arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน · ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกัตติกะ

ปัญหาวาร เล่ม ๔๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๗๖–๑๐๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในทัสสเนนปหาตัพพเหตุกัตติกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ ปัจฉิมอนุโลมติกปัฏฐาน ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกัตติกะ ปัญหาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔๑ หน้า ๓๐๖–๓๔๗

หน้า ๓๐๖

๙. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ๗. ปัญหาวาร

๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร

เหตุปัจจัย

{๘๗๖} [๗๕] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ

สภาวธรรมที่เป็นเหตุที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย (๑)

{๘๗๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ สภาวธรรมที่เป็นเหตุที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย (๒)

{๘๗๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ สภาวธรรมที่เป็นเหตุที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๓)

สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ... มี ๓ วาร

![๗๖] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัย มี ๑ วาร

{๘๗๙} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดย

หน้า ๓๐๗

เหตุปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย (๒)

{๘๘๐} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยเหตุปัจจัย (๓)

{๘๘๑} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๔)

{๘๘๒} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยเหตุปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยเหตุปัจจัย (๕)

อารัมมณปัจจัย

{๘๘๓} [๗๗] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือบุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ เพราะปรารภราคะนั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาโทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น ยินดีเพลิดเพลินทิฏฐิ เพราะปรารภทิฏฐินั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณทิฏฐิ วิจิกิจฉา โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น

หน้า ๓๐๘

เพราะปรารภวิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ทิฏฐิ โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภโทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา

จึงเกิดขึ้น (๑)

{๘๘๔} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

อารัมมณปัจจัย คือ พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละได้แล้วที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้นแล้วในก่อน เห็นแจ้งขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ... ด้วยเจโตปริยญาณ ... ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถา

กัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ อาวัชชนะ และโมหะโดยอารัมมณปัจจัย (๒)

{๘๘๕} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๓)

{๘๘๖} [๗๘] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือบุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เพราะปรารภราคะนั้น ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ อุทธัจจะโทมนัสที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภอุทธัจจะ อุทธัจจะ โทมนัสที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณจึง

เกิดขึ้น เพราะปรารภโทมนัสที่มีเหตุที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ

โทมนัสที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ อุทธัจจะจึงเกิดขึ้น (๑)

หน้า ๓๐๙

{๘๘๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือบุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ เพราะปรารภราคะนั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาโทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภ

อุทธัจจะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภโทมนัสที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ

โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาจึงเกิดขึ้น (๒)

{๘๘๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว

ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ พิจารณากิเลสที่ข่มได้แล้ว รู้

กิเลสที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน เห็นแจ้งขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ... ด้วยเจโตปริยญาณ ...

ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ อาวัชชนะ

และโมหะโดยอารัมมณปัจจัย (๓)

{๘๘๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือเพราะปรารภขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๔)

{๘๙๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ

หน้า ๓๑๐

เพราะปรารภขันธ์ที่มีเหตุที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะจึงเกิดขึ้น (๕)

{๘๙๑} [๗๙] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน …

(พึงให้พิสดารเหมือนกับทัสสนติกะ) เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะและโมหะโดยอารัมมณปัจจัย (๑)

{๘๙๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน ... (เหมือนกับทัสสนติกะ) (๒)

{๘๙๔} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน ... (เหมือนกับทัสสนติกะ) (๓)

{๘๙๕} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภจักขุ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและ

โมหะจึงเกิดขึ้น โสตะ ... หทัยวัตถุ ... เพราะปรารภขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๔)

{๘๙๖} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ จักขุ ... หทัยวัตถุ ... เพราะปรารภขันธ์ที่มีเหตุ

หน้า ๓๑๑

ไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะจึงเกิดขึ้น (๕)

{๘๙๗} [๘๐] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือเพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ ขันธ์ที่มีเหตุอัน

โสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น (๑)

{๘๙๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

อารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ

ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและโมหะจึงเกิดขึ้น (๒)

{๘๙๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น

{๙๐๐} [๘๑] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือเพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ขันธ์ที่มีเหตุอัน

โสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น (๑)

หน้า ๓๑๒

{๙๐๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือเพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณจึงเกิดขึ้น (๒)

สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่

อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือ เพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและโมหะจึงเกิดขึ้น (๓)

{๙๐๒} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือเพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ขันธ์ที่สหรคตด้วย

วิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น (๔)

{๙๐๓} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย คือเพราะปรารภขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ขันธ์ที่สหรคตด้วย

อุทธัจจะและโมหะจึงเกิดขึ้น (๕)

หน้า ๓๑๓

อธิปติปัจจัย

{๙๐๔} [๘๒] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอธิปติปัจจัย (เหมือนกับทัสสนติกะ มี ๑๐ วาร)

อนันตรปัจจัย

{๙๐๕} [๘๓] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑)

{๙๐๖} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

อนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (๒)

{๙๐๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุอันไม่ใช่โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคต

ด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัย (๓)

{๙๐๘} [๘๔] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑)

หน้า ๓๑๔

{๙๐๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (๒)

{๙๑๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัย (๓)

{๙๑๑} [๘๕] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน ... เนวสัญญานาสัญญายตนะของพระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอนันตรปัจจัย (๑)

{๙๑๒} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย (๒)

หน้า ๓๑๕

{๙๑๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย (๓)

{๙๑๔} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอนันตรปัจจัย (๔)

{๙๑๕} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะซึ่งเกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัย อาวัชชนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอนันตรปัจจัย (๕)

{๙๑๖} [๘๖] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ

ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่

สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (๑)

{๙๑๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

หน้า ๓๑๖

อนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ และโมหะ

เป็นปัจจัยแก่โมหะที่เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย ขันธ์ที่สหรคตด้วย

วิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอนันตรปัจจัย (๒)

{๙๑๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคต

ด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอนันตรปัจจัย (๓)

{๙๑๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอนันตรปัจจัยมี ๓ วาร (ข้อความต่อไปเหมือนกับสภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ)

สมนันตราทิปัจจัย

{๙๒๐} [๘๗] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยสมนันตรปัจจัย

(เหมือนกับอนันตรปัจจัย) เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย (ย่อ เหมือนกับสหชาตปัจจัยในปฏิจจวาร) เป็นปัจจัยโดยอัญญมัญญปัจจัย (ย่อ เหมือนกับอัญญมัญญปัจจัยในปฏิจจวาร) เป็นปัจจัยโดยนิสสยปัจจัย (ย่อ เหมือนกับนิสสยปัจจัยในปัจจยวาร ไม่มีฆฏนาแผนกหนึ่งต่างหาก)

อุปนิสสยปัจจัย

{๙๒๑} [๘๘] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี

หน้า ๓๑๗

๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสย

ปัจจัย … ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะที่มีเหตุอัน

โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ แล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ อาศัยโทสะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนา แล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ...

โทสะ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๒๒} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสย-ปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณแล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น อาศัยโทสะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ...

ความปรารถนา แล้วให้ทาน … ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ราคะที่มีเหตุอัน

โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ...

ปัญญา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย ผลสมาบัติ และโมหะโดยอุปนิสสย

ปัจจัย (๒)

{๙๒๓} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุอันไม่ใช่

โสดาปัตติ มรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ... ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ...

โทสะ ... โมหะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

หน้า ๓๑๘

{๙๒๔} ![๘๙] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสย

ปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ... ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง๓ พึงประหาณ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ แก่โทสะ โมหะมานะ ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๒๕} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ แล้วฆ่าสัตว์ … ทำลายสงฆ์ อาศัยโทสะที่มีเหตุอัน

มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ … โมหะ ... มานะ ... ความปรารถนาแล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ… ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณแก่โทสะ โมหะ ทิฏฐิ ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย ฉันทราคะในภัณฑะของตนเป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในภัณฑะของผู้อื่นโดยอุปนิสสยปัจจัยฉันทราคะในภัณฑะที่ตนหวงแหนเป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในภัณฑะที่ผู้อื่น

หวงแหนโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

{๙๒๖} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย

ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ แล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น

หน้า ๓๑๙

อาศัยโทสะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ... โมหะ ... มานะ ...

ความปรารถนา แล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ราคะที่มีเหตุ

อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ...

ปัญญา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย ผลสมาบัติ และโมหะโดยอุปนิสสย

ปัจจัย (๓)

{๙๒๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูนิสสยปัจจัย ได้แก่ ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณ ...ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔)

{๙๒๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ... ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ… ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)

{๙๒๙} [๙๐] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค

และมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ

อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา แล้วให้ทาน ... ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ... อาศัยศีล ... ปัญญา ... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ

หน้า ๓๒๐

... โภชนะ ... เสนาสนะ … โมหะ แล้วให้ทาน ... ศรัทธา ... โมหะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... แก่ผลสมาบัติและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๓๐} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูป-

นิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา ถือทิฏฐิ ... ศีล ... ปัญญา ... สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย... เสนาสนะ ... โมหะ แล้วฆ่าสัตว์ ... ทำลายสงฆ์ ศรัทธา ... เสนาสนะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ...

ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

{๙๓๑} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยปัจจัย อนันตรูป

นิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธา ก่อมานะ ... อาศัยโมหะ ก่อมานะ ศรัทธา ... เสนาสนะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ...

ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

{๙๓๒} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย… ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ … ศรัทธา ... ปัญญา ... สุขทางกาย… ทุกข์ทางกาย ... เสนาสนะ และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔)

หน้า ๓๒๑

{๙๓๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ... ศรัทธา ... เสนาสนะ และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)

{๙๓๔} [๙๑] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๓๕} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย

ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... ปัญญา ... สุขทางกาย ...

ทุกข์ทางกาย ผลสมาบัติ และโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

{๙๓๖} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ

หน้า ๓๒๒

อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

{๙๓๗} [๙๒] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี

อย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๓๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่างคือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยได้แก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

{๙๓๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

อุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ...

ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... ผลสมาบัติ และโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

{๙๔๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม

หน้า ๓๒๓

ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔)

{๙๔๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอุปนิสสยปัจจัย มี ๒ อย่าง

คือ อนันตรูปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยปัจจัย ... ที่เป็นปกตูปนิสสยปัจจัยได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)

ปุเรชาตปัจจัย

{๙๔๒} [๙๓] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันไม่ใช่โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย

ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักขุโดยความเป็น

สภาวะไม่เที่ยง ... โสตะ ... เห็นแจ้งหทัยวัตถุโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ...

เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ... โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยปุเรชาตปัจจัย

ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ

... กายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ... หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและโมหะโดยปุเรชาตปัจจัย (๑)

หน้า ๓๒๔

{๙๔๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย

ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จักขุ ... บุคลยินดีเพลิดเพลิน

หทัยวัตถุเพราะปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณจึงเกิดขึ้น

ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอัน

โสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย (๒)

{๙๔๔} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาต-ปัจจัย

ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จักขุ ... บุคคลยินดีเพลิดเพลิน

หทัยวัตถุเพราะปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ อุทธัจจะ โทมนัสที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณจึง

เกิดขึ้น

ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุ

อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย (๓)

{๙๔๕} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย

หน้า ๓๒๕

ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จักขุ ... เพราะปรารภหทัยวัตถุขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น

ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคต

ด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยปุเรชาตปัจจัย (๔)

{๙๔๖} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปุเรชาตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตปัจจัย วัตถุปุเรชาตปัจจัย

ที่เป็นอารัมมณปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จักขุ ... เพราะปรารภหทัยวัตถุขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะจึงเกิดขึ้น

ที่เป็นวัตถุปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคต

ด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยปุเรชาตปัจจัย (๕)

ปัจฉาชาตปัจจัย

{๙๔๗} [๙๔] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปัจฉาชาตปัจจัย ที่เกิดภายหลัง ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอัน

โสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาต

ปัจจัย (๑)

{๙๔๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปัจฉาชาตปัจจัยที่เกิดภายหลัง ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑)

หน้า ๓๒๖

{๙๔๙} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยปัจฉาชาตปัจจัยที่เกิดภายหลัง ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑)

{๙๕๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

ปัจฉาชาตปัจจัยที่เกิดภายหลัง ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑)

{๙๕๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

ปัจฉาชาตปัจจัยที่เกิดภายหลัง ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๑)

อาเสวนปัจจัย

{๙๕๒} [๙๕] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอาเสวนปัจจัย คือขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณซึ่งเกิดหลัง ๆ โดยอาเสวนปัจจัย (๑)

{๙๕๓} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอาเสวนปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่เกิดหลัง ๆ โดยอาเสวนปัจจัย (๒)

หน้า ๓๒๗

{๙๕๔} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอาเสวนปัจจัย คือ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ และโมหะโดยอาเสวนปัจจัย

{๙๕๕} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ (ย่อ) มี ๓ วาร

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณ ...

(ในบทที่มีอาเสวนเป็นมูล วุฏฐานะก็ดี อาวัชชนะก็ดี พึงละเสีย

ปัญหาวาร ๑๗ วารบริบูรณ์แล้ว เหมือนกับอนันตรปัจจัย)

กัมมปัจจัย

{๙๕๖} [๙๖] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ

เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (๑)

{๙๕๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตกัมมปัจจัย นานาขณิกกัมมปัจจัย

ที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณเป็นปัจจัยแก่โมหะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย

ที่เป็นนานาขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณเป็นปัจจัยแก่วิปากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (๒)

หน้า ๓๒๘

{๙๕๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ

เจตนาที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลาย โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓)

{๙๕๙} [๙๗] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือเจตนาที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (๑)

{๙๖๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณเป็นปัจจัยแก่โมหะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๒)

{๙๖๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยกัมมปัจจัย คือ

เจตนาที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย (๓)

{๙๖๒} [๙๘] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันไม่ใช่โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยกัมมปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาต

กัมมปัจจัย นานาขณิกกัมมปัจจัย

ที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค

และมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยกัมมปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ...

หน้า ๓๒๙

ที่เป็นนานาขณิกกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดา

ปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่วิปากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลายโดยกัมมปัจจัย (๑)

วิปากปัจจัย

{๙๖๓} [๙๙] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันไม่ใช่โสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยวิปากปัจจัย (ทั้งปวัตติกาลและปฏิสนธิกาล) วิปากขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ ...

อาหารปัจจัย

{๙๖๔} [๑๐๐] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอาหารปัจจัย คือ

อาหารที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลายโดยอาหารปัจจัย (๑)

{๙๖๕} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณโดยอาหารปัจจัย คือ อาหารที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณเป็นปัจจัยแก่โมหะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอาหารปัจจัย (๒)

{๙๖๖} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอาหารปัจจัย คืออาหารที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์

ทั้งหลาย โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอาหารปัจจัย (๓)

สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ มี ๓ วาร

(เหมือน กับทัสสเนนะ)

หน้า ๓๓๐

{๙๖๗} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและ

มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอาหารปัจจัย คือ อาหารที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอาหารปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ …

กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้โดยอาหารปัจจัย

อินทริยาทิปัจจัย

{๙๖๘} [๑๐๑] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอินทริยปัจจัย มี๓ วาร (เหมือนกับอาหารปัจจัย พึงนับโมหะเข้าด้วย)

สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ มี ๓ วาร

{๙๖๙} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอินทริยปัจจัย คือ อินทรีย์ที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ... จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ... กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ … รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลายโดยอินทริยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยฌานปัจจัย เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย (ปัจจัยเหล่านี้พึงทำให้เป็นสเหตุกะ) เป็นปัจจัยโดยสัมปยุตตปัจจัย (เหมือนกับสัมปยุตตวารในปฏิจจวาร)

วิปปยุตตปัจจัย

{๙๗๐} [๑๐๒] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

หน้า ๓๓๑

ประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตตปัจจัย

ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย (เหมือนกับทัสสนติกะ)

{๙๗๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาต

วิปปยุตตปัจจัย (เหมือนกับทัสสนติกะ)

{๙๗๒} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย (เหมือนกับ

ทัสสนติกะ)

ที่เป็นปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดา-

ปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและโมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน ... (๑)

{๙๗๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ... (๒)

{๙๗๔} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่

หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ... (๓)

{๙๗๕} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

หน้า ๓๓๒

วิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยวิปปยุตตปัจจัย (๔)

{๙๗๖} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มีอย่างเดียว คือ ปุเรชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยวิปปยุตตปัจจัย (๕)

{๙๗๗} [๑๐๓] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยวิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาต

วิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็นสหชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและ

โมหะเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็นปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและ

โมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑)

{๙๗๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดย

วิปปยุตตปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตวิปปยุตตปัจจัย ปัจฉาชาต

วิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็นสหชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ

และโมหะเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูป ...

ที่เป็นปัจฉาชาตวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ

และโมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยวิปปยุตตปัจจัย (๑)

หน้า ๓๓๓

อัตถิอาทิปัจจัย

{๙๗๙} [๑๐๔] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย คือ

ขันธ์ ๑ ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ... (๑)

{๙๘๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตตมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัยได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่โมหะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย (๒)

{๙๘๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย คือ

ขันธ์ ๑ ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โมหะและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ... (๓)

สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ มี ๓ วาร

{๙๘๒} [๑๐๕] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๕ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย อาหารอัตถิปัจจัย

อินทริยอัตถิปัจจัย

หน้า ๓๓๔

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ... โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ... สำหรับพวกอสัญญ

สัตตบุคคล ...

ที่เป็นปุเรชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ บุคคลเห็นแจ้งจักขุ ... หทัยวัตถุโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ... เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุรูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ... โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่

กายวิญญาณ ... จักขายตนะ ... กายายตนะ ... หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและโมหะโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค

และมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและโมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ... รูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลาย ... (๑)

{๙๘๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัย

แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปุเรชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ จักขุ ... บุคคลยินดีเพลิดเพลิน

หทัยวัตถุ เพราะปรารภจักขุเป็นต้นนั้น ราคะที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา โทมนัสที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณจึงเกิดขึ้น หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย (๒)

หน้า ๓๓๕

{๙๘๔} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะเป็นปัจจัย

แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปุเรชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักขุ …

หทัยวัตถุ ... หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย (๓)

{๙๘๕} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาเป็นปัจจัย

แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปุเรชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภจักขุ ขันธ์ที่สหรคต

ด้วยวิจิกิจฉาและโมหะจึงเกิดขึ้น ... เพราะปรารภหทัยวัตถุ ... หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะโดยอัตถิปัจจัย (๔)

{๙๘๖} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะเป็นปัจจัย

แก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายและจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย

หน้า ๓๓๖

ที่เป็นปุเรชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภจักขุ ขันธ์ที่สหรคตด้วย

อุทธัจจะและโมหะจึงเกิดขึ้น ... เพราะปรารภหทัยวัตถุ … หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะโดยอัตถิปัจจัย (๕)

{๙๘๗} [๑๐๖] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย มี ๒ อย่างคือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณและหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย … ขันธ์ ๒ ...

ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยอัตถิปัจจัย... ขันธ์ ๒ ... (๑)

{๙๘๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัยมี ๕ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย ปัจฉาชาตอัตถิปัจจัยอาหารอัตถิปัจจัย อินทริยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณและมหาภูตรูปทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ

เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและ

หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่โมหะโดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและ

โมหะเป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อนโดยอัตถิปัจจัย

หน้า ๓๓๗

ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณและกพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้โดยอัตถิปัจจัย

ที่เป็นปัจฉาชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึง

ประหาณและรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลายโดยอัตถิปัจจัย (๒)

{๙๘๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุอันไม่ใช่

โสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ สหชาตอัตถิปัจจัย ปุเรชาตอัตถิปัจจัย

ที่เป็นสหชาตอัตถิปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา

และหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และโมหะโดยอัตถิปัจจัย ... ขันธ์ ๒... ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปโดยอัตถิปัจจัย ... ขันธ์ ๒ และโมหะ ... (๓)

{๙๙๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอัตถิปัจจัย (ย่อ มี ๓ วาร พึงจำแนกทัสสเนนนัย พึงกำหนดว่าอุทธัจจะ) เป็นปัจจัยโดยนัตถิปัจจัย

เป็นปัจจัยโดยวิคตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอวิคตปัจจัย

๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร

สุทธนัย

{๙๙๑} [๑๐๗] ในเหตุปัจจัย มี ๑๑ วาร

ในอารัมมณปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในอธิปติปัจจัย ,, ๑๐ ,,

หน้า ๓๓๘

ในอนันตรปัจจัย มี ๑๗ วาร

ในสมนันตรปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในสหชาตปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในอัญญมัญญปัจจัย ,, ๑๑ ,,

ในนิสสยปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในอุปนิสสยปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในปุเรชาตปัจจัย ,, ๕ ,,

ในปัจฉาชาตปัจจัย ,, ๕ ,,

ในอาเสวนปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในกัมมปัจจัย ,, ๗ ,,

ในวิปากปัจจัย ,, ๑ ,,

ในอาหารปัจจัย ,, ๗ ,,

ในอินทริยปัจจัย ,, ๗ ,,

ในฌานปัจจัย ,, ๗ ,,

ในมัคคปัจจัย ,, ๗ ,,

ในสัมปยุตตปัจจัย ,, ๑๑ ,,

ในวิปปยุตตปัจจัย ,, ๙ ,,

ในอัตถิปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในนัตถิปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในวิคตปัจจัย ,, ๑๗ ,,

ในอวิคตปัจจัย ,, ๑๗ ,,

(พึงนับอย่างนี้)

จบ อนุโลม

หน้า ๓๓๙

๒. ปัจจนียุทธาร

{๙๙๒} [๑๐๘] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย

เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๙๓} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย (๒)

{๙๙๔} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณเป็นปัจจัยแก่

สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

{๙๙๕} [๑๐๙] สภาวธรรมที่มีเหตุที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัยเป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๙๙๖} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

{๙๙๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึง

ประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย (๓)

{๙๙๘} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อัน

หน้า ๓๔๐

โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔)

{๙๙๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)

{๑๐๐๐} [๑๑๐] สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรค

และมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย

สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัยเป็นปัจจัยโดยปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยกัมมปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย (๑)

{๑๐๐๑} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยเป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๒)

{๑๐๐๒} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๓)

{๑๐๐๓} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ

และที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยเป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๔)

หน้า ๓๔๑

{๑๐๐๔} สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยเป็นปัจจัยโดยปุเรชาตปัจจัย (๕)

{๑๐๐๕} [๑๑๑] สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

(ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย ระคนกันมีอยู่ พึงทำตามใน

พระบาลี ในการนับ พึงใคร่ครวญแล้วจึงนับ)

{๑๐๐๖} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ มี ๕ อย่างคือ สหชาตอุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตอุปนิสสยปัจจัย ปัจฉาชาตอุปนิสสย

ปัจจัย อาหารอุปนิสสยปัจจัย อินทริยอุปนิสสยปัจจัย (๒)

(แม้ในข้อนี้ เพราะอารัมมณปัจจัย เพราะอุปนิสสยปัจจัย ก็มีอยู่ แต่

ในพระบาลีไม่มี เมื่อจะนับ พึงใคร่ครวญแล้วจึงนับ)

{๑๐๐๗} สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดย

สหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

(ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยที่มีวารระคนกันก็มีอยู่ พึง

ทำตามในพระบาลี)

หน้า ๓๔๒

{๑๐๐๘} ![๑๑๒] สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑)

{๑๐๐๙} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (แม้ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย

ปุเรชาตปัจจัยที่มีวารระคนกันก็มีอยู่) (๒)

{๑๐๑๐} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณมี ๕ อย่าง คือ สหชาตอุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตอุปนิสสยปัจจัย ปัจฉาชาตอุปนิสสยปัจจัย อาหารอุปนิสสยปัจจัย อินทริย อุปนิสสยปัจจัย (แม้ในข้อนี้อารัมมณปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยก็มีอยู่) (๓)

{๑๐๑๑} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ และที่มีเหตุไม่ใช่อัน

โสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัยเป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๔)

{๑๐๑๒} สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณและที่มีเหตุไม่ใช่อันโสดาปัตติมรรคและไม่ใช่อันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณโดยอารัมมณปัจจัยเป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย (๕)

หน้า ๓๔๓

แม้ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยก็มีอยู่ ปัญหาวารที่

ไม่ได้ลิขิตไว้ เมื่อนับในพระบาลี ย่อมไม่สมกันโดยพยัญชนะ ปัญหาวารเหล่านั้นท่านไม่ลิขิตไว้ในพระบาลี แต่จำนวนปรากฏแล้ว ถ้าเกิดสงสัย

พึงพิจารณาดูในอัตถิปัจจัย ฝ่ายอนุโลม)

๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร

สุทธนัย

{๑๐๑๓} [๑๑๓] ในนเหตุปัจจัย มี ๒๑ วาร

ในนอารัมมณปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอธิปติปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอนันตรปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนสมนันตรปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนสหชาตปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอัญญมัญญปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนนิสสยปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอุปนิสสยปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนปุเรชาตปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนปัจฉาชาตปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอาเสวนปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนกัมมปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนวิปากปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอาหารปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอินทริยปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนฌานปัจจัย ,, ๒๑ ,,

หน้า ๓๔๔

ในนมัคคปัจจัย มี ๒๑ วาร

ในนสัมปยุตตปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนวิปปยุตตปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอัตถิปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนนัตถิปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนวิคตปัจจัย ,, ๒๑ ,,

ในนอวิคตปัจจัย ทั้งหมดมีอย่างละ ๒๑ ,,

(พึงนับอย่างนี้)

จบ ปัจจนียะ

๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ

เหตุทุกนัย

{๑๐๑๔} [๑๑๔] ในนอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๑๑ วาร

ในนอธิปติปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนอนันตรปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนสมนันตรปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนอัญญมัญญปัจจัย ,, ,, ๓ ,,

ในนอุปนิสสยปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนปุเรชาตปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนปัจฉาชาตปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนอาเสวนปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนกัมมปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนวิปากปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนอาหารปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

หน้า ๓๔๕

ในนอินทริยปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๑๑ วาร

ในนฌานปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนมัคคปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในนสัมปยุตตปัจจัย ,, ,, ๓ ,,

ในนวิปปยุตตปัจจัย ,, ,, ๕ ,,

ในโนนัตถิปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในโนวิคตปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

(พึงนับอย่างนี้)

จบ อนุโลมปัจจนียะ

๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม

นเหตุทุกนัย

{๑๐๑๕} [๑๑๕] ในนอารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๒๑ วาร

ในอธิปติปัจจัย ,, ,, ๑๐ ,,

ในอนันตรปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในสมนันตรปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในสหชาตปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในอัญญมัญญปัจจัย ,, ,, ๑๐ ,,

ในนิสสยปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในอุปนิสสยปัจจัย ,, ,, ๒๑ ,,

ในปุเรชาตปัจจัย ,, ,, ๕ ,,

ในปัจฉาชาตปัจจัย ,, ,, ๕ ,,

ในอาเสวนปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในกัมมปัจจัย ,, ,, ๗ ,,

หน้า ๓๔๖

ในวิปากปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๑ วาร

ในอาหารปัจจัย ,, ,, ๗ ,,

ในอินทริยปัจจัย ,, ,, ๗ ,,

ในฌานปัจจัย ,, ,, ๗ ,,

ในมัคคปัจจัย ,, ,, ๗ ,,

ในสัมปยุตตปัจจัย ,, ,, ๑๑ ,,

ในวิปปยุตตปัจจัย ,, ,, ๙ ,,

ในอัตถิปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในนัตถิปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในวิคตปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

ในอวิคตปัจจัย ,, ,, ๑๗ ,,

(พึงนับอย่างนี้)

จบ ปัจจนียานุโลม

จบ ปัญหาวาร

จบ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะที่ ๙

หน้า ๓๔๗

๑๐. อาจยคามิติกะ ๑. ปฏิจจวาร

๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร

เหตุปัจจัย

{๑๐๑๖} [๑] สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติอาศัยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัย

ขันธ์ ๑ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้น ... ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒เกิดขึ้น (๑)

สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานอาศัยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้น (๒)

{๑๐๑๗} สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานอาศัยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้น ... ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๓)

[๒] สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานอาศัยสภาวธรรมที่เป็นเหตุ

ให้ถึงปฏิสนธิและจุติเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเกิดขึ้น ... ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ เกิดขึ้น (๑)

{๑๐๑๘} สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานอาศัยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ

จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานเกิดขึ้น (๒)

สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานและที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิ

และจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานอาศัยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

จบ ปัญหาวาร