arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต · ทุติยวรรค

ทสมสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๑ ในทุติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกาทสกนิบาต ทุติยวรรค ทสมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๓๔๙–๓๕๔

หน้า ๓๔๙

๖. อัฏฐกนาครสูตร

ว่าด้วยธรรมอย่างเอกอันเป็นที่หลุดพ้นแห่งชีวิต

{๒๒๓} [๑๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ที่หมู่บ้านเวฬุวคาม ใกล้พระนครเวสาลี ก็สมัยนั้น คฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะชื่อทสมะเดินทางไปยังเมืองปาตลีบุตรด้วยกรณียกิจบางอย่าง ครั้งนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะได้เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งที่กุกกุฏาราม ครั้นแล้วได้นมัสการภิกษุนั้น นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วเรียนถามภิกษุนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ตอนนี้ท่านพระอานนท์อยู่ ที่ไหน กระผมต้องการจะพบท่านพระอานนท์” ภิกษุนั้นตอบว่า “ท่านคฤหบดี ท่านพระอานนท์นั้นอยู่ที่หมู่บ้านเวฬุวคาม ใกล้พระนครเวสาลี”ครั้นทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะเสร็จธุระที่เมืองปาตลีบุตรแล้วได้ไปยัง พระนครเวสาลีถึงหมู่บ้านเวฬุวคามแล้วได้เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึง ที่อยู่ ครั้นแล้วนมัสการท่านพระอานนท์แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่ง เรียบร้อยแล้วทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฏฐกะได้เรียนถามท่านพระอานนท์ว่า

“ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ มีบ้างไหม ธรรมอย่างเอกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไป แห่งอาสวะที่ยังไม่สิ้นไปแลฺะเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะ อันยอดเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุแห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่ง พระนิพพานอยู่”ท่านพระอานนท์ตอบว่า “มีอยู่ ท่านคฤหบดี ธรรมอย่างเอกที่พระผู้มี พระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์ นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม หมายถึงอรหัตตผล (องฺ.ทสก.อ. ๓๔๕)
หน้า ๓๕๐

แห่งอาสวะที่ยังไม่สิ้นไป และเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะ อันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุแห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่”

“ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ ก็ธรรมอย่างเอก ... นั้นเป็นไฉน”

รูปฌาน ๔

“ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘แม้ปฐมฌานนี้ก็ถูกเหตุปัจจัย ปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนี่งถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา’ เธอจึงตั้งอยู่ในธรรมคือ สมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมบรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ ถ้า บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายยังไม่ได้ โดยยังมีความยินดีมีความเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้นอยู่ เธอก็จะเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่างสิ้นไป จะปรินิพพานในที่นั้น ไม่ต้องกลับมาโลกนี้อีก ดูก่อนท่านคฤหบดี ข้อนี้เป็นธรรมอย่างเอกที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะที่ยัง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โอปปาติกะ ผู้ที่ผุดเกิดขึ้นโตเต็มตัว ในที่นี้หมายถึงพระอนาคามี (ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก) ซึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และจะปรินิพพานในที่นั้นโดยไม่ต้องกลับมาเกิดในมนุษยโลกอีก (ม.มู.อ. ๑/๑๗๖, องฺ.ติก.อ. ๒๔๒)
  2. ๒โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพเบื้องต่ำ ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ม.มู.อ. ๒/๒๒}
หน้า ๓๕๑

ไม่สิ้นไป และเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยัง ไม่ได้บรรลุ แห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ (๑)

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใส ในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจาร สงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ... (๒)

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไปบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย สรรเสริญว่า‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ ... (๓)

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘แม้จตุตถฌานนี้ ก็ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ประกอบขึ้น สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา’ เธอจึงตั้งอยู่ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมบรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้ ถ้าบรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายยังไม่ได้ โดยยังมีความยินดีมี ความเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้นอยู่ เธอก็จะเป็นโอปปาติกะ

เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่างสิ้นไป จะปรินิพพานในที่นั้น ไม่ต้องกลับมาโลกนี้อีก’ ดูก่อนท่านคฤหบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นธรรมอย่างเอกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้น แห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไปแห่ง อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป และเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน ยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุแห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ (๔)-------------------------------------------

อัปปมัญญา ๔

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุมีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไป ตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจ อันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘แม้เมตตา เจโตวิมุตตินี้ก็ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา’ เธอจึงตั้งอยู่ในธรรมคือเมตตาเจโตวิมุตตินั้น

ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย โดยยังมีความยินดีมี ความเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้นอยู่ เธอก็จะเป็นโอปปาติกะ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่างสิ้นไป จะปรินิพพานในที่นั้น ไม่ต้องกลับมาโลกนี้อีก ดูก่อนท่านคฤหบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นธรรมอย่างเอกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิต ที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไปแห่ง อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป และเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอัน ยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุแห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ (๕)ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุมีใจประกอบด้วยกรุณาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ... (๖)

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุมีใจประกอบด้วยมุทิตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ... (๗)

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ----------------------------------------------
  2. ๑เป็นมหัคคตะ...ไม่มีความเบียดเบียน ดูความหมายที <*> เชิงอรรถ ข้อ ๒๑๙ (ปฐมวรรค กรชกายสูตร ปัญจมปัณณาสก์ ทสกนิบาต) หน้า ๔๐๙ ในเล่มนี้
  3. <*>ที่ - ผู้รวบรวม
หน้า ๓๕๒

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ ภิกษุผู้มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้ง เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘แม้อุเบกขาเจโตวิมุตตินี้ก็ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไป เป็นธรรมดา’ เธอจึงตั้งอยู่ในธรรมคืออุเบกขาเจโตวิมุตตินั้น

ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย โดยยังมี ความยินดีมีความเพลิดเพลินในธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้นอยู่ เธอก็จะ เป็นโอปปาติกะเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่างสิ้นไป จะปรินิพพานในที่นั้น ไม่ต้องกลับมาโลกนี้อีก ดูก่อนท่านคฤหบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นธรรมอย่างเอกที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความ สิ้นไปแห่งอาสวะที่ยังไม่สิ้นไป และเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุ แห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ (๘)

อรูปฌาน ๓

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้ อยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘แม้อากาสานัญจายตนะนี้ก็ ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ประกอบขึ้น สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา’ เธอจึงตั้งอยู่

หน้า ๓๕๓

ในธรรมคือสมาบัตินั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย โดยยังมีความยินดีมีความเพลิดเพลินใน ธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้นอยู่ เธอก็จะเป็นโอปปาติกะเพราะโอรัมภาคิย สังโยชน์ ๕ อย่างสิ้นไป จะปรินิพพานในที่นั้น ไม่ต้องกลับมาโลกนี้อีก ดูก่อน ท่านคฤหบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นธรรมอย่างเอกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้น แห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะที่ยังไม่สิ้นไป และ เป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยังไม่ได้บรรลุแห่ง ภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ (๙)ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง ภิกษุเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ ... (๑๐)

ยังมีอีกข้อหนึ่ง ท่านคฤหบดี คือ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มี อะไร’ ดังนี้อยู่ เธอพิจารณาอยู่อย่างนี้ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ‘แม้อากิญจัญญายตนะ นี้ก็ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นประกอบขึ้น สิ่งนั้นเป็นของไม่เที่ยง มีความดับไปเป็นธรรมดา’ เธอ จึงตั้งอยู่ในธรรมคือสมาบัตินั้น ย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ถ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายโดยยังมีความยินดีมีความเพลิดเพลิน ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนานั้นอยู่ เธอก็จะเป็นโอปปาติกะเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่างสิ้นไป จะปรินิพพานในที่นั้น ไม่ต้องกลับมาโลก นี้อีก ดูก่อนท่านคฤหบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นธรรมอย่างเอกที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงรู้ทรงเห็น ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบพระองค์นั้นได้ตรัสไว้ ซึ่งเป็นที่หลุดพ้นแห่งจิตที่ยังไม่หลุดพ้น เป็นที่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะที่ยัง------------------------------------

ไม่สิ้นไป และเป็นที่บรรลุถึงธรรมซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมที่ยัง ไม่ได้บรรลุแห่งภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ (๑๑)

ทสมคฤหบดีบูชาพระอานนท์

เมื่อพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฎฐกะได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า “ข้าแต่ท่านพระอานนท์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนคนที่กำลังแสวงหาขุมทรัพย์ขุมหนึ่ง แต่ได้พบขุมทรัพย์ถึง ๑๑ ขุมในคราวเดียวกัน ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน กำลังแสวงหาประตูอมตะประตูหนึ่ง แต่ ได้พบประตูอมตะถึง ๑๑ ประตูในคราวเดียวกัน โดยการฟังเท่านั้น

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เปรียบเหมือนคนมีเรือนอยู่ ๑๑ ประตู เมื่อเรือนนั้นถูกไฟไหม้ คนที่เป็นเจ้าของเรือนอาจจะทำตนให้ปลอดภัยได้โดยประตูเพียงประตูเดียว ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น จักอาจทำตนให้สวัสดีได้โดยประตูอมตะ เพียงประตูเดียวเท่านั้น ในบรรดาประตูอมตะทั้ง ๑๑ ประตู

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ธรรมดาว่าอัญเดียรถีย์เหล่านี้ยังแสวงหาทรัพย์ สำหรับบูชาอาจารย์เพื่ออาจารย์กันได้ ไฉนข้าพเจ้าจึงจักไม่ทำการบูชาท่านพระอานนท์เล่า”

ลำดับนั้น ทสมคฤหบดีชาวเมืองอัฎฐกะให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ใน เมืองปาตลีบุตรและพระนครเวสาลีมาประชุมพร้อมกันแล้วถวายขาทนีย โภชนียาหารอันประณีตนั้นจนอิ่มหนำด้วยมือของตนแล้ว ให้ภิกษุครองผ้ารูป ละคู่ ๆ ส่วนท่านพระอานนท์ให้ครองไตรจีวร แล้วให้สร้างวิหาร ๕๐๐ ถวาย ท่านพระอานนท์ ดังนี้แล

หน้า ๓๕๔

๗. โคปาลกสูตร

ว่าด้วยองค์ ๑๑ ประการของคนเลี้ยงโค

{๒๒๔} [๑๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเลี้ยงโคผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการ เป็นผู้ไม่สามารถที่จะดูแลฝูงโคทำให้เจริญได้ องค์ ๑๑ ประการคืออะไรบ้าง คือ คนเลี้ยงโคในโลกนี้

(๑) ไม่รู้จักรูปโค (๒) ไม่ฉลาดในลักษณะโค

(๓) ไม่คอยเขี่ยไข่ขางให้ (๔) ไม่ปิดปากแผลให้

(๕) ไม่สุมควันให้ (๖) ไม่รู้จักท่านํ้า

(๗) ไม่รู้จักนํ้าที่ดื่ม (๘) ไม่รู้จักทาง

(๙) ไม่ฉลาดในที่หากินของโค (๑๐) รีดนํ้านมมิให้เหลือไว้

(๑๑) ไม่บูชาโคที่เป็นพ่อฝูงเป็นจ่าฝูงด้วยการบูชาเป็นพิเศษ

องค์ของภิกษุที่ไม่เจริญในพระธรรมวินัย ๑๑ ประการ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเลี้ยงโคผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๑ ประการเหล่านี้ แลเป็นผู้ไม่สามารถที่จะดูแลฝูงโคทำให้เจริญได้ ฉันใด ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๑๑ ประการก็ไม่สามารถที่จะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ ฉันนั้น องค์ ๑๑ ประการมีอะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) ไม่รู้จักรูป (๒) ไม่ฉลาดในลักษณะ

(๓) ไม่คอยเขี่ยไข่ขาง (๔) ไม่ปิดบังแผล

(๕) ไม่สุมควัน (๖) ไม่รู้จักท่า

(๗) ไม่รู้จักน้ำที่ดื่ม (๘) ไม่รู้จักทาง

(๙) ไม่ฉลาดในโคจร (๑๐) รีดน้ำนมมิได้เหลือไว้

(๑๑) ไม่บูชาภิกษุผู้เป็นพระเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นบิดาสงฆ์ เป็น ผู้นำสงฆ์ด้วยการบูชาเป็นพิเศษ

----------------------------------

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักรูปอย่างไร คือ ภิกษุในธรรม วินัยนี้ไม่รู้ประจักษ์รูปอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเป็นจริงว่า ‘มหาภูตรูป ๔ และ อุปาทายรูปแห่งมหาภูตรูป ๔’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่รู้จักรูปเป็นอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่ฉลาดในลักษณะอย่างไร คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘คนพาลมีกรรมเป็นลักษณะ บัณฑิตมีกรรมเป็นลักษณะ’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่ฉลาดในลักษณะอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่คอยเขี่ยไข่ขางอย่างไร คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ยอมให้กามวิตก (ความตรึกในทางกาม)

ที่เกิดขึ้นแล้วทับถมอยู่ ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญ ยอมให้พยาปาทวิตก (ความตรึกในทางคิดปองร้าย) ที่เกิดขึ้นแล้วทับถมอยู่ ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญ ยอมให้วิหิงสาวิตก (ความ ตรึกในทางเบียดเบียน) ที่เกิดขึ้นแล้วทับถมอยู่ ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญ และยอมให้เหล่าอกุศลธรรมอันเลวทราม ที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ทับถมอยู่ ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่ทำให้หมดไป ไม่ให้ถึงความดับสูญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่คอยเขี่ยไข่ขางอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่ปิดบังแผลอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วรวบถือรวม ๆ แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอไม่ปฏิบัติ เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ไม่รักษาจักขุนทรีย์ ไม่ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัส ครอบงำได้ ได้ยินเสียงด้วยโสตะ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยชิวหา... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้ธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วรวบถือรวม ๆ แยกถือ เป็นส่วน ๆ เธอไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ไม่รักษามนินทรีย์ ไม่ถึงความ

จบ ทสมสูตร