พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต · เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๔ เล่ม ๒๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๗ ในเอตทัคคบาลีมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๐ หน้า ๔๔–๔๖
๑๔. เอตทัคควรรค วรรคที่ ๔
{๑๔๙} [๒๑๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต (๑)[๒๒๐] พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีสติ (๒)
[๒๒๑] พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีคติ (๓)
[๒๒๒] พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีความเพียร (๔)
[๒๒๓] พระอานนท์ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นอุปัฏฐาก (๕)
[๒๒๔] พระอุรุเวลกัสสปะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีบริษัทมาก (๖)[๒๒๕] พระกาฬุทายี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทำตระกูลให้เลื่อมใส (๗)[๒๒๖] พระพักกุละ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีอาพาธน้อย (๘)
- ๑ท่านพระอานนท์ได้รับยกย่องในเอตทัคคะ ๕ ด้านมีอธิบาย ดังนี้ ผู้เป็นพหูสูต หมายถึงเป็นผู้ได้เรียนพระพุทธพจน์จากพระพุทธเจ้าโดยตรงดำรงทรงจำไว้มั่นดุจเป็นขุนคลังปริยัติในพระศาสนานี้ ผู้มีสติ หมายถึงเป็นผู้มีสติที่เรียนพระพุทธพจน์แล้วสามารถทรงจำระลึกนึกถึงได้มากกว่าพระเถระอื่น ๆ ผู้มีคติ หมายถึงเป็นผู้มีแนวทางการจดจำพระพุทธพจน์ได้ดี แม้จะเรียนพระพุทธพจน์ถึง ๖ หมื่นบท อาศัยแนวทางการจดจำเพียงบทเดียว ก็สามารถจดจำพระพุทธพจน์ทุกบทโดยไม่ผิดเพี้ยนจากที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลย ผู้มีความเพียร (ผู้มีธิติ) หมายถึงเป็นผู้มีความเพียรเรียน เพียรสาธยาย เพียรทรงจำพระพุทธพจน์ และเพียรอุปัฏฐากพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าภิกษุอื่น ๆ ผู้เป็นอุปัฏฐาก หมายถึงเป็นผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าที่ไม่เหมือนกับภิกษุอื่น ๆ ที่ได้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ภิกษุอื่น ๆ เมื่ออุปัฏฐากพระพุทธเจ้าก็ทำหน้าที่อยู่ได้ไม่นานและไม่เป็นที่สำราญพระทัย ส่วนท่านพระอานนท์นี้นับแต่วันที่ได้รับตำแหน่งอุปัฏฐาก ก็ขยันหมั่นอุปัฏฐากอยู่เสมอ จึงเป็นที่สำราญพระทัยของพระพุทธองค์ (องฺ.เอกก.อ. ๒๕๖)
[๒๒๗] พระโสภิตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ระลึกชาติก่อนได้ (๙)[๒๒๘] พระอุบาลี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย (๑๐)
[๒๒๙] พระนันทกะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวสอนนางภิกษุณี (๑๑)[๒๓๐] พระนันทะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (๑๒)[๒๓๑] พระมหากัปปินะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้กล่าวสอนภิกษุ (๑๓)[๒๓๒] พระสาคตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ฉลาดในเตโชธาตุ (๑๔)[๒๓๓] พระราธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปฏิภาณแจ่มแจ้ง (๑๕)[๒๓๔] พระโมฆราช เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง” (๑๖)
จบ เอตทัคควรรคที่ ๔
- ๑ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย หมายถึงเป็นผู้มีความสำรวมทางทวารทั้ง ๓ คือ กาย วาจา และใจ ในอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (นัย ม.มู.อ. ๑/๑๖๔, องฺ.เอกก.อ. ๒๘๐)
- ๒ผู้ฉลาดในเตโชธาตุ หมายถึงเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาบัติที่บรีกรรมเตโชธาตุ(ธาตุไฟ)เป็นอารมณ์ ท่านพระสาคตะนี้ได้ใช้เตโชธาตุสมาบัติครอบงำเดชของอัมพติตถนาคราชที่ดุร้าย ปราบนาคนั้นจนสิ้นพยศ ฉะนั้น จึงได้รับยกย่องไว้ในเอตทัคคะนี้ (องฺ.เอกก.อ. ๒๘๗)
- ๓ปฏิภาณ ในที่นี้หมายถึงปฏิภาณที่เอื้อประโยชน์ต่อการแสดงธรรม (องฺ.เอกก.อ. ๒๙๐)
๑๔. เอตทัคควรรค วรรคที่ ๕
ว่าด้วยตำแหน่งเอตทัคคะฝ่ายภิกษุณี
{๑๕๐} [๒๓๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้รู้ราตรีนาน (๑)[๒๓๖] พระเขมาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีปัญญามาก (๒)[๒๓๗] พระอุบลวรรณาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีฤทธิ์ (๓)[๒๓๘] พระปฏาจาราภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ทรงวินัย (๔)[๒๓๙] พระธัมมทินนาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้เป็นธรรมกถึก (๕)[๒๔๐] พระนันทาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ยินดีในฌาน (๖)[๒๔๑] พระโสณาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ปรารภความเพียร (๗)[๒๔๒] พระสกุลาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้มีทิพยจักษุ (๘)[๒๔๓] พระภัททากุณฑลเกสาภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน (๙)[๒๔๔] พระภัททากปิลานีภิกษุณี เลิศกว่าพวกภิกษุณีสาวิกาของเราผู้ระลึกชาติก่อนได้ (๑๐)
จบ วรรคที่ ๔