พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ · อุโปสถวรรค
อิธโลกสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในอุโปสถวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ อุโปสถวรรค อิธโลกสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๓๔๑–๓๔๕
๑๐. ทุติยอิธโลกิกสูตร
ว่าด้วยคุณธรรมของมาตุคามผู้จะมีชัยชนะ สูตรที่ ๒
{๑๔๐} [๕๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกนี้ ชื่อว่าปรารภโลกนี้แล้ว ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ มาตุคามในโลกนี้
(๑) เป็นผู้จัดการงานดี
(๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี
(๓) ประพฤติเป็นที่พอใจของสามี
(๔) รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้จัดการงานดีอย่างไร คือมาตุคามในโลกนี้เป็นคนขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานภายในบ้านของสามี คือ การทำผ้าขนสัตว์หรือการทำผ้าฝ้าย ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นอุบายในการงานนั้น อาจทำ อาจจัดได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้จัดการงานดีอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดีอย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้ คนเหล่าใดเป็นคนภายในบ้านของสามี คือ ทาส คนใช้ หรือกรรมกร การงานที่คนเหล่านั้นทำแล้วก็รู้ว่าทำแล้ว ยังไม่ได้ทำก็รู้ว่ายังไม่ได้ทำ ย่อมรู้ผู้ที่ป่วยไข้ว่ามีกำลังหรือไม่มีกำลัง และแบ่งปันของเคี้ยวของบริโภคให้ตามเหตุที่ควร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม ชื่อว่าเป็นผู้สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดีอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติเป็นที่พอใจของสามี อย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้ไม่ประพฤติสิ่งอันไม่เป็นที่พอใจของสามี แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าประพฤติเป็นที่ พอใจของสามีอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่ารักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้อย่างไร คือ สิ่งใดที่สามีหามาได้ จะเป็นทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทองก็ตาม ย่อมรักษาคุ้มครองสิ่งนั้นให้พร้อมมูลไว้ และไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็น ขโมย ไม่เป็นนักดื่ม ไม่ผลาญทรัพย์ให้พินาศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่า รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้อย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกนี้ ชื่อว่าปรารภโลกนี้แล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการชื่อว่า ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกหน้า ชื่อว่าปรารภโลกหน้าแล้ว ธรรม ๔ ประการคือ อะไรบ้าง คือ มาตุคามในโลกนี้
(๑) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา (๒) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
(๓) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ (๔) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาอย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท และเว้นขาดจากการดื่ม น้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะอย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้มีจิตปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการเสียสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกแจกทานอยู่ครองเรือน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อม ด้วยจาคะอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกหน้า ชื่อว่าปรารภโลกหน้าแล้ว”
มาตุคามเป็นผู้จัดการงานดี สงเคราะห์คนข้างเคียง
ของสามีดี ประพฤติเป็นที่พอใจของสามี รักษาทรัพย์
ที่สามีหามาได้
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล รู้ความประสงค์
ปราศจากความตระหนี่ ชำระทางสัมปรายิกัตถประโยชน์
อยู่เป็นนิจ
นารีใดมีธรรม ๘ ประการดังกล่าวมานี้ ปราชญ์
ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญนารีแม้นั้นว่าเป็นผู้มีศีล ตั้งอยู่
ในธรรม พูดแต่คำจริง
อุบาสิกาผู้มีศีลถึงพร้อมด้วยอาการ ๑๖ อย่าง ประกอบด้วยองค์คุณ ๘ ประการเช่นนี้ย่อมเข้าถึงเทวโลกเหล่ามนาปกายิกา
จบ อุโปสถวรรคที่ ๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สังขิตตุโปสถสูตร ๒. วิตถตุโปสถสูตร
๓. ปฐมวิสาขาสูตร ๔. วาเสฏฐสูตร
๕. โพชฌาสูตร ๖. อนุรุทธสูตร
๗. ทุติยวิสาขาสูตร ๘. นกุลมาตาสูตร
๙. ปฐมอิธโลกิกสูตร ๑๐. ทุติยอิธโลกิกสูตร
จบ ปฐมปัณณาสก์
๒. ทุติยปัณณาสก์
(๖) ๑. โคตมีวรรค
๑. โคตมีสูตร
ว่าด้วยพระนางปชาบดีโคตมีได้อุปสมบทด้วยครุธรรม ๘
{๑๔๑} [๕๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วด้วยเถิด”
แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
จบ อิธโลกสูตร ที่ ๒