พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ · สัมโพธวรรค
สัมโพธิสูตร เล่ม ๒๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในสัมโพธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรค สัมโพธิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๔๔๙–๔๕๓
พระบาลีสุตตันตปิฎก
อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. ปฐมปัณณาสก์
๑. สัมโพธวรรค
๑. สัมโพธสูตร
ว่าด้วยเหตุเจริญธรรมอันเป็นฝ่ายแห่งสัมโพธิ
{๒๐๕} [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตะวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญเดียรถีย์ ปริพาชกพึงถามอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อะไรเป็นเหตุปัจจัยเพื่อ
ความเจริญแห่งธรรมอันเป็นฝ่ายสัมโพธิ เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว จะตอบอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นว่าอย่างไร”
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของพวก ข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก ... ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ พระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกอัญ เดียรถีย์ปริพาชกพึงถามอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความเจริญแห่งธรรมอันเป็นฝ่ายสัมโพธิ เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้วพึงตอบอัญเดียรถีย์ปริพาชก เหล่านั้นอย่างนี้ว่า‘ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความเจริญแห่งธรรมอันเป็น ฝ่ายสัมโพธิประการที่ ๑
อีกประการหนึ่ง อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีล คือ สำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อความเจริญแห่งธรรมอันเป็นฝ่ายสัมโพธิประการที่ ๒อีกประการหนึ่ง อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส อำนวยความ
- ๑นวกนิบาต หมายถึงหมวดหมู่พระสูตรที่มีหัวข้อธรรมสูตรละ ๙ หัวข้อ มีพระสูตรทั้งหมด ๔๓๒ สูตร แบ่งเป็น ๒ ปัณณาสก์ ๙ วรรค กับ ๑ หัวข้อเปยยาล จัดรวมกับสัตตกนิบาต และ อัฏฐกนิบาต เป็นเล่มที่ ๒๓ ของพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม จัดเป็นเล่มที่ ๑๕ ของพระบาลีสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓) และจัดเป็นเล่มหนังสือที่ ๔ ของคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ๕ เล่ม (๒๐-๒๔)
สะดวกในการเปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความเจริญแห่งธรรมอันเป็นฝ่ายสัมโพธิ ประการที่ ๓อีกประการหนึ่ง อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อความเจริญแห่งธรรมอันเป็นฝ่ายสัมโพธิประการที่ ๔อีกประการหนึ่ง อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วย ปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยเพื่อความเจริญแห่งธรรมอันเป็นฝ่ายสัมโพธิประการที่ ๕ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้มีศีล คือสำรวมในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
- ๑คำว่า สัมโพธิ ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ (คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) ธรรมอันเป็นฝ่ายแห่งสัมโพธิหมายถึงเหตุที่เป็นอุปการะคือช่วยสนับสนุนให้เกิดสัมโพธิ (องฺ.นวก.อ. ๒๘๕)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส อำนวยความสะดวกในการ เปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึงหวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี พึง หวังคุณข้อนี้ได้ คือ จักเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ
(๒) พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท
- ๑กถา หมายถึงเรื่องที่ควรพูดหรือเรื่องที่ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ คือ (๑) อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงมักน้อย (๒) สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงยินดีพอใจด้วยปัจจัย ๔ (๓) ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงสงัดด้วยความสงัดทั้ง ๓ (๔) อสังสัคคกถา เรื่องความไม่คลุกคลี ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าอย่าคลุกคลีด้วยความคลุกคลี ๕ อย่าง (๕) วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงริเริ่มระดมความเพียรทั้งทางกายและจิต (๖) สีลกถา เรื่องศีล ถ้อยคำชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล (๗) สมาธิกถา เรื่องสมาธิ ถ้อยคำชักนำให้ทำจิตมั่น (๘) ปัญญากถา เรื่องปัญญา ถ้อยคำชักนำให้เกิดปัญญา (๙) วิมุตติกถา เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำชักนำให้ทำใจให้หลุดพ้นจากกิเลส (๑๐) วิมุตติญาณทัสสนกถา เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ ถ้อยคำชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง (นัย อง.ปญฺจก.อ. ๔๓)
(๓) พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อเข้าไปตัดวิตก
(๔) พึงเจริญอนิจจสัญญา เพื่อถอนอัสมิมานะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนัตตสัญญา ย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้มีอนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพานอันถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันทีเดียว”
๒.นิสสยสูตร
ว่าด้วยนิสัย
{๒๐๖} [๒] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีคำที่กล่าวว่า ‘ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย <*> ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ถ้าภิกษุอาศัยศรัทธาแล้วละอกุศล เจริญกุศลได้ อกุศลนั้นเป็นอันเธอละได้แล้ว ถ้าอาศัยหิริ ... ถ้าอาศัยโอตตัปปะ ...
- ๑พึงเจริญอสุภะเพื่อละราคะ คำว่า อสุภะ ในที่นี้หมายถึงอสุภกัมมัฏฐาน คือการทำความเพียร ฝึกอบรมจิตโดยใช้สภาพอันไม่งามของร่างกายหรือซากศพในสภาพต่าง ๆ ซึ่งรวมได้ ๑๐ อย่าง (พึง ดูอสุภะ ๑๐ โดยพิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรค) มีซากศพที่เน่าพองขึ้นอืดเป็นต้นเป็นอารมณ์ พิจารณาให้เห็นสภาพที่ไม่งามอย่างแท้จริงของร่างกาย คำว่า ราคะ ในที่นี้หมายถึงความ กำหนัดยินดีที่เกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ (องฺ.นวก.อ. ๒๘๕-๒๘๖)
- ๒พึงเจริญเมตตาเพื่อละพยาบาท คำว่า เมตตา ในที่นี้หมายถึงเมตตากัมมัฏฐาน คือการทำความเพียรฝึกอบรมจิตโดยการแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์ให้เป็นอารมณ์ คำว่า พยาบาท ในที่นี้หมายถึงความโกรธ (องฺ.นวก.อ. ๒๘๖)
จบ สัมโพธิสูตร