arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · ธาตุกถา

๕. อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส เล่ม ๓๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๙–๒๒๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๕ ในธาตุกถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๖ หน้า ๕๘–๗๐

หน้า ๕๘

๕. ปัญจมนัย

๕. อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส

{๑๘๙} [๑๙๓] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปขันธ์โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้นโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการ สงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

{๑๙๐} [๑๙๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยเวทนาขันธ์ ด้วยสัญญาขันธ์ ด้วยสังขารขันธ์โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๑๙๑} [๑๙๕] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยวิญญาณขันธ์ ด้วยมนายตนะ ด้วยจักขุวิญญาณธาตุ ... ด้วยมโนธาตุ ด้วยมโนวิญญาณธาตุ ด้วย มนินทรีย์โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๑

หน้า ๕๙

{๑๙๒} [๑๙๖] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขายตนะ ... ด้วยโผฏฐัพพายตนะ ด้วยจักขุธาตุ ... ด้วยโผฏฐัพพธาตุโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘

{๑๙๓} [๑๙๗] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธัมมายตนะ ด้วยธัมมธาตุ ด้วยอิตถินทรีย์ ด้วยปุริสินทรีย์ ด้วยชีวิตินทรีย์โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

{๑๙๔} [๑๙๘] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสมุทยสัจ ด้วยมัคคสัจ ด้วยนิโรธสัจโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๑๙๕} [๑๙๙] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจักขุนทรีย์ ... ด้วยกายินทรีย์ โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘

หน้า ๖๐

{๑๙๖} [๒๐๐] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสุขินทรีย์ ด้วยทุกขินทรีย์ ด้วยโสมนัสสินทรีย์ ด้วยโทมนัสสินทรีย์ ด้วยอุเปกขินทรีย์ ด้วยสัทธินทรีย์ ด้วยวิริยินทรีย์ ด้วยสตินทรีย์ ด้วยสมาธินทรีย์ ด้วยปัญญินทรีย์ ด้วยอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ด้วยอัญญินทรีย์ ด้วยอัญญาตาวินทรีย์ ด้วยอวิชชา ด้วยสังขารที่เกิดมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์ เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๑๙๗} [๒๐๑] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยวิญญาณที่เกิดมีเพราะ สังขารเป็นปัจจัยโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์ เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๑

{๑๙๘} [๒๐๒] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยนามรูปที่เกิดมีเพราะวิญญาณ เป็นปัจจัยโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

{๑๙๙} [๒๐๓] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสฬายตนะที่เกิดมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัยโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์ เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

หน้า ๖๑

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑

{๒๐๐} [๒๐๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยผัสสะที่เกิดมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ด้วยเวทนาที่เกิดมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ด้วยตัณหาที่เกิดมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ด้วยอุปาทานที่เกิดมีเพราะตัณหาเป็น ปัจจัย ด้วยกรรมภพโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๒๐๑} [๒๐๕] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอรูปภพ ด้วยเนวสัญญานาสัญญาภพ ด้วยจตุโวการภพ ด้วยอิทธิบาทโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐

{๒๐๒} [๒๐๖] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยอสัญญาภพ ด้วยเอกโวการภพ ด้วยชาติ ด้วยชรา ด้วยมรณะโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

{๒๐๓} [๒๐๗] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยปริเทวะโดยการสงเคราะห์ เป็นขันธ์โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘

หน้า ๖๒

{๒๐๔} [๒๐๘] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยโสกะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัส ด้วยอุปายาส ด้วยสติปัฏฐาน ด้วยสัมมัปปธาน ด้วยฌาน ด้วยอัปปมัญญา ด้วยอินทรีย์ ๕ ด้วยพละ ๕ ด้วยโพชฌงค์ ๗ ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยผัสสะ ด้วยเวทนา ด้วยสัญญา ด้วยเจตนา ด้วยอธิโมกข์ ด้วยมนสิการโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๒๐๕} [๒๐๙] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยจิตโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๑

๑. ติกะ

{๒๐๖} [๒๑๐] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นกุศล ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอกุศล ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ด้วยสภาวธรรมที่เป็นวิบาก ด้วยสภาวธรรม ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ด้วยสภาวธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานด้วยสภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ด้วยสภาวธรรม ที่มีทั้งวิตกและวิจาร ด้วยสภาวธรรมที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารด้วย

หน้า ๖๓

สภาวธรรมที่สหรคตด้วยปีติ ด้วยสภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุขด้วย สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา ด้วยสภาวธรรมที่โสดาปัตติมรรค พึงประหาณ ด้วยสภาวธรรมที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณด้วยสภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ด้วยสภาวธรรม ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

ด้วยสภาวธรรมที่เป็นของเสกขบุคคลด้วยสภาวธรรมที่เป็นของอเสกขบุคคล ด้วยสภาวธรรมที่เป็นมหัคคตะ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะ ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นปริตตะ ด้วยสภาวธรรม ที่มีอารมณ์เป็นมหัคคตะ ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ ด้วยสภาวธรรมอย่างต่ำ ด้วยสภาวธรรมอย่างประณีตด้วยสภาวธรรม ที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน ด้วยสภาวธรรมที่มีสภาวะชอบและ ให้ผลแน่นอน ด้วยสภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ด้วยสภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดี ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นอดีต ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นอนาคต ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นภายในตน ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นภายนอกตน ด้วยสภาวธรรมที่มีอารมณ์เป็นภายในตนและภายนอกตนโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการ สงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐

{๒๐๗} [๒๑๑] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ ด้วยสภาวธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

หน้า ๖๔

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘

๒. ทุกะ

{๒๐๘} [๒๑๒] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเหตุและมีเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๒๐๙} [๒๑๓] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่มีเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ ด้วยสภาวธรรมที่ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐

{๒๑๐} [๒๑๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่ไม่มีปัจจัยด้วย สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

หน้า ๖๕

{๒๑๑} [๒๑๕] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เห็นได้ ด้วยสภาวธรรมที่กระทบได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๘

{๒๑๒} [๒๑๖] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นรูปโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการ สงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

{๒๑๓} [๒๑๗] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอรูป ด้วยสภาวธรรมที่เป็นโลกุตตระโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐

{๒๑๔} [๒๑๘] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอาสวะ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดย การสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

หน้า ๖๖

{๒๑๕} [๒๑๙] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอาสวะ ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ด้วยสภาวธรรมที่วิปปยุตจาก อาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยอายตนะสังคหะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ๑๐

{๒๑๖} [๒๒๐] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นสังโยชน์ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นคันถะ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นโอฆะ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นโยคะ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นปรามาส ด้วยสภาวธรรมที่เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาสโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๒๑๗} [๒๒๑] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ ของปรามาสด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยปรามาส ด้วยสภาวธรรมที่วิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส ด้วยสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐

หน้า ๖๗

{๒๑๘} [๒๒๒] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ด้วยสภาวธรรมที่วิปปยุตจากจิต ด้วยสภาวธรรมที่ไม่เจือกับจิต ด้วยสภาวธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยสภาวธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต ด้วยสภาวธรรมที่เกิดคล้อยตามจิต ด้วยสภาวธรรมที่เป็นภายนอกตน ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอุปาทายรูปโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗

{๒๑๙} [๒๒๓] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นจิตโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ... สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๔ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๑

{๒๒๐} [๒๒๔] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเจตสิก ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต ด้วยสภาวธรรมที่เจือกับจิต ด้วยสภาวธรรมที่เจือกับจิตและมืจิตเป็นสมุฏฐาน ด้วยสภาวธรรมที่เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต ด้วยสภาวธรรมที่เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดคล้อยตามจิตโดยการสงเคราะห์ เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

หน้า ๖๘

{๒๒๑} [๒๒๕] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นภายในตน โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการ สงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๑

{๒๒๒} [๒๒๖] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่เป็นอุปาทาน ด้วยสภาวธรรมที่เป็นกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง ด้วยสภาวธรรมที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุ

สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้น ...

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ ๒ อายตนะ ๑๑ ธาตุ ๑๗

{๒๒๓} [๒๒๗] สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมอง ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ด้วยสภาวธรรมที่โสดาปัตติมรรคพึงประหาณ ด้วยสภาวธรรมที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ด้วยสภาวธรรมที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรค พึงประหาณ ด้วยสภาวธรรมที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ ด้วยสภาวธรรมที่มีวิตก ด้วยสภาวธรรมที่มีวิจาร ด้วยสภาวธรรมที่ มีปีติ ด้วยสภาวธรรมที่สหรคตด้วยปีติ ด้วยสภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข ด้วยสภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา ด้วยสภาวธรรมที่ไม่เป็นกามาวจร ด้วยสภาวธรรมที่เป็นรูปาวจร ด้วยสภาวธรรมที่

หน้า ๖๙

เป็นอรูปาวจร ด้วยสภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ด้วยสภาวธรรมที่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์ ด้วยสภาวธรรมที่ให้ผลแน่นอน ด้วยสภาวธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ด้วยสภาวธรรมที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการสงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยสภาวธรรมเหล่านั้นโดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะ โดยการ สงเคราะห์เป็นธาตุสภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร

สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐

รวมบทธรรมในปัญจมนัย ๒๒ บท

รูป ๑ ธัมมายตนะ ๑ ธัมมธาตุ ๑ อิตถินทรีย์ ๑

ปุริสินทรีย์ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ นามรูป ๑ ภพ ๒ ชาติ ๑

ชรา ๑ มรณะ ๑ รูปบท ๑ อนารัมมณบท ๑ โนจิตตบท ๑

จิตตวิปปยุตตบท ๑ จิตตวิสังสัฏฐบท ๑ จิตตสมุฏฐาน

บท ๑ จิตตสหภูบท ๑ จิตตานุปริวัตติบท ๑ พาหิรบท ๑

อุปาทาบท ๑ รวม ๒๒ บท นี้เป็นนัยที่รู้ได้ง่าย

จบ อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทสที่ ๕

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คาถารวมบทธรรมในปัญจมนัยนี้ พระบาลีแสดงไว้โดยย่อ ๒๒ บท ในอรรถกถาแสดงไว้โดยพิสดาร คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๓ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๒๓ ต่อจากปฏิจจสมุปบาท ๑๖ บท ในติกะ ๔๓ บท ในโคจฉกะ ๗๒ บท ในจูฬันตรทุกะ ๗ บท ในมหันตรทุกะ ๑๘ บท ในปิฏฐิทุกะ ๑๘ บท รวม ๒๕๗ บท (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๖-๑๗)
หน้า ๗๐

๖. ฉัฏฐนัย

๖. สัมปโยควิปปโยคปทนิทเทส

๑. ขันธ์

{๒๒๔} [๒๒๘] รูปขันธ์สัมปยุตด้วยขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร ไม่มีการสัมปยุตวิปปยุตจากขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร

วิปปยุตจากขันธ์ ๔ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ วิปปยุตจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วน{๒๒๕} [๒๒๙] เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์สัมปยุตด้วยขันธ์ ๓ อายตนะ ๑ ธาตุ ๗ สัมปยุตด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วนวิปปยุตจากขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร

วิปปยุตจากขันธ์ ๑ อายตนะ ๑๐ ธาตุ ๑๐ วิปปยุตจากอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วน{๒๒๖} [๒๓๐] วิญญาณขันธ์สัมปยุตด้วยขันธ์ ๓ สัมปยุตด้วยอายตนะ ๑ ธาตุ ๑ บางส่วนวิปปยุตจากขันธ์ อายตนะ ธาตุเท่าไร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า สัมปยุต (สมฺปยุตฺตํ) แปลว่า ประกอบด้วย (รวมถึงคำว่า สัมปโยคะ (สมฺปโยโค) การสัมปยุต การประกอบได้) เป็นคุณบทในการรวบรวมสภาวธรรมที่ลักษณะเฉพาะร่วมกัน ๔ ประการ คือ (๑) เอกุปปาทะ มีความเกิดขึ้นพร้อมกัน (๒) เอกนิโรธะ มีความดับลงพร้อมกัน (๓) เอกวัตถุกะ มีวัตถุที่เกิดเดียวกัน (๔) เอการัมมณะ มีอารมณ์เดียวกัน กล่าวคือ สภาวธรรมที่จะประกอบกันได้นั้น ต้องมีความเกิด-ดับพร้อมกัน มีวัตถุและอารมณ์เดียวกัน ส่วนคำว่า วิปปยุต หรือคำว่า วิปปโยคะ เป็นคำตรงกันข้าม พึงทราบความหมายโดยนัยตรงกันข้าม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔)

จบ ๕. อสังคหิเตนอสังคหิตปทนิทเทส