arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน · ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกัตติกะ

ปัญหาวาร เล่ม ๔๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๗๖–๑๐๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในทัสสเนนปหาตัพพเหตุกัตติกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ ปัจฉิมอนุโลมติกปัฏฐาน ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกัตติกะ ปัญหาวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๔๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๑)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๗ หน้า ๑๕๕–๒๑๓

หน้า ๑๕๕

ปัญหาวาระ

อนุโลมนัย

๑. เหตุปัจจัย

[๘๗๖] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

[๘๗๗] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุ-ปัจจัย

คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

[๘๗๘] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

หน้า ๑๕๖

๔. ภาวนาย ฯลฯ มี ๓ วาระ (วาระที่ ๔-๖)

๗. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ มี ๑ วาระ

[๘๗๙] ๘. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

[๘๘๐] ๙. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

[๘๘๑] ๑๐. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

หน้า ๑๕๗

[๘๘๒] ๑๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม

เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุธรรม ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย

คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย.

๒. อารัมมณปัจจัย

[๘๘๓] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนเปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งราคะที่เป็นทัสสเนนปหา-ตัพพเหตุกธรรม เพราะปรารภราคะนั้น ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุก-ธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ย่อมเกิดขึ้น โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งทิฏฐิ เพราะปรารภทิฏฐินั้นราคะ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้นวิจิกิจฉา ย่อมเกิดขึ้น โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภวิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น โทม-นัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภโทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้น.

หน้า ๑๕๘

[๘๘๔] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย

คือ พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้วที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ ที่ข่มแล้ว ฯลฯ ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน ฯลฯ

บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยเจโตปริยญาณ

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโต-ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณแก่อาวัชชนะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

[๘๘๕] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น

[๘๘๖] ๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

หน้า ๑๕๙

คือ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งราคะที่เป็นภาวนายปหา-ตัพพเหตุกธรรม เพราะปรารภราคะนั้น ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ย่อมเกิดขึ้น อุทธัจจะ ย่อมเกิดขึ้น โทมนัสเป็นภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภอุทธัจจะ อุทธัจจะ ย่อมเกิดขึ้น, โทมนัสที่เป็นภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภโทมนัสที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โทมนัสที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น อุทธัจจะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๘๘๗] ๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งราคะที่เป็นภาวนายปหา-ตัพพเหตุกธรรม เพราะปรารภราคะนั้น ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุก-ธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ย่อมเกิดขึ้น โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภอุทธัจจะ ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ย่อมเกิดขึ้นโทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภโทมนัสทีเป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉาย่อมเกิดขึ้น.

หน้า ๑๖๐

[๘๘๘] ๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้วที่เป็นภารนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ กิเลสที่ข่มแล้ว ฯลฯ ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในกาลก่อน.

บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมโดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ

บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยเจโตปริยญาณ.

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เจโต-ปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังสญาณแก่อาวัชชนะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.

[๘๘๙] ๗. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะย่อมเกิดขึ้น.

[๘๙๐] ๘. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ

หน้า ๑๖๑

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๘๙๑] ๙. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลให้ทาน ฯลฯ พึงให้พิสดารเหมือนกับ ทัสสนติกะ.

ฯลฯ เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย.

[๘๙๒] ๑๐. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย

คือ บุคคลให้ทาน ฯ ฯ เหมือนกับ ทัสสนติกะ.

[๘๙๓] ๑๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

คือ บุคคลให้ทาน ฯลฯ เหมือนกับ ทัสสนติกะ.

หน้า ๑๖๒

[๘๙๔] ๑๒. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม

เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภจักษุ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

เพราะปรารภ โสตะ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯลฯ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๘๙๕] ๑๓. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

คือ เพราะปรารภจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯลฯ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๘๙๖] ๑๔. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

หน้า ๑๖๓

[๘๙๗] ๑๕. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๘๙๘] ๑๖. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๘๙๙] ๑๗. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

หน้า ๑๖๔

[๙๐๐] ๑๘. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

[๙๐๑] ๑๙. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

[๙๐๒] ๒๐. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

หน้า ๑๖๕

[๙๐๓] ๒๑. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ เพราะปรารภขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

๓. อธิปติปัจจัย

[๙๐๔] ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอธิปติปัจจัย เหมือนกับทัสสนติกะ มี ๑๐ วาระ.

๔. อนันตรปัจจัย

[๙๐๕] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดก่อน ๆเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดหลัง ๆด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๐๖] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตร-ปัจจัย

หน้า ๑๖๖

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะ ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๐๗] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๐๘] ๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดก่อน ๆเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดหลัง ๆด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๐๙] ๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

หน้า ๑๖๗

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๐] ๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๑] ๗. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดก่อน ๆเป็นปัจจัยแก่โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดหลัง ๆด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรมที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

หน้า ๑๖๘

อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู.

อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน ฯลฯ

เนวสัญญานาสัญญายตนะของบุคคลผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๒] ๘. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๓] ๙. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจ อนันตรปัจจัย.

อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

หน้า ๑๖๙

[๙๑๔] ๑๐. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ ด้วยอำนาจของอนันตร-ปัจจัย.

อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๕] ๑๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ ด้วยอำนาจของอนันตร-ปัจจัย.

อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๖] ๑๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

หน้า ๑๗๐

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๗] ๑๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่โมหะที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

[๙๑๘] ๑๔. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดก่อน ๆ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.

หน้า ๑๗๑

[๙๑๙] ๑๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย

มี ๓ วาระ เหมือนกับทัสสเนนะ.

๕. สมนันตรปัจจัย ฯลฯ ๘. นิสสยปัจจัย

[๙๒๐] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย เหมือนกับอนันตรปัจจัย.

เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย ฯลฯ เหมือนกับสหชาต-ปัจจัย ในปฏิจจวาระ.

เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอัญญมัญญปัจจัย ฯลฯ เหมือนกับสหชาตปัจจัย ในปฏิจจวาระ.

เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของนิสสยปัจจัย ฯลฯ เหมือนกับนิสสย-ปัจจัย วาระที่ต่างกันไม่มี.

๙. อุปนิสสยปัจจัย

[๙๒๑] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

หน้า ๑๗๒

มี ๓ อย่าง คือ ที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

บุคคลที่เข้าไปอาศัยราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมแล้ว ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์.

บุคคลเข้าไปอาศัยโทสะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

โมหะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์.

ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ โทสะ โมหะ ทิฏฐิฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมฯลฯ แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๒๒] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

บุคคลเข้าไปอาศัยราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.

บุคคลเข้าไปอาศัยโทสะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

โมหะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.

หน้า ๑๗๓

ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา แก่ปัญญา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่ผลสมาบัติและแก่โมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๒๓] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ โทสะ โมหะ ทิฏฐิฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๒๔] ๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ โทสะ โมหะ มานะฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมแก่โทสะ แก่โมหะ แก่มานะ แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจ องอุปนิสสยปัจจัย.

หน้า ๑๗๔

[๙๒๕] ๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

บุคคลเข้าไปอาศัยราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมแล้ว ฆ่าสัตว์ฯลฯ ทำลายสงฆ์.

บุคคลเข้าไปอาศัยโทสะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม โมหะ ฯลฯ

มานะ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์.

ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม แก่โทสะ แก่โมหะ แก่ทิฏฐิแก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

ฉันทราคะในภัณฑะของตน เป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในภัณฑะของผู้อื่น ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย, ฉันทราคะในของที่ตนหวงแหน เป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในของที่คนอื่นหวงแหน ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๒๖] ๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็น ปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

หน้า ๑๗๕

บุคคลเข้าไปอาศัยราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.

บุคคลเข้าไปอาศัย โทสะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ โมหะฯลฯ มานะ ฯลฯ ความปรารถนาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น.

ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา แก่ปัญญา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่ผลสมาบัติ และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๒๗] ๗. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ฯลฯ

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของอุป-นิสสยปัจจัย.

[๙๒๘] ๘. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

หน้า ๑๗๖

ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ ความปรารถนา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอุป-นิสสยปัจจัย.

[๙๒๙] ๙. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้นบุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย อุตุโภชนะ เสนาสนะ ฯสฯ โมหะแล้ว ให้ทาน ฯลฯ

ศรัทธา ฯลฯ โมหะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา แก่ผลสมาบัติ และโมหะด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๐] ๑๐. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย

หน้า ๑๗๗

มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา ฯลฯ ถือทิฏฐิ.

บุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย เสนา-สนะ ฯลฯ โมหะแล้ว ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์.

ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ ฯลฯ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย.

[๙๓๑] ๑๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ

ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา ฯลฯ ก่อมานะ.

บุคคลเข้าไปอาศัยโมหะ ฯลฯ ก่อมานะ.

ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ และโมหะ เป็นปัจจัย แก่ราคะที่เป็นภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

หน้า ๑๗๘

[๙๓๒] ๑๒. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ศรัทธา ฯลฯ ปัญญา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย เสนาสนะ ฯลฯ และโมหะ เป็นปัจจัย แก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๓] ๑๓. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ ฯลฯ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๔] ๑๔. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

หน้า ๑๗๙

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๕] ๑๕. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาแก่ปัญญา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่ผลสมาบัติ และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๖] ๑๖. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

หน้า ๑๘๐

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๗] ๑๗. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๓๘] ๑๘. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม แก่ความปรารถนา ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย.

หน้า ๑๘๑

[๙๓๙] ๑๙. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาฯลฯ แก่ผลสมาบัติ และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๔๐] ๒๐. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

[๙๔๑] ๒๑. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

หน้า ๑๘๒

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

๑๐. ปุเรชาตปัจจัย

[๙๔๒] ๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่

บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ

บุคคลพิจารณาเห็น โสตะ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยงฯลฯ

บุคคลเห็นรูป ด้วยทิพยจักษุ ฯลฯ ฟังเสียง ด้วยทิพโสตธาตุ ฯลฯ

รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่

จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมและโมหะ ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๙๔๓] ๒. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย

หน้า ๑๘๓

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่

บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งซึ่งจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ ทิฏฐิฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๙๔๔] ๓. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนาปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาตะ วัตถุปุเรชาตะ

ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่

บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งซึ่งจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้นอุทธัจจะ โทมนัสที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ย่อมเกิดขึ้น.

ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๙๔๕] ๔. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย

หน้า ๑๘๔

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่

จักษุ ฯลฯ เพราะปรารภหทยวัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

ที่เป็น วัตถุปุเรชาต ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๙๔๖] ๕. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่

จักษุ ฯลฯ เพราะปรารภหทยวัตถุ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและโมหะ ย่อมเกิดขึ้น.

ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

หน้า ๑๘๕

๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย

[๙๔๗] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็น ปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปัจฉาชาต-ปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เนนทัสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

[๙๔๘] ๒. ภาวนายปาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปัจฉาชาต-ปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

[๙๔๙] ๓. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

[๙๕๐] ๔. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย

หน้า ๑๘๖

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ ที่เกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

[๙๕๑] ๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนน-ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ที่เกิดภายหลังเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

๑๒. อาเสวนปัจจัย

[๙๕๒] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดก่อน ๆเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดหลัง ๆด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย.

[๙๕๓] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่โมหะ ที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนายของอาเสวนปัจจัย.

หน้า ๑๘๗

[๙๕๔] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่

ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทสัสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย

คือ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดหลัง ๆ และโมหะ ด้วยอำนาจของอาเสวนปัจจัย.

[๙๕๕] ๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม มี ๓ วาระ

เนวทัสสเนนนภาวนาย ฯลฯ ในอาเสวนมูลกะ วุฏฐานะก็ดีอาวัชชนะก็ดี พึงทิ้งเสีย. มี ๑๓ วาระ พึงใส่ให้เต็ม เหมือนกับอนันตรปัจจัย.

๑๓. กัมมปัจจัย

[๙๕๖] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจยัแก่สัมปยุตต-ขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

หน้า ๑๘๘

[๙๕๗] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ นานาขณิกะที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

ที่เป็น นานาขณิกะ ได้แก่

เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และกฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

[๙๕๘] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ฯลฯ

คือ เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์ทั้งหลาย โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

[๙๕๙] ๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

หน้า ๑๘๙

[๙๖๐] ๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย

คือ เจตนาที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่โมหะและจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

[๙๖๑] ๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

คือ เจตนาที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์ทั้งหลาย โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

[๙๖๒] ๗. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ นานาขณิกะ

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

เจตนาที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

ในปฏิสนธิขณะ. ฯลฯ

ที่เป็น นานาขณิกะ ได้แก่

เจตนาที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ และกฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

หน้า ๑๙๐

๑๔. วิปากปัจจัย

[๙๖๓] ๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัย แก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของวิปากปัจจัย

คือ ทั้งปวัตติและปฏิสนธิ วิบากขันธ์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่หทัยวัตถุ.

๑๕.อาหารปัจจัย

[๙๖๔] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย.

คือ อาหารทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย.

[๙๖๕] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ อาหารทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย.

[๙๖๖] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ฯลฯ

หน้า ๑๙๑

คือ อาหารทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย

๔. ภาวนาย ฯลฯ ๓ วาระ เหมือนกับ ทัสสเนน.

[๙๖๗] ๗. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของปัจจัย

คือ อาหารทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวหายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย.

ในปฏิสนธิขณะ กวฬีการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ฯลฯ

๑๖. อินทริยปัจจัย

[๙๖๘] ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ เหมือนกับอาหารปัจจัย โมหะต้องนับเข้าด้วย.

ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ มี ๓ วาระ.

[๙๖๙] เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็น

ปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

คือ อินทรีย์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ฯลฯ

หน้า ๑๙๒

จักขุนทรีย์ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ฯลฯ

รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย.

๑๗. ฌานปัจจัย ๑๘. มัคคปัจจัย

เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของฌานปัจจัย, เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของมัคคปัจจัย เหล่านี้พึงกระทำให้เป็นสเหตุกธรรม. (มี ๗ วาระ)

๑๙. สัมปยุตตปัจจัย

เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสัมปยุตตปัจจัย เหมือนกับสัมปยุตต-วาระ๑ ในปฏิจจวาระ (มี ๑๑ วาระ)

๒๐. วิปปยุตตปัจจัย

[๙๗๐] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของวิปยุตต-ปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปัจฉาชาตะ เหมือนกับทัสสนติกะ.

๑. น่าจะเป็นสัมปยุตตปัจจัย

หน้า ๑๙๓

[๙๗๑] ๒. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของวิปปยุตต-ปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปัจฉาชาตะ เหมือนกับทัสสนติกะ.

[๙๗๒] ๓. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มี ๓ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ ปุเรชาตะ และ ปัจฉาชาตะเหมือนกับทัสสนติกะ.

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดภายหลัง และโมหะ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน.

[๙๗๓] ๔. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุก-ธรรม ฯลฯ.

หน้า ๑๙๔

[๙๗๔] ๕. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมฯลฯ

[๙๗๕] ๖. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย.

[๙๗๖] ๗. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มีอย่างเดียว คือที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย.

หน้า ๑๙๕

[๙๗๗] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปัจฉาชาตะ

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดพร้อมกัน และโมหะ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดภายหลัง และโมหะ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย.

[๙๗๘] ๙. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปัจฉาชาตะที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดพร้อมกัน และโมหะ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย.

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดภายหลัง และโมหะ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของวิปปยุตตปัจจัย.

หน้า ๑๙๖

๒๑.อัตถิปัจจัย

[๙๗๙] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

คือ ขันธ์ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

[๙๘๐] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็น ปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปัจฉาชาตะที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดพร้อมกันเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

[๙๘๑] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ฯลฯ

หน้า ๑๙๗

คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ ขันธ์๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ

ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓. โมหะ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ.

๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ มี ๓ วาระ.

[๙๘๒] ๗. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

มี ๕ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระและ อินทริยะ

ที่เป็น สชาตะ ได้แก่

ขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ

โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ ของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ

ที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯสฯ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ

บุคคลเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ, ฟังเสียงด้วยทิพโสตธาตุ.

หน้า ๑๙๘

รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ.

จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ ฯลฯ หทยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม และโมหะ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมที่เกิดภายหลัง และโมหะ เป็นปัจจัยแก่กายนี้ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

กวฬีการาหาร เป็นปัจจัยแก่กายนี้.

รูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งหลาย.

[๙๘๓] ๘. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปุเรชาตะ

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ เพราะปรารภจักษุเป็นต้นนั้น ราคะที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมย่อมเกิดขึ้น

หน้า ๑๙๙

ทิฏฐิ ย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉา ฯลฯ โทมนัสที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรมย่อมเกิดขึ้น.

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

[๙๘๔] ๙. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือทีเป็น สหชาตะ และ ปุเรชาตะที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตต-ขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

ที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ ฯลฯ

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลาย ที่เป็นภาวนายปหาตัพพเหตุกะธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

[๙๘๕] ๑๐. เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

หน้า ๒๐๐

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปุเรชาตะที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

เพราะปรารภจักษุ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เพราะปรารภหทัยวัตถุ ฯลฯ

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

[๙๘๖] ๑๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ ปุเรชาตะที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และ จิตตสมุฏ-ฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปุเรชาตะ ได้แก่

เพราะปรารภซึ่งจักษุ ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะย่อมเกิดขึ้น, เพราะปรารภหทยวัตถุ ฯลฯ.

หน้า ๒๐๑

หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และโมหะ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

[๙๘๗] ๑๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และสหชาตะ รวมกับ ปุเรชาตะที่เป็น สหชาตะ รวมกับ ปุเรชาตะ ได้แก่

ขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม หทยวัตถุ และโมหะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ.

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ.

[๙๘๘] ๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มี ๕ อย่าง คือ สหชาตะ,สหชาตะ รวมกับ ปุเรชาตะ, ปัจฉาชาตะปัจฉาชาตะ รวมกับ อาหาระ และรวมกับ อินทริยะ

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดพร้อมกัน และมหา-ภูตรูปทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิ-ปัจจัย.

หน้า ๒๐๒

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดพร้อมกัน และโมหะ เป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น สหชาตะ รวมกับ ปุเรชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดพร้อมกัน และหทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่โมหะ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่เกิดภายหลัง และโมหะ เป็นปัจจัย แก่กายนี้ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ รวมกับ อาหาระ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และกวฬีการาหารเป็นปัจจัยแก่กายนี้ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

ที่เป็น ปัจฉาชาตะ รวมกับ อินทริยะ ได้แก่

ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ที่เกิดภายหลัง และรูปชีวิตินทรีย์ เป็นปัจจัยแก่ กฏัตตารูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย.

[๙๘๙] ๑๔. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย

หน้า ๒๐๓

มี ๒ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ และ สหชาตะ รวมกับ ปุเรชาตะที่เป็น สหชาตะ รวมกับ ปุเรชาตะ ได้แก่

ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดพร้อมกัน และหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และโมหะ ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ ขันธ์ ๒ ฯลฯ.

ที่เป็น สหชาตะ ได้แก่

ขันธ์ ๑ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาที่เกิดพร้อมกัน และโมหะ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอัตถิปัจจัย ฯลฯ

ขันธ์ ๒ และโมหะ ฯลฯ

[๙๙๐] ๑๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนาย ฯลฯ พึงแจกเป็น๓ วาระ โดยนัยแห่งทัสสเนนะ พึงกำหนดเอาอุทธัจจะ.

๒๒. นัตถิปัจจัย ฯลฯ ๒๔. อวิคตปัจจัย

เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของ นัตถิปัจจัย ด้วยอำนาจของ วิคตปัจจัยด้วยอำนาจของ อวิคตปัจจัย.

การนับจำนวนวาระในอนุโลม

สุทธมูลกนัย

[๙๙๑] ในเหตุปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในอารัมมณปัจจัย มี ๒๑ วาระในอธิปติปัจจัย มี ๑๐ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในสมนันตร-

หน้า ๒๐๔

ปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี๑๑ วาระ ในนิสสยปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๕ วาระ ในปัจฉาชาตปัจจัย มี ๕ วาระ ในอาเสวนปัจจัยมี ๑๗ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๗ วาระ ในวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ ในอาหาร-ปัจจัย มี ๗ วาระ ในอินทริยปัจจัยมี ๗ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๗ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๗ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัยมี ๙ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในวิคต-ปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑๗.

พึงนับอย่างนี้.

อนุโลม จบ

ปัจจนียนัย

การยกปัจจัยในปัจจนียะ

[๙๙๒] ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-

เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

[๙๙๓] ๑. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนว-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย.

หน้า ๒๐๕

[๙๙๔] ๒. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๙๕] ๓. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๙๙๖] ๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

[๙๙๗] ๕. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

[๙๙๘] ๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสส-เนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนายของอุป-นิสสยปัจจัย.

[๙๙๙] ๗. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุก-

หน้า ๒๐๖

ธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสห-ชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๑๐๐๐] ๘. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาต-ปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของกัมมปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอาหารปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอินทริยปัจจัย.

[๑๐๐๑] ๙. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณ-ปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสปุเรชาตปัจจัย.

[๑๐๐๒] ๑๐. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๑๐๐๓] ๑๑. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย

หน้า ๒๐๗

ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๑๐๐๔] ๑๒. เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสย-ปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.

[๑๐๐๕] ๑๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย เจือปนกันมีอยู่ พึงกระทำตามในบาลี เพื่อที่จะนับ พึงใคร่คราญแล้วจึงนับ.

[๑๐๐๖] ๑๔. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรมเป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาว-นายปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

มี ๕ อย่าง คือที่เป็น สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระและ อินทริยะ

แม้ในข้อนี้ เพราะอารัมมณปัจจัย เพราะอุปนิสสยปัจจัย ก็มีอยู่ แต่ในบาลีไม่มี เมื่อจะนับ พึงใคร่ครวญแล้วจึงนับ.

หน้า ๒๐๘

[๑๐๐๗ ] ๑๕. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสส-เนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัยเป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย มีหัวข้อปัจจัยเจือปนด้วยปัจจัยใดมีอยู่ ปัจจัยนั้นก็พึงกระทำตามในบาลี.

[๑๐๐๘] ๑๖. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

[๑๐๐๙] ๑๗. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

แม้ในข้อนี้ สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย มีหัวข้อนี้ปัจจัยเจือปนด้วยปัจจัยใดมีอยู่.

[๑๐๑๐] ๑๘. ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวทัสสเนนนภาวนาย-ปหาตัพพเหตุกธรรม ฯลฯ

หน้า ๒๐๙

มี ๕ อย่าง คือ สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทริยะ

แม้ในข้อนี้ อารัมมณปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ก็มี.

[๑๐๑๑] ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ทัสสเนนปหาตัพพ-เหตุกธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย

[๑๐๑๒] ภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม และเนวทัสสเนน-นภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม เป็นปัจจัยแก่ภาวนายปหาตัพพเหตุก-ธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพเหตุกธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย เป็นปัจจัย ด้วยอำนาจของสหชาตปัจจัย เป็นปัจจัยด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.

แม้ในข้อนี้ก็มี สหชาตปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย วาระนั้นใดที่ไม่ได้เขียนไว้ วาระเหล่านั้นเมื่อนั้นในบาลี ย่อมไม่เสมอกันโดยพยัญชนะ วาระที่ไม่ได้เขียนไว้ให้บาลีเหล่านั้น จำนวนปรากฏแล้ว ถ้าเกิดสงสัย พึงพิจารณาดูในอัตถปัจจัย ในอนุโลม.

การนับจำนวนวาระในปัจจนียะ

[๑๐๑๓] ในนเหตุปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนอารัมมณปัจจัย มี ๒๑วาระ ในนอธิปติปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนอนันตรปัจจัย มี ๒๑ วาระ ใน-นสมนันตรปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนสหชาตปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนอัญญ-

หน้า ๒๑๐

มัญญปัจจัย มี ๒ วาระ ในนนิสสยปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนอุปนิสสยปัจจัยมี ๒๑ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๒๑ วาระในนอาเสวนปัจจัย ๒๑ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนวิปากปัจจัยมี ๒๑ วาระ ในนอาหารปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนอินทริยปัจจัย มี ๒๑ วาระในนฌานปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนสัมปยุตต-ปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในโนอัตถิปัจจัย มี๒๑ วาระ ในโนนัตถิปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในโนวิคตปัจจัย มี ๒๑ วาระ ในโนอวิคตปัจจัย มี ๒๑ วาระ.

ทั้งหมด พึงนับอย่างนี้.

ปัจจนียนัย จบ

อนุโลมปัจจนียนัย

การนับจำนวนวาระในอนุโลมปัจจนียะ

[๑๐๑๔] เพราะเหตุปัจจัย ในนอารัมมณปัจจัย มี ๑๑ วาระ...

ในนอธิปติปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในนอนันตรปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในนส-นันตรปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในนอัญญมัญญปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอุปนิสสย-ปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัยมี ๓ วารในนอาเสวนปัจจัย มี ๓ วาระ ในนกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในน-วิปากปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในนอินทริยปัจจัยมี ๓ วาระ ในนฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในน

หน้า ๒๑๑

สัมปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ ในโนนัตถิปัจจัยมี ๑๑ วาระ ในโนอวิคตปัจจัย มี ๑๑ วาระ.

พึงนับอย่างนี้.

อนุโลมปัจจนียะ จบ

ปัจจนียานุโลม

การนับจำนวนวาระในปัจจนียานุโลม

[๑๐๑๕] เพราะนเหตุปัจจัย ในอารัมมณปัจจัย มี ๒๑ วาระ...

ในอธิปติปัจจัยมี ๑๐ วาระ ในอนันตรปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในสมนันตรปัจจัยมี ๑๗ วาระ ในสหชาตปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในอัญญมัญญปัจจัย มี ๑๑ วาระในนิสสปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๒๑วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๕ วาระ ในปัจฉาชาตปัจจัย มี ๕ วาระ ในอาเสวนปัจจัย มี ๑๗วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๗ วาระ ในวิปากปัจจัยมี ๑ วาระ ในอาหารปัจจัยมี ๗ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๗ วาระ ในฌานปัจจัย มี ๗ วาระ ใน-มัคคปัจจัย มี ๗ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย มี ๑๑ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัยมี ๙ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในนัตถิปัจจัย มี ๑๗ วาระ ใน-วิคตปัจจัย มี ๑๗ วาระ ในอวิคตปัจจัย มี ๑๗ วาระ.

พึงนับอย่างนี้.

ปัจจนียานุโลม จบ

ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ที่ ๙ จบ

หน้า ๒๑๒

อรรถกถาทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ

ใน ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกติกะ ผู้ศึกษาพึงทราบการจำแนกธรรมที่มีเหตุอันพึงละด้วยทัสสนะ โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถากัณฑ์ (ในธัมมสังคณีบาลี) โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ จัดเข้าในหมวดที่ ๓เพราะไม่มีเหตุ. ในอธิการนี้ธรรมเหล่าใดมีเหตุที่พึงละด้วยทัสสนะและภาวนาดังกล่าวมาแล้วนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่ามีเหตุที่พึงละ. ธรรมเหล่าใดไม่มีเหตุธรรมเหล่านั้นชื่อว่าไม่มีเหตุที่พึงละด้วยทัสสนะและภาวนา ผู้ศึกษาพึงทราบวิภาคแห่ง ปหาตัพพเหตุกธรรม และ นปหาตัพพเหตุกธรรม ดังนี้แล้วพึงทราบคำที่เหลือ ตามแนวแห่งลักษณะที่แสดงไว้ในทัสสเนนปหาตัพพติกะและกุสลติกะ.

อรรถกถาทัสสเนนปหาตัพพเหตุติกะ จบ

หน้า ๒๑๓

๑๐. อาจยคามิติกะ

ปฏิจจวาระ

อนุโลมนัย

๑. เหตุปัจจัย

[๑๐๑๖] ๑. อาจยคามิธรรม อาศัยอาจคามิธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอาจยคามิธรรม ฯลฯ ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒.

๒. เนวาจยคามินาปจยคามิธรรม อาศัยอาจยคามิ-

ธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย

คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม

๓. อาจยคามิธรรม และเนวาจยคามินาปจยคามิธรรมอาศัยอาจยคามิธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย

คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นอาจยคามิ-ธรรม ฯลฯ ขันธ์ ๒ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๒.

[๑๐๑๗] ๔. อปจยคามิธรรม อาศัยอปจยคามิธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย

จบ ปัญหาวาร