พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ · สันธานวรรค
โคตมีสูตร เล่ม ๒๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในสันธานวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ สันธานวรรค โคตมีสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๓๔๕–๓๕๓
๒. ทุติยปัณณาสก์
(๖) ๑. โคตมีวรรค
๑. โคตมีสูตร
ว่าด้วยพระนางปชาบดีโคตมีได้อุปสมบทด้วยครุธรรม ๘
{๑๔๑} [๕๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วด้วยเถิด”
แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธออย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วด้วยเถิด”
แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย โคตมี เธอ อย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
ลำดับนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงน้อยพระทัยว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรม วินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว” จึงทรงมีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตร ทรงกันแสงพลางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไปครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จหลีกจาริกไปทางพระนครเวสาลี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้เสด็จถึงพระนครเวสาลีแล้ว นัยว่า ณ ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี
ครั้งนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีให้ปลงพระเกศาแล้ว ทรงครองผ้าย้อมฝาด เสด็จไปทางพระนครเวสาลีพร้อมกับเจ้าหญิงสากิยานีหลายพระองค์ เสด็จเข้าไปยังกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลีโดยลำดับ ขณะนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงมีพระบาทระบม มีพระกายมอมแมมด้วยฝุ่น มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยน้ำพระเนตรได้ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก
ท่านพระอานนท์ได้แลเห็นพระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงมีพระบาทระบม มีพระกายมอมแมมด้วยฝุ่น ทรงมีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วย นํ้าพระเนตร ประทับยืนกันแสงอยู่ ณ ซุ้มประตูด้านนอก จึงได้กล่าวกะพระนาง
- ๑พึงดูเทียบภิกขุนีขันธกะ ใน วิ.จุลฺล. (แปล) ๗/๑๕๘-๑๕๙/๓๓๔-๓๔๒)
มหาปชาบดีโคตมีว่า “ดูก่อนพระนางโคตมี เพราะเหตุไรหนอ พระนางจึงมี พระบาทระบม มีพระกายมอมแมมด้วยฝุ่น มีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์ นองด้วยนํ้าพระเนตร ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอกเล่า”
พระนางมหาปชาบดีโคตมีตรัสตอบว่า “ท่านอานนท์เจ้าข้า ความจริง ก็เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนมาบวช เป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว”
ท่านพระอานนท์กล่าวว่า “ดูก่อนพระนางโคตมี ถ้าอย่างนั้น ขอให้ พระนางจงรออยู่ที่นี่แหละ จนกว่าอาตมาจะทูลขอพระผู้มีพระภาคเจ้าให้สตรี ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วได้”
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบ ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมีนั้น ทรงมีพระบาทระบม มีพระกายมอมแมมด้วยฝุ่น ทรงมีทุกข์ เสียพระทัย มีพระพักตร์นองด้วยนํ้าพระเนตร ประทับยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูด้านนอก ด้วยเสียพระทัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ขอประทาน พระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้การออกจากเรือนมาบวช เป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้วด้วยเถิด”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ...
ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ขอ ประทานพระวโรกาสเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้การออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้วด้วยเถิด”
แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย อานนท์ เธอ อย่าได้ชอบใจการที่สตรีจะออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เกิดความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระ ภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้สตรีออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราพึงทูลขอพระผู้มี พระภาคเจ้าให้สตรีออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต ในพระธรรมวินัย ที่พระตถาคตทรงประกาศแล้วโดยเหตุผลสักอย่างหนึ่ง”
ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สตรีออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรม วินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้วสามารถที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้หรือไม่”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ สตรีออกจากเรือนมาบวช เป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว สามารถที่จะทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผลก็ได้ สกทาคามิผลก็ได้ อนาคามิผลก็ได้ อรหัตตผลก็ได้”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าสตรีออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตใน พระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้วสามารถที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติ ผลก็ได้ สกทาคามิผลก็ได้ อนาคามิผลก็ได้ อรหัตตผลก็ได้ไซร้ พระพุทธเจ้าข้า พระนางมหาปชาบดีโคตมีพระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีอุปการะมาก ทรงทะนุถนอมเลี้ยงดู ทรงถวายพระขีรธารา เมื่อพระชนนีเสด็จสวรรคต ก็ได้ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระขีรธารา ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอให้สตรีพึงได้การออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้วด้วยเถิด”
ครุธรรม ๘ ประการ
“ดูก่อนอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมีจะยอมรับครุธรรม ๘ ประการได้ ครุธรรม ๘ ประการนั้นแลก็จงเป็นอุปสมบทของพระนาง คือ
(๑) ภิกษุณีแม้อุปสมบทแล้ว ๑๐๐ พรรษา ก็ต้องทำการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่ภิกษุผู้แม้อุปสมบทในวันนั้น ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิด ตลอดชีวิต(๒) ภิกษุณีต้องไม่เข้าจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุอยู่ ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต
(๓) ภิกษุณีต้องหวังธรรม ๒ ประการจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือ ภิกษุ ผู้ถามถึงการทำอุโบสถและการเข้าไปรับโอวาท ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต(๔) ภิกษุณีผู้จำพรรษาแล้วต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง สาม คือ ด้วยได้เห็น ๑ ด้วยได้ยิน ๑ ด้วยรังเกียจสงสัย ๑ ธรรมข้อ นี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต(๕) ภิกษุณีผู้ล่วงละเมิดครุธรรม แล้วต้องประพฤติปักขมานัต ในสงฆ์ สองฝ่าย ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต
(๖) ภิกษุณีต้องแสวงหาการอุปสมบทในสงฆ์สองฝ่ายเพื่อสิกขมานา ผู้ ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ ครบ ๒ ปีแล้ว ธรรมข้อนี้ภิกษุณี ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต
(๗) ภิกษุณีต้องไม่ด่า ไม่บริภาษภิกษุ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต
(๘) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทางให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณีได้ ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะเคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต
ดูก่อนอานนท์ ก็ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมียอมรับครุธรรม ๘ ประการนี้ได้ ครุธรรม ๘ ประการนั้นแลก็จงเป็นอุปสัมปทาของพระนาง”
ลำดับนั้นแล ท่านพระอานนท์เรียนครุธรรม ๘ ประการนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าไปหาพระนางมหาปชาบดีโคตมีถึงที่พัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะพระนางมหาปชาบดีโคตมีว่า “ดูก่อนพระนางโคตมี ถ้าแม้พระนางยอมรับครุธรรม ๘ ประการได้ ครุธรรม ๘ ประการนั้นแลก็จักเป็นอุปสัมปทาของพระนาง คือ(๑) ภิกษุณีแม้อุปสมบทแล้ว ๑๐๐ พรรษาก็ต้องทำการกราบไหว้ การ ลุกต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่ภิกษุผู้แม้อุปสมบทในวันนั้น
- ๑ครุธรรม ธรรมอันหนัก หรือธรรมอันภิกษุณีควรตระหนัก หมายถึงหลักความประพฤติที่ภิกษุณี พึงยึดถือเป็นเรื่องสำคัญอันต้องปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต (วิ.อ. ๒/๓๒๐)
- ๒ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย หมายถึงต้องทำปวารณา (ปวารณา คือสังฆกรรมที่เปิดโอกาส ให้กันและกันว่ากล่าวตักเตือนได้) จากภิกษุณีสงฆ์ในวันก่อนวันอุโบสถ ๑ วันแล้วจึงปวารณาต่อ ภิกษุสงฆ์ในวันอุโบสถ (วิ.อ. ๒/๓๒๘)
- ๓ละเมิดครุธรรม ในที่นี้หมายถึงต้องอาบัติสังฆาทิเสสซึ่งจัดเป็นครุกาบัติ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๓)
- ๔ปักขมานัต หมายถึงมานัติที่ภิกษุณีผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสต้องประพฤติในสงฆ์สองฝ่ายเป็นเวลาครึ่งเดือนโดยไม่บกพร่อง (วิ.อ. ๓/๒๘๓, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๓)
แม้ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต ...
(๘) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิด ทางให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณีได้ แม้ธรรมข้อนี้ภิกษุณีต้อง สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต
ดูก่อนพระนางโคตมี ถ้าแม้พระนางยอมรับครุธรรม ๘ ประการนี้ ได้ ครุธรรม ๘ ประการนั้นแลก็จักเป็นอุปสัมปทาของพระนาง”
พระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ดิฉันยอม รับครุธรรม ๘ ประการนี้ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต เหมือนหญิงสาวหรือชาย หนุ่มที่ชอบแต่งตัว ผู้อาบน้ำชำระร่างกายแล้ว ได้พวงอุบล พวงมะลิ หรือพวงลำดวนแล้วพึงประคองรับด้วยมือทั้งสอง ตั้งไว้เหนือเศียรเกล้าฉะนั้น”ต่อจากนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงยอมรับครุธรรม ๘ ประการไม่ล่วงละเมิดจนตลอดชีวิต”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ก็ถ้าสตรีจักไม่ได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์ก็จักดำรงอยู่ได้นาน สัทธรรม จะพึงดำรงอยู่ได้ถึง ๑,๐๐๐ ปี แต่เพราะสตรีออกจาก
- ๑สิกขมานา หญิงผู้กำลังศึกษา หมายถึงสามเณรี (คือหญิงที่รับบรรพชาในสำนักภิกษุณีถือสิกขาบท ๑๐ ข้อเหมือนสามเณร) ผู้มีอายุ ๑๘ ปีแล้ว อีก ๒ ปีจะครบบวชเป็นภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์จึงสวด ให้สิกขาสมมติ คือ ตกลงให้สมาทานสิกขาบท ๖ ข้อ (ข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ แห่งสิกขาบท ๑๐) โดยให้ รักษาอย่างเคร่งครัดไม่ขาดเลยตลอดเวลา ๒ ปี (ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ต้องสมาทานตั้งต้นใหม่อีก ๒ ปี) เมื่อครบ ๒ ปี ภิกษุณีสงฆ์จึงทำพิธีอุปสมบทให้ ขณะที่สมาทานสิกขาบท ๖ ข้ออย่างเคร่งครัด ตลอดเวลา ๒ ปีนี้เรียกว่า สิกขมานา {เกี่ยวกับสิกขมานา ดูรายละเอียดใน วิ.ภิกขุนี. (แปล) ๓/๔๒๒-๔๓๔/๒๘๑-๒๙๐}
- ๒ธรรม ๖ ประการ ในที่นี้หมายถึงสิกขาบทตั้งแต่ข้อ ๑ - ๖ แห่งสิกขาบท ๑๐ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๓)
เรือนบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว บัดนี้พรหมจรรย์ จักดำรงอยู่ไม่ได้นาน ทั้งสัทธรรมก็จักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี
ดูก่อนอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้นจักดำรงอยู่ไม่ได้นาน เปรียบเหมือนตระกูลใด ตระกูลหนึ่งมีผู้หญิงมาก มีผู้ชายน้อย ตระกูลนั้นย่อมถูกพวกโจรผู้ลักทรัพย์ กำจัดได้ง่ายดูก่อนอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้นจักดำรงอยู่ไม่ได้นาน เปรียบเหมือนหนอนขยอก ที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ นาข้าวสาลีนั้นก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานดูก่อนอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้นจักดำรงอยู่ไม่ได้นาน เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ไร่อ้อยนั้นก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานดูก่อนอานนท์ เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณีไว้ล่วงหน้า ทีเดียว เพื่อมิให้ภิกษุณีล่วงละเมิดตลอดชีวิต เปรียบเหมือนบุรุษกั้นทำนบ แห่งสระใหญ่ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้นํ้าไหลออกไป”
- ๑สัทธรรม ธรรมอันดี ในที่นี้หมายถึงหลักหรือแก่นของพระพุทธศาสนา (องฺ.ฉกฺก.อ.๑๑๙,๑๕๖) ซึ่งจำแนกเป็น ๓ คือ (๑) ปริยัตติสัทธรรม สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน (ปริยัติ) ได้แก่ พระบาลีพุทธพจน์ พร้อมทั้งอรรถกถา (๒) ปฏิปัตติสัทธรรม สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ โดยสรุปได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือไตรสิกขา (๓) ปฏิเวธสัทธรรม (หรือเรียกว่าอธิคมสัทธรรม) สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน อีกนัยหนึ่งได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ (วิ.อ. ๑/๒๓๖, ม.อ.๓/๘๐, องฺ.เอกก.อ. ๗๘-๗๙) คำว่า สัทธรรมจะพึงดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี ตรัสหมายถึงระยะเวลาที่ยังมีพระอรหันตขีณาสพ
๒. โอวาทสูตร
ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้สอนนางภิกษุณี
{๑๔๒} [๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล สงฆ์จึงควรสมมติ ให้เป็นผู้สอนนางภิกษุณี”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ สงฆ์จึงควรสมมติให้เป็นผู้สอนนางภิกษุณี ธรรม ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่ มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
(๒) ภิกษุเป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์
- ผู้บรรลุความแตกฉานในปฏิสัมภิทาอยู่ ความจริงปฏิเวธสัทธรรมนั้นดำรงอยู่ ๕,๐๐๐ ปี โดยเมื่อ ล่วงไปอีก ๑,๐๐๐ ปี ก็ยังมีพระอรหันตขีณาสพผู้สุกกวิปัสสกะอยู่ ล่วงไปอีก ๑,๐๐๐ปี ก็ยังมีพระ อนาคามีอยู่ ล่วงไปอีก ๑,๐๐๐ ปีก็ยังมีพระสกทาคามีอยู่ ล่วงไปอีก ๑,๐๐๐ ปีก็ยังมีพระโสดาบันอยู่ แม้ปริยัติสัทธรรมก็ดำรงอยู่ ๕,๐๐๐ ปีเช่นกัน เพราะปฏิเวธจะมีไม่ได้หากไม่มีปริยัติ เมื่อปริยัติเสื่อมสูญ ก็จะปรากฏแต่เครื่องหมายพรหมจรรย์อยู่นาน (วิ.อ. ๓/๔๐๗, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๕)
- ๑หนอนขยอก หมายถึงสัตว์ (ตัวอ่อน) ชนิดหนึ่งที่ชอบเจาะไชปล้องกลางลำต้นข้าวจนทำให้รวงข้าว ที่ออกมาไม่มีนํ้านม (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๔) ชื่อหนอ <*> ผีเสื้อชนิดหนึ่งที่ทำลายข้าวโดยกัดใบข้าวให้ขาด ออกมาม้วนเป็นปลอกหุ้มตัวยาว ๓-๔ เซนติเมตร ลอยไปตามนํ้าได้ ตัวหนอ <*> สีเขียวซีด ผิวค่อนข้างใส หัวสีนํ้าตาล ข้างตัวมีเหงือกเป็นครีบ ข้างละ ๖ แถว สำหรับช่วยหายใจในนํ้า, หนอนใบข้าว ก็เรียก (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๑๒๘ ขยอก ๑)
- ๒<*> หนอน - ผู้รวบรวม
จบ โคตมีสูตร