พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต · นิสสายวรรค
อุปนิสาสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในนิสสายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต นิสสายวรรค อุปนิสาสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๓๒๗–๓๒๘
ยถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ อวิปปฎิสารมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ด้วยประการ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ เพื่อจากเตภูมิกวัฏอันมิใช่ฝั่ง ไปถึงฝั่งคือนิพพาน ด้วยประการดังนี้แล”
๓. ปฐมอุปนิสสูตร
ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล สูตรที่ ๑
{๒๑๐} [๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้ทุศีลผู้มีศีลวิบัติชื่อว่า มีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความปราโมทย์ของภิกษุผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อความปราโมทย์ไม่มี ปีติของภิกษุผู้มีความปราโมทย์วิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิ ของภิกษุผู้มีปีติวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อปัสสัทธิไม่มี สุขของภิกษุ ผู้มีปัสสัทธิวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อสุขไม่มี สัมมาสมาธิของภิกษุผู้ มีสุขวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะ ของภิกษุผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อยถาภูตญาณ ทัสสนะไม่มี นิพพิทาของภิกษุผู้มียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อนิพพิทาไม่มี วิราคะของภิกษุผู้มีนิพพิทาวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้มีวิราคะวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว---------------------------------------
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติเสียแล้ว กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของต้นไม้นั้น ย่อมถึงความบริบูรณ์ไม่ได้ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้ทุศีลผู้มีศีลวิบัติก็ชื่อว่า มีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความปราโมทย์ของ ภิกษุผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติก็ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว ... เมื่อวิราคะไม่มีวิมุตติ ญาณทัสสนะของภิกษุผู้มีวิราคะวิบัติก็ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิปปฎิสารของภิกษุผู้มีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ความปราโมทย์ของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอวิปปฏิสารย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อความปราโมทย์มีอยู่ ปีติของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความปราโมทย์ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อปีติมีอยู่ ปัสสัทธิของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยปีติย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อปัสสัทธิมีอยู่ สุขของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยปัสสัทธิย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อสุขมีอยู่ สัมมาสมาธิของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยสุขย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะของภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิ
ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่ นิพพิทาของภิกษุผู้ ถึงพร้อมด้วยยถาภูตญาณทัสสนะย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อนิพพิทามีอยู่ วิราคะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิพพิทาย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อวิราคะ มีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัยดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนต้นไม้ที่สมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของต้นไม้นั้นย่อมถึงความสมบูรณ์ได้ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้มีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ความปราโมทย์ของภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยอวิปปฏิสารย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย ... เมื่อวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย’’
--------------------------------
๔. ทุติยอุปนิสสูตร
ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล สูตรที่ ๒
{๒๑๑} [๔] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้วท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า
“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้ทุศีลผู้มีศีลวิบัติ ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความปราโมทย์ของภิกษุผู้มีอวิปปฏิสารวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อความปราโมทย์ไม่มี ปีติของภิกษุผู้มีความปราโมทย์วิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิ ของภิกษุผู้มีปีติวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อปัสสัทธิไม่มี สุขของภิกษุผู้ มีปัสสัทธิวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อสุขไม่มี สัมมาสมาธิของภิกษุผู้มี สุขวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะ ของภิกษุผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว
เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี นิพพิทาของภิกษุผู้มียถาภูตญาณทัสสนะวิบัติ ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อนิพพิทาไม่มี วิราคะของภิกษุผู้มีนิพพิทาวิบัติ ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่อวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้มีวิราคะวิบัติ ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้วดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบวิบัติเสียแล้ว กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของต้นไม้นั้นย่อมถึงความบริบูรณ์ไม่ได้ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้ทุศีล ผู้มีศีลวิบัติ ก็ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว เมื่ออวิปปฏิสารไม่มี ความปราโมทย์ ของภิกษุผู้มือวิปปฏิสารวิบัติก็ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว ... เมื่อวิราคะ ไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้มีวิราคะวิบัติ ก็ชื่อว่ามีเหตุปัจจัยขาดแล้ว
ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้มีศีลผู้ถึงพร้อมด้วย
ศีลย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ความปราโมทย์ของภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยอวิปปฏิสารย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อความปราโมทย์มีอยู่ ปีติของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความปราโมทย์ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อปีติมีอยู่ ปัสสัทธิของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยปีติย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อปัสสัทธิมีอยู่ สุขของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยปัสสัทธิ ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุ ปัจจัย เมื่อสุขมีอยู่ สัมมาสมาธิของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยสุขย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาสมาธิย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่
นิพพิทาของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยยถาภูตญาณทัสสนะย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่อนิพพิทามีอยู่ วิราคะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยนิพพิทาย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุ ปัจจัย เมื่อวิราคะมีอยู่ วิมุตติญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัยดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เหมือนต้นไม้ที่สมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของต้นไม้นั้นย่อมถึงความสมบูรณ์ได้ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้มีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย เมื่ออวิปปฏิสารมีอยู่ ความปราโมทย์ของภิกษุ ผู้ถึงพร้อมด้วยอวิปปฏิสารย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย... เมื่อวิราคะมีอยู่ วิมุตติ ญาณทัสสนะของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยวิราคะย่อมสมบูรณ์ด้วยเหตุปัจจัย”
๕. ตติยอุปนิสสูตร
ว่าด้วยโทษแห่งความทุศีลและคุณแห่งความมีศีล สูตรที่ ๓
{๒๑๒} [๕] ณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์ <*> ได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวว่า
“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย อวิปปฏิสารของภิกษุผู้ทุศีล ผู้มีศีลวิบัติ
- <*>ท่านพระสารีบุตร - ผู้รวบรวม
จบ อุปนิสาสูตร ที่ ๒