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลรู้จิตของ บุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นปริตตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดย อารัมมณปัจจัย (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ปจฺจเวกฺขนฺติ, ผลํ ปจฺจเวกฺขนฺติ. เจโตปริยญาเณน อปฺปมาณารมฺมณอปฺปมาณจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ. อปฺปมาณารมฺมณา อปฺปมาณา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อริยา โคตฺรภุํ ปจฺจเวกฺขนฺติ, โวทานํ ปจฺจเวกฺขนฺติ, มคฺคปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขนฺติ, ผลปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขนฺติ, นิพฺพานปจฺจเวกฺขณํ ปจฺจเวกฺขนฺติ. อปฺปมาณารมฺมเณ ปริตฺเต ขนฺเธ อนิจฺจโต ฯเปฯ วิปสฺสติ. เจโตปริยญาเณน อปฺปมาณารมฺมณปริตฺตจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานาติ. อปฺปมาณารมฺมณา ปริตฺตา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, ยถากมฺมูปคญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒) อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อริยา อปฺปมาณารมฺมณํ เจโตปริยญาณํ ปจฺจเวกฺขนฺติ. ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ปจฺจเวกฺขนฺติ, อนาคตํสญาณํ ปจฺจเวกฺขนฺติ. เจโตปริยญาเณน อปฺปมาณารมฺมณมหคฺคตจิตฺตสมงฺคิสฺส จิตฺตํ ชานนฺติ. อปฺปมาณารมฺมณํ มหคฺคตา ขนฺธา เจโตปริยญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส, อนาคตํสญาณสฺส, อาวชฺชนาย อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค พิจารณาผล บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็น อัปปมาณะซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นอัปปมาณะซึ่ง มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะพิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน พิจารณามัคคปัจจเวกขณะ พิจารณาผลปัจจเวกขณะ พิจารณานิพพานปัจจเวกขณะ บุคคลเห็นแจ้งขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง ฯลฯ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นปริตตะซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ และ อาวัชชนจิตโดยอารัมมณปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ พระอริยะพิจารณาเจโตปริยญาณที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์ พิจารณาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ พิจารณาอนาคตังสญาณ รู้จิต ของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ด้วยเจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณ และอาวัชชนจิตโดย อารัมมณปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อธิปติ ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ, สหชาตาธิปติ. อารมฺมณาธิปติ: ทานํ ทตฺวา, สีลํ สมาทิยิตฺวา, อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ, ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ, ปริตฺตารมฺมเณ ปริตฺเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ ครุํ กตฺวา ปริตฺตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ, ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ. สหชาตาธิปติ: ปริตฺตารมฺมณาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ: ทิพฺพํ จกฺขุํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ, ทิพฺพํ โสตธาตุํ ฯเปฯ ปริตฺตารมฺมณํ อิทฺธิวิธญาณํ ฯเปฯ เจโตปริยญาณํ ฯเปฯ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯเปฯ ยถากมฺมูปคญาณํ ฯเปฯ อนาคตํสญาณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ. ปริตฺตารมฺมเณ มหคฺคเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ ครุํ กตฺวา มหคฺคตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ, ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อธิปติปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ

อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่เป็นปริตตะซึ่งมีปริตตะเป็น อารมณ์ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทําความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้นให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น

สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคล พิจารณาทิพพจักขุให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาทิพพโสตธาตุ ฯลฯ อิทธิวิธญาณที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เจโตปริยญาณ ฯลฯ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ ยถากัมมูปคญาณ ฯลฯ อนาคตังสญาณให้เป็นอารมณ์อย่าง หนักแน่น ยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์ให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทําความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่าง หนักแน่น ราคะที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ, สหชาตาธิปติ. อารมฺมณาธิปติ: วิญฺญาณญฺจายตนํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ, เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ ฯเปฯ มหคฺคตารมฺมณํ อิทฺธิวิธญาณํ ฯเปฯ เจโตปริยญาณํ ฯเปฯ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯเปฯ ยถากมฺมูปคญาณํ ฯเปฯ อนาคตํสญาณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ. มหคฺคตารมฺมเณ มหคฺคเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ ครุํ กตฺวา มหคฺคตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ, ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ. สหชาตาธิปติ: มหคฺคตารมฺมณาธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ: ปฐมชฺฌานปจฺจเวกฺขณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ฯเปฯ อนาคตํสญาณปจฺจเวกฺขณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ. มหคฺคตารมฺมเณ ปริตฺเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ, ตํ ครุํ กตฺวา ปริตฺตารมฺมโณ ราโค อุปฺปชฺชติ, ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ

อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลพิจารณาวิญญาณัญจายตนะให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น พิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนะ ฯลฯ อิทธิวิธญาณที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ เจโตปริยญาณ ฯลฯ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ ยถากัมมูปคญาณ ฯลฯ อนาคตังสญาณให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดี เพลิดเพลินขันธ์ที่เป็นมหัคคตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทําความยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มี มหัคคตะเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น

สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคล พิจารณาปฐมฌานปัจจเวกขณะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ฯลฯ พิจารณา อนาคตังสญาณปัจจเวกขณะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ยินดีเพลิดเพลินขันธ์ที่ เป็นปริตตะซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทําความ ยินดีเพลิดเพลินขันธ์นั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ จึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ, สหชาตาธิปติ. อารมฺมณาธิปติ: อริยา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ, ผลํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ. สหชาตาธิปติ: อปฺปมาณารมฺมณา อธิปติ สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ: เสกฺขา โคตฺรภุํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ, โวทานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ, มคฺคปจฺจเวกฺขณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ, ผลปจฺจเวกฺขณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ, นิพฺพานปจฺจเวกฺขณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ. (๒)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อธิปติปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณาธิปติ: เสกฺขา อปฺปมาณารมฺมณํ เจโตปริยญาณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ. ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯเปฯ อนาคตํสญาณํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและ สหชาตาธิปติ

อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระอริยะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น

สหชาตาธิปติ ได้แก่ อธิบดีธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ สัมปยุตตขันธ์โดยอธิปติปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระเสขะ พิจารณาโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาโวทานให้เป็นอารมณ์อย่าง หนักแน่น พิจารณามัคคปัจจเวกขณะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาผล ปัจจเวกขณะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณานิพพานปัจจเวกขณะให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่น (๒)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ พระเสขะ พิจารณาเจโตปริยญาณที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯลฯ พิจารณาอนาคตังสญาณให้เป็นอารมณ์ อย่างหนักแน่น (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อนนฺตร ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปุริมา ปุริมา ปริตฺตารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ปริตฺตารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑) ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณํ จุติจิตฺตํ มหคฺคตารมฺมณสฺส อุปปตฺติจิตฺตสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณํ ภวงฺคํ มหคฺคตารมฺมณาย อาวชฺชนาย อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณา ขนฺธา มหคฺคตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณํ ภวงฺคํ อปฺปมาณารมฺมณาย อาวชฺชนาย อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณํ อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส. อนุโลมํ โวทานสฺส. อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อนันตรปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ จุติจิตที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่อุปปัตติจิตที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ภวังคจิตที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็น ปัจจัยแก่อาวัชชนจิตที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่มีปริตตะเป็น อารมณ์เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ภวังคจิตที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ อาวัชชนจิตที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน อนุโลมเป็นปัจจัยแก่ ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปุริมา ปุริมา มหคฺคตารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มหคฺคตารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณํ จุติจิตฺตํ ปริตฺตารมฺมณสฺส อุปปตฺติจิตฺตสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณํ ภวงฺคํ ปริตฺตารมฺมณาย อาวชฺชนาย อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณา ขนฺธา ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณํ ภวงฺคํ อปฺปมาณารมฺมณาย อาวชฺชนาย อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณํ อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส. อนุโลมํ โวทานสฺส. อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา. นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ ผลสมาปตฺติยา อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ จุติจิตที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่อุปปัตติจิตที่มีปริตตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ภวังคจิตที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิตที่มีปริตตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่มี มหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย (๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ภวังคจิตที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ อาวัชชนจิตที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน อนุโลมเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนะของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดย อนันตรปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. ปุริมา ปุริมา อปฺปมาณารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อปฺปมาณารมฺมณานํ ขนฺธานํ อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. โคตฺรภุ มคฺคสฺส. โวทานํ มคฺคสฺส. มคฺโค ผลสฺส. ผลํ ผลสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑) อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มคฺคปจฺจเวกฺขณํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. ผลปจฺจเวกฺขณํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. นิพฺพานปจฺจเวกฺขณํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. อปฺปมาณารมฺมณํ เจโตปริยญาณํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. อนาคตํสญาณํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. ผลํ ปริตฺตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. มคฺคปจฺจเวกฺขณํ มหคฺคตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. ผลปจฺจเวกฺขณํ มหคฺคตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. นิพฺพานปจฺจเวกฺขณํ มหคฺคตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส. ผลํ มหคฺคตารมฺมณสฺส วุฏฺฐานสฺส อนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ซึ่ง เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรค มรรคเป็นปัจจัยแก่ผล ผลเป็นปัจจัยแก่ผลโดยอนันตรปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ มัคคปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์ผลปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ นิพพาน ปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ เจโตปริยญาณที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ อนาคตังสญาณเป็นปัจจัยแก่ วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ผลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีปริตตะเป็นอารมณ์โดย อนันตรปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ มัคคปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มี มหัคคตะเป็นอารมณ์ ผลปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ นิพพานปัจจเวกขณะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ผลเป็นปัจจัย แก่วุฏฐานะที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยอนันตรปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สมนนฺตร ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส สมนนฺตรปจฺจเยน ปจฺจโย. (อนนฺตรสทิสํ.)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมนันตรปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยสมนันตรปัจจัย (ปัจจัยนี้เหมือนกับอนันตรปัจจัย)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สหชาตาทิ ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย. อญฺญมญฺญปจฺจเยน ปจฺจโย. นิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. ตีณิ. (ปฏิจฺจวารสทิสา กาตพฺพา.)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สหชาตปัจจัยเป็นต้น

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย เป็นปัจจัยโดย นิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ (พึงเพิ่มให้เหมือนกับปฏิจจวาร)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อุปนิสฺสย ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปริตฺตารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ. สีลํ ฯเปฯ อุโปสถกมฺมํ ฯเปฯ ปริตฺตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มานํ ชปฺเปติ. ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. ปริตฺตารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ ฯเปฯ ราคํ ฯเปฯ โทสํ ฯเปฯ โมหํ ฯเปฯ มานํ ฯเปฯ ทิฏฺฐึ ฯเปฯ ปตฺถนํ ฯเปฯ กายิกํ สุขํ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ. สีลํ ฯเปฯ อุโปสถกมฺมํ ฯเปฯ ปริตฺตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. ปาณํ หนติ ฯเปฯ สํฆํ ภินฺทติ. ปริตฺตารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปญฺญา ฯเปฯ ราโค ฯเปฯ ปตฺถนา ฯเปฯ กายิกํ สุขํ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ ฯเปฯ ปริตฺตารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย ฯเปฯ ราคสฺส ฯเปฯ ปตฺถนาย ฯเปฯ กายิกสฺส สุขสฺส, กายิกสฺส ทุกฺขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปริตฺตารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย มหคฺคตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มานํ ชปฺเปติ. ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. ปริตฺตารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ ฯเปฯ ราคํ ฯเปฯ ปตฺถนํ ฯเปฯ กายิกํ สุขํ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ อุปนิสฺสาย มหคฺคตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มานํ ชปฺเปติ. ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. ปริตฺตารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ กายิกํ สุขํ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ มหคฺคตารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย ฯเปฯ ราคสฺส ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: ปริตฺตารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย อปฺปมาณารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. มคฺคํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. ปริตฺตารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ ฯเปฯ ราคํ ฯเปฯ กายิกํ สุขํ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ อุปนิสฺสาย อปฺปมาณารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. มคฺคํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. ปริตฺตารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ กายิกํ สุขํ ฯเปฯ กายิกํ ทุกฺขํ อปฺปมาณารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อุปนิสสยปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์แล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทําฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น มีมานะ ถือทิฏฐิ อาศัยศีลที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนา ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกายแล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทําฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทําลายสงฆ์ ศรัทธาที่มี ปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกายเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา ฯลฯ สุขทางกาย ทุกข์ทางกายโดย อุปนิสสยปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์แล้วทําฌาน ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ให้เกิดขึ้น มีมานะ ถือทิฏฐิ อาศัยศีลที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกายแล้ว ทําฌาน ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ให้เกิดขึ้น มีมานะ ถือทิฏฐิ ศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกายเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะและความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์แล้วทําฌาน ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำมรรค ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้ เกิดขึ้น อาศัยศีลที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ สุขทาง กาย ฯลฯ ทุกข์ทางกายแล้วทําฌานที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำมรรค ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ สุขทางกาย ฯลฯ ทุกข์ทางกายเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: มหคฺคตารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย มหคฺคตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มานํ ชปฺเปติ. ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. มหคฺคตารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ ฯเปฯ ราคํ ฯเปฯ ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย มหคฺคตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ ฯเปฯ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. มหคฺคตารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปญฺญา ฯเปฯ ราโค ฯเปฯ ปตฺถนา มหคฺคตารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: มหคฺคตารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ, สีลํ สมาทิยติ, อุโปสถกมฺมํ กโรติ. ปริตฺตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มานํ ชปฺเปติ. ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. มหคฺคตารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ฯเปฯ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ. มหคฺคตารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปตฺถนา ปริตฺตารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปตฺถนาย กายิกสฺส สุขสฺส, กายิกสฺส ทุกฺขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: มหคฺคตารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย อปฺปมาณารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. มคฺคํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มหคฺคตารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย อปฺปมาณารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. มหคฺคตารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปตฺถนา อปฺปมาณารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์แล้วทําฌาน ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ให้เกิดขึ้น มีมานะถือทิฏฐิอาศัยศีลที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ทําฌานที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ฯลฯ ถือทิฏฐิ ศรัทธาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ ความ ปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ความปรารถนาโดย อุปนิสสยปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์แล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทําฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น มีมานะ ถือทิฏฐิ อาศัยศีลที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ ความปรารถนาแล้วให้ทาน ฯลฯ ถือทิฏฐิ ศรัทธาที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ความปรารถนา สุขทางกาย และทุกข์ทางกายโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์แล้วทําฌาน ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำมรรค ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้ เกิดขึ้นอาศัยศีลที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ความปรารถนาแล้วทําฌานที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ฯลฯ ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธาที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: อปฺปมาณารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย อปฺปมาณารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. มคฺคํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. อปฺปมาณารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ อุปนิสฺสาย อปฺปมาณารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. มคฺคํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ, อปฺปมาณารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปญฺญา อปฺปมาณารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย มคฺคสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: อปฺปมาณารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ, สีลํ สมาทิยติ, อุโปสถกมฺมํ กโรติ. ปริตฺตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. อปฺปมาณารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. อปฺปมาณารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปญฺญา ปริตฺตารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย กายิกสฺส สุขสฺส, กายิกสฺส ทุกฺขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. อารมฺมณูปนิสฺสโย, อนนฺตรูปนิสฺสโย, ปกตูปนิสฺสโย ฯเปฯ ปกตูปนิสฺสโย: อปฺปมาณารมฺมณํ สทฺธํ อุปนิสฺสาย มหคฺคตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. อปฺปมาณารมฺมณํ สีลํ ฯเปฯ ปญฺญํ อุปนิสฺสาย มหคฺคตารมฺมณํ ฌานํ อุปฺปาเทติ. วิปสฺสนํ ฯเปฯ อภิญฺญํ ฯเปฯ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ. อปฺปมาณารมฺมณา สทฺธา ฯเปฯ ปญฺญา มหคฺคตารมฺมณาย สทฺธาย ฯเปฯ ปญฺญาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์แล้วทํา ฌานที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำมรรค ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ให้เกิดขึ้นอาศัยศีลที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาแล้ว ทําฌานที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำมรรค ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา มรรค และผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์แล้วให้ ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทําฌานที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำ วิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้นอาศัยศีลที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาแล้วให้ทาน ฯลฯ ทําสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์ ฯลฯ ปัญญาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญา สุขทางกาย และทุกข์ทางกายโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ ฯลฯ

ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์แล้วทํา ฌานที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติ ให้เกิดขึ้นอาศัยศีลที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาแล้วทําฌานที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนา ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ ปัญญาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อาเสวน ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. ปุริมา ปุริมา ปริตฺตารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ ปริตฺตารมฺมณานํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. ปริตฺตารมฺมณํ อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส. อนุโลมํ โวทานสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อาเสวนปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอาเสวนปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์โดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ อนุโลมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอาเสวนปัจจัย (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. ปุริมา ปุริมา มหคฺคตารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ มหคฺคตารมฺมณานํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. มหคฺคตารมฺมณํ อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส. อนุโลมํ โวทานสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอาเสวนปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์โดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ อนุโลมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทานโดยอาเสวนปัจจัย (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. ปุริมา ปุริมา อปฺปมาณารมฺมณา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อปฺปมาณารมฺมณานํ ขนฺธานํ อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. โคตฺรภุ มคฺคสฺส. โวทานํ มคฺคสฺส อาเสวนปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอาเสวนปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ซึ่ง เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอาเสวนปัจจัย โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอาเสวนปัจจัย (๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

กมฺม ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. สหชาตา, นานาขณิกา. สหชาตา: ปริตฺตารมฺมณา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. ปฏิสนฺธิกฺขเณ ฯเปฯ นานาขณิกา: ปริตฺตารมฺมณา เจตนา วิปากานํ ปริตฺตารมฺมณานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. สหชาตา, นานาขณิกา. สหชาตา: มหคฺคตารมฺมณา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. ปฏิสนฺธิกฺขเณ ฯเปฯ นานาขณิกา: มหคฺคตารมฺมณา เจตนา วิปากานํ มหคฺคตารมฺมณานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. นานาขณิกา: มหคฺคตารมฺมณา เจตนา วิปากานํ ปริตฺตารมฺมณานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

กัมมปัจจัย

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะ และนานาขณิกะ

สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น วิบากซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและนานาขณิกะ

สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ

นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น วิบากซึ่งมีมหัคคตะเป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยกัมมปัจจัย มีอย่างเดียว คือ

นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. สหชาตา, นานาขณิกา. สหชาตา: อปฺปมาณารมฺมณา เจตนา สมฺปยุตฺตกานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. นานาขณิกา: อปฺปมาณารมฺมณา เจตนา วิปากานํ อปฺปมาณารมฺมณานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. นานาขณิกา: อปฺปมาณารมฺมณา เจตนา วิปากานํ ปริตฺตารมฺมณานํ ขนฺธานํ กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตะและนานาขณิกะ

สหชาตะ ได้แก่ เจตนาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ โดยกัมมปัจจัย

นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็น วิบากซึ่งมีอัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยกัมมปัจจัย มีอย่างเดียว คือ นานาขณิกะ ได้แก่ เจตนาที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นวิบากซึ่งมีปริตตะเป็นอารมณ์โดยกัมมปัจจัย (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

วิปากาทิ ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส วิปากปจฺจเยน ปจฺจโย. อาหารปจฺจเยน ปจฺจโย. อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย. ฌานปจฺจเยน ปจฺจโย. มคฺคปจฺจเยน ปจฺจโย. สมฺปยุตฺตปจฺจเยน ปจฺจโย. อตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย. นตฺถิปจฺจเยน ปจฺจโย. วิคตปจฺจเยน ปจฺจย. อวิคตปจฺจเยน ปจฺจโย. ๑. ปจฺจยานุโลม ๒. สงฺขฺยาวาร

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

วิปากปัจจัยเป็นต้น

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะ เป็นอารมณ์โดยวิปากปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทรียปัจจัย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัย เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็น ปัจจัยโดยอวิคตปัจจัย

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เหตุยา ตีณิ, อารมฺมเณ สตฺต, อธิปติยา สตฺต, อนนฺตเร นว, สมนนฺตเร นว, สหชาเต ตีณิ, อญฺญมญฺเญ ตีณิ, นิสฺสเย ตีณิ, อุปนิสฺสเย นว, อาเสวเน ปญฺจ, กมฺเม ปญฺจ, วิปาเก ตีณิ, อาหาเร ตีณิ, อินฺทฺริเย, ฌาเน, มคฺเค, สมฺปยุตฺเต, อตฺถิยา ตีณิ, นตฺถิยา นว, วิคเต นว, อวิคเต ตีณิ. (เอวํ คเณตพฺพํ.) อนุโลมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร

เหตุปัจจัย มี ๓ วาระ

อารัมมณปัจจัย มี ๗ วาระ

อธิปติปัจจัย มี ๗ วาระ

อนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ

สมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ

สหชาตปัจจัย มี ๓ วาระ

อัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ

นิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ

อุปนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ

อาเสวนปัจจัย มี ๕ วาระ

กัมมปัจจัย มี ๕ วาระ

วิปากปัจจัย มี ๓ วาระ

อาหารปัจจัย มี ๓ วาระ

อินทรียปัจจัย มี ๓ วาระ

ฌานปัจจัย มี ๓ วาระ

มัคคปัจจัย มี ๓ วาระ

สัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ

อัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ

นัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ

วิคตปัจจัย มี ๙ วาระ

อวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ (พึงนับอย่างนี้)

อนุโลม จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒. ปจฺจนียุทฺธาโร ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒. ปัจจนียุทธาร

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และกัมมปัจจัย (๑)

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็น อารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปริตฺตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓) มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

มหคฺคตารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และกัมมปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะ เป็นอารมณ์โดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม อปฺปมาณารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. สหชาตปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๑)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม ปริตฺตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. กมฺมปจฺจเยน ปจฺจโย. (๒)

อปฺปมาณารมฺมโณ ธมฺโม มหคฺคตารมฺมณสฺส ธมฺมสฺส อารมฺมณปจฺจเยน ปจฺจโย. อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย. (๓) ๒. ปจฺจยปจฺจนีย ๒. สงฺขฺยาวาร

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มี อัปปมาณะเป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๑)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็น อารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย และกัมมปัจจัย (๒)สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ เป็นอารมณ์โดยอารัมมณปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

นเหตุยา นว, นอารมฺมเณ นว, นอธิปติยา นว, นอนนฺตเร นว, นสมนนฺตเร นว, นสหชาเต นว, นอญฺญมญฺเญ นว, นนิสฺสเย นว, นอุปนิสฺสเย สตฺต, นปุเรชาเต นว, นปจฺฉาชาเต นว, นอาเสวเน นว ฯเปฯ นมคฺเค นว, นสมฺปยุตฺเต นว, นวิปฺปยุตฺเต นว, โนอตฺถิยา นว, โนนตฺถิยา นว, โนวิคเต นว, โนอวิคเต นว. (เอวํ คเณตพฺพํ.)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร

นเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ

นอารัมมณปัจจัย มี ๙ วาระ

นอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ

นอนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ

นสมนันตรปัจจัย มี ๙ วาระ

นสหชาตปัจจัย มี ๙ วาระ

นอัญญมัญญปัจจัย มี ๙ วาระ

นนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ

นอุปนิสสยปัจจัย มี ๙ วาระ

นปุเรชาตปัจจัย มี ๙ วาระ

นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๙ วาระ

นอาเสวนปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ

นมัคคปัจจัย มี ๙ วาระ

นสัมปยุตตปัจจัย มี ๙ วาระ

นวิปปยุตตปัจจัย มี ๙ วาระ

โนอัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ

โนนัตถิปัจจัย มี ๙ วาระ

โนวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ

โนอวิคตปัจจัย มี ๙ วาระ (พึงนับอย่างนี้)

ปัจจนียะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปจฺจนียํ ๓. ปจฺจยานุโลมปจฺจนีย นเหตุทุก เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ ตีณิ, นอธิปติยา, นอนนฺตเร, นสมนนฺตเร, นอุปนิสฺสเย, นปุเรชาเต, นปจฺฉาชาเต, นอาเสวเน ตีณิ ฯเปฯ นมคฺเค, นวิปฺปยุตฺเต, โนนตฺถิยา, โนวิคเต ตีณิ. (เอวํ คเณตพฺพํ.) อนุโลมปจฺจนียํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ

เหตุทุกนัย

นอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ

นอธิปติปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นอนันตรปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นสมนันตรปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นอุปนิสสยปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นปุเรชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นปัจฉาชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นอาเสวนปัจจัย ” มี ๓ วาระ ฯลฯ

นมัคคปัจจัย ” มี ๓ วาระ

โนนัตถิปัจจัย ” มี ๓ วาระ

โนวิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ (พึงนับอย่างนี้)

อนุโลมปัจจนียะ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๔. ปจฺจยปจฺจนียานุโลม เหตุทุก นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ สตฺต, อธิปติยา สตฺต, อนนฺตเร นว, สมนนฺตเร นว, สหชาเต ตีณิ, อญฺญมญฺเญ ตีณิ, นิสฺสเย ตีณิ, อุปนิสฺสเย นว, อาเสวเน ปญฺจ, กมฺเม ปญฺจ, วิปาเก ตีณิ ฯเปฯ สมฺปยุตฺเต ตีณิ, อตฺถิยา ตีณิ, นตฺถิยา นว, วิคเต นว, อวิคเต ตีณิ. (เอวํ คเณตพฺพํ.) ปจฺจนียานุโลมํ. ปญฺหาวาโร. ปริตฺตารมฺมณตฺติกํ นิฏฺฐิตํ. ๑๔. หีนตฺติก ๑. ปฏิจฺจวาร ๑. ปจฺจยานุโลม ๑. วิภงฺควาร

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม

นเหตุทุกนัย

อารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ

อธิปติปัจจัย ” มี ๗ วาระ

อนันตรปัจจัย ” มี ๙ วาระ

สมนันตรปัจจัย ” มี ๙ วาระ

สหชาตปัจจัย ” มี ๓ วาระ

อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นิสสยปัจจัย ” มี ๓ วาระ

อุปนิสสยปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๙ วาระ

อาเสวนปัจจัย ” มี ๕ วาระ

กัมมปัจจัย ” มี ๕ วาระ

วิปากปัจจัย ” มี ๓ วาระ ฯลฯ

สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ

อัตถิปัจจัย ” มี ๓ วาระ

นัตถิปัจจัย ” มี ๙ วาระ

วิคตปัจจัย ” มี ๙ วาระ

อวิคตปัจจัย ” มี ๓ วาระ (พึงนับอย่างนี้)

ปัจจนียานุโลม จบ

ปัญหาวาร จบ

ปริตตารัมมณติกะ จบ

จบ ปัญหาวาร