arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ · สติวรรค

วัตตสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๐–๒๐๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๓ ในสติวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ สติวรรค วัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๔๔๒–๔๔๙

หน้า ๔๔๒

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อต้องการ สงฆ์พึงทำปฏิสาราณียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล{๑๙๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อต้องการ สงฆ์พึงระงับปฏิสาราณียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ธรรม ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ(๑) ไม่พยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย

(๒) ไม่พยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย

(๓) ไม่ด่าว่า ไม่บริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย

(๔) ไม่ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้แตกจากคฤหัสถ์ทั้งหลาย

(๕) สรรเสริญพระพุทธเจ้า (๖) สรรเสริญพระธรรม

(๗) สรรเสริญพระสงฆ์

(๘) ทำสิ่งที่รับปากไว้กับคฤหัสถ์อันชอบธรรมให้เป็นจริง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อต้องการ สงฆ์พึงระงับปฏิสาราณียกรรมแก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล”

๑๐. สัมมาวัตตนสูตร

ว่าด้วยธรรมที่ภิกษุผู้ถูกลงตัสสปาปิยสิกากรรมต้องประพฤติ

{๒๐๐} [๙๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงตัสสปาปิยสิกากรรม ต้องประพฤติชอบในธรรม ๘ ประการ คือ

(๑) ไม่พึงให้อุปสมบท (๒) ไม่พึงให้นิสสัย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปฎิสาราณียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุผู้ควรให้กลับระลึกได้ เป็นสังฆกรรมประเภท นิคคหกรรมอย่างหนึ่ง {ดู วิ.มหา. (แปล) ๕/๑๗๓/๓๑๘, วิ.จุลฺ. (แปล) ๖/๓๓-๔๕/๖๗-๘๘}
หน้า ๔๔๓

(๓) ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก

(๔) ไม่พึงยินดีการสมมติตนเป็นผู้ให้โอวาทภิกษุณี

(๕) แม้ได้รับสมมติแล้วก็ไม่พึงโอวาทภิกษุณี

(๖) ไม่พึงยินดีการได้รับสมมติใด ๆ จากสงฆ์

(๗) ไม่พึงให้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าใด ๆ

(๘) ไม่พึงให้ประพฤติวุฏฐานวิธี เพราะตำแหน่งเดิมนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแล้ว พึงประพฤติชอบในธรรม ๘ ประการนี้”

จบ สติวรรคที่ ๔

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. สติสัมปชัญญสูตร ๒. ปุณณิยสูตร

๓. มูลกสูตร ๔. โจรสูตร

๕. สมณสูตร ๖. ยสสูตร

๗. ปัตตนิกุชชนสูตร ๘. อัปปสาทปเวทนียสูตร

๙. ปฏิสาราณียสูตร ๑๐. สัมมาวัตตนสูตร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ตัสสปาปิยสิกากรรม ดูเชิงอรรถ ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ข้อ ๘๔ (อธิกรณสมถสูตร วินยวรรค สัตตกนิบาต) หน้า ๑๘๒-๑๘๓ ในเล่มนี้
  2. ๒คำว่า ให้้้้้นิสสัย เป็นวินัยกรรมที่หมายถึงการการที่ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ให้ที่พึ่งอาศัย แก่กุลบุตรผู้บวชใหม่หรือให้อยู่ในปกครอง {ดูความพิสดารใน วิ.มหา. (แปล) ๔/๗๓/๑๑๕-๑๑๖, ๘๒/๑๓๘-๑๓๙,๑๐๓-๑๐๔/๑๘๐-๑๘๙}
หน้า ๔๔๔

(๑๐) ๕. สามัญญวรรค

[๙๑-๑๑๖] เรื่องนางโพชฌา นางสิริมา นางปทุมา นางสุธัมมา นางมณุชา นางอุตตรา นางมุตตา นางเขมา นางรุจี นางจุนที นางพิมพี นางสุมนา นางมัลลิกา นางติสสมาตา นางโสณมาตา นางกาณมาตา นางอุตตรมาตา นางวิสาขามิคารมารดา นางขุชชุตตราอุบาสิกา นางสามาวดีอุบาสิกา นางสุปปวาสาโกฬิยธีตา นางสุปปิยาอุบาสิกา นางนกุลมาตาคหปตานี (๑-๑๖)

จบ สามัญญวรรคที่ ๕

จบ ทุติยปัณณาสก์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑วุฏฐานวิธี ระเบียบเป็นเครื่องออกจากอาบัติ หมายถึงระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะเปลื้องตน จากอาบัติหนักขั้นสังฆาทิเสส ซึ่งมีทั้งหมด ๔ อย่าง คือ (๑) ปริวาส แปลว่า การอยู่ชดใช้ เรียก ทั่วไปว่า การอยู่กรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ ๑ ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ปรารถนาจะทำตนให้บริสุทธิ์ จะต้องประพฤติเป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจำนวนวันที่ปิดอาบัติ (๒) มานัต แปลว่า นับ หมายถึงการนับราตรี ๖ ราตรี (๓) มูลายปฏิกัสสนะ แปลว่า การชักเข้าหาอาบัติเดิม หมายถึงการให้ภิกษุผู้กำลังอยู่ปริวาสซึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อเดียวกันหรือข้ออื่นเข้าอีกก่อนที่สงฆ์จะอัพภานตั้งต้นอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตใหม่ (๔) อัพภาน แปลว่า การเรียกกลับ หมายถึงเรียกภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสให้กลับเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเดิม ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย (นัย องฺ.ทุก.อ. ๗๕) อนึ่ง พึงดูรายละเอียดโดยพิสดารในปาริวาสิกขันธกะและสมุจจยขันธกะ พระบาลีวินัยปิฎก จุลลวรรค (แปล) เล่ม ๖ ข้อ ๗๕-๑๘๔ หน้า ๑๕๙-๓๔๖
หน้า ๔๔๕

(๑๑) ราคเปยยาล

ว่าด้วยธรรมที่ควรเจริญเพื่อรู้ราคะ ๘ ประการ

{๒๐๑} [๑๑๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

(๑) สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ)

(๒) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)

(๓) สัมมาวาจา (เจรจาขอบ)

(๔) สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ)

(๕) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ)

(๖) สัมมาวายามะ (พยายามชอบ)

(๗) สัมมาสติ (ระลึกชอบ)

(๘) สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ” (๑)

{๒๐๒} [๑๑๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม (คืออภิภายตนะ เหตุเป็นเครื่องครอบงำ) ๘ ประการ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๘ ประการ คืออะไรบ้าง คือ(๑) ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’(๒) ผู้ที่ถือรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุบาสิกาที่ปรากฏชื่อในสามัญญวรรคนี้ทั้งหมดประพฤติธรรมคือการรักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ ๘ เสมอเหมือนกัน วรรคนี้จึงชื่อว่าสามัญญวรรค (นัย องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๘๔)
หน้า ๔๔๖

(๓) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่เล็ก มีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’(๔) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ มีผิวพรรณดี และมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’(๕) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีเขียว วรรณะก็เขียว มองเห็นก็เขียว ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’(๖) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีเหลือง วรรณะก็เหลือง มองเห็นก็เหลือง รัศมีก็เหลือง ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’(๗) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีแดงวรรณะก็แดง มองเห็นก็แดง รัศมีก็แดง ครอบงำรูปเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’(๘) ผู้ที่ถืออรูปภายในเป็นสำคัญเห็นรูปภายนอกที่มีสีขาว วรรณะก็ขาว มองเห็นก็ขาว รัศมีก็ขาว ครอบงำรูปเหล่า นั้นทั้งหมดแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า ‘เรารู้ เราเห็น’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ” (๒)

{๒๐๓} [๑๑๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม (คือวิโมกข์) ๘ ประการเพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ ธรรม ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

หน้า ๔๔๗

(๑) ผู้มีรูปฌานย่อมเห็นรูปทั้งหลาย

(๒) ผู้ถืออรูปภายในเป็นสำคัญย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก

(๓) ผู้ที่น้อมใจว่า ‘งาม’

(๔) ผู้ที่เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เข้าถึง อากาสานัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่

(๕) ผู้ที่เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่

(๖) ผู้ที่เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มี อะไร’ ดังนี้อยู่

(๗) ผู้ที่เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่

(๘) ผู้ที่เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้ เพื่อความรู้ยิ่งซึ่งราคะ” (๓)

{๒๐๔} [๑๒๐-๑๔๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการนี้เพื่อกำหนดรู้ ... เพื่อความสิ้นไปรอบ ... เพื่อละ ... เพื่อความสิ้นไป ... เพื่อความเสื่อมไป ... เพื่อความคลายไป ... เพื่อความดับไป ... เพื่อสละ ... เพื่อสละคืนซึ่งราคะ” (๔-๓๐)

หน้า ๔๔๘

[๑๔๗-๖๒๖] ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญธรรม ๘ ประการ นี้เพื่อความรู้ยิ่ง ... เพื่อกำหนดรู้ ... เพื่อความสิ้นไปรอบ ... เพื่อละ ... เพื่อความสิ้นไป ... เพื่อความเสื่อมไป ... เพื่อความคลายไป ... เพื่อความดับไป ... เพื่อสละ ... เพื่อสละคืนซึ่งโทสะ ... โมหะ ... โกธะ (ความโกรธ) ... อุปนาหะ (ความผูกโกรธ) ... มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ... ปลาสะ (ความตีเสมอ) ... อิสสา (ความริษยา) ... มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ... มายา (มารยา) ... สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ... ถัมภะ (ความหัวดื้อ) ... สารัมภะ (ความแข่งดี) ... มานะ (ความถือตัว) ... อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา) ... มทะ (ความมัวเมา) ... ปมาทะ (ความประมาท) ... (๓๑-๕๑๐)

จบ ราคเปยยาล

จบ พระบาลีอัฏฐกนิบาต

หน้า ๔๔๙

พระบาลีสุตตันตปิฎก

อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. ปฐมปัณณาสก์

๑. สัมโพธวรรค

๑. สัมโพธสูตร

ว่าด้วยเหตุเจริญธรรมอันเป็นฝ่ายแห่งสัมโพธิ

{๒๐๕} [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตะวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ ปริพาชกพึงถามอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อะไรเป็นเหตุปัจจัยเพื่อ

จบ วัตตสูตร