พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · มุณฑราชวรรค
๑. อาทิยสูตร เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในมุณฑราชวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มุณฑราชวรรค อาทิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๖๗–๗๐
ผู้มีปัญญาประจักษ์เห็นศีล จาคะ และสุจริตธรรม
ของกุลบุตรผู้มีศีลนั้นอยู่ ย่อมประพฤติตามเขา ครั้น
ประพฤติธรรมอันเป็นที่ไปสู่สุคติสวรรค์ในโลกนี้แล้ว ย่อม
เป็นผู้เพลิดเพลิน เพียบพร้อมด้วยกามคุณ บันเทิงอยู่ใน
เทวโลกแล
จบ สุมนวรรคที่ ๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สุมนสูตร ๒. จุนทีสูตร
๓. อุคคหสูตร ๔. สีหเสนาปติสูตร
๕. ทานานิสังสสูตร ๖. กาลทานสูตร
๗. โภชนทานสูตร ๘. สัทธานิสังสสูตร
๙. ปุตตสูตร ๑๐. มหาสาลปุตตสูตร
๕. มุณฑราชวรรค
๑. อาทิยสูตร
ว่าด้วยประโยชน์ที่พึงได้จากโภคทรัพย์
[๔๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
{๔๑} อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล อนาถ บิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า
“ดูก่อนคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ
ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามา ได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบ ด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้ เป็นสุขโดยชอบ เลี้ยงมารดาบิดาให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้เป็นสุข โดยชอบ เลี้ยงบุตร ภรรยา คนใช้ คนงาน และให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหาร ให้เป็นสุขโดยชอบ นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์ข้อที่ ๑อีกข้อหนึ่ง คฤหบดี อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วย ความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม เลี้ยงมิตรสหายให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ บริหารให้ เป็นสุขโดยชอบ นี้เป็นประโยชน์ที่พึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์ข้อที่ ๒
อีกข้อหนึ่ง คฤหบดี อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วย ความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม ป้องกันอันตรายทั้งหลายที่เกิดแต่ไฟ แต่นํ้า แต่พระราชา แต่โจร หรือแต่ทายาทที่ไม่ชอบกัน ทำตนให้สวัสดี นี้เป็นประโยชน์ที่ จะพึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์ข้อที่ ๓
อีกข้อหนึ่งคฤหบดี อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม ทำพลี ๕ อย่าง คือ
(๑) ญาติพลี บำรุงญาติ (๒) อติถิพลี ต้อนรับแขก
(๓) ปุพพเปตพลี บำรุงญาติผู้ตายไปแล้วคือทำบุญอุทิศส่วน กุศลให้
- ๑ได้มาโดยธรรม หมายถึงได้มาโดยไม่ล่วงละเมิดกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๒๔)
(๔) ราชพลี เสียภาษีอาการ
(๕) เทวตาพลี บำรุงเทวดาคือทำบุญอุทิศให้เทวดา
นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์ข้อที่ ๔
อีกข้อหนึ่ง คฤหบดี อริยสาวกย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์ที่ตนหามาได้ ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมขึ้นด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อได้มา ประกอบ ด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม บำเพ็ญทักษิณาอันมีผลสูงเลิศ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์ไว้ในสมณพราหมณ์ผู้งดเว้นจากความประมาทมัวเมา ผู้ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ผู้ฝึกฝนตนเอง ทำจิตของตนให้สงบ ยังกิเลสของตนให้ดับไป นี้เป็นประโยชน์ที่จะพึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์ ข้อที่ ๕
ดูก่อนคฤหบดี ประโยชน์ที่จะพึงถือเอาได้จากโภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ แล ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์แต่โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้โภคทรัพย์ สิ้นปลืองไป อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราได้ถือเอาประโยชน์จาก โภคทรัพย์นั้นแล้ว และโภคทรัพย์ของเราก็สิ้นเปลืองไป ’ ด้วยเหตุนี้ อริย สาวกนั้นย่อมไม่มีความเดือดร้อนใจ ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาประโยชน์จาก โภคทรัพย์ ๕ ประการนี้ โภคทรัพย์เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมมีความคิด อย่างนี้ว่า ‘เราถือเอาประโยชน์จากโภคทรัพย์นี้แล้ว และโภคทรัพย์ของเรา ก็เจริญขึ้น อริยสาวกนั้นย่อมไม่มีความเดือดร้อนใจด้วยเหตุ ๒ ประการนี้แล”โภคทรัพย์ทั้งหลายเราได้บริโภคแล้ว คนที่ควรเลี้ยง
เราก็ได้เลี้ยงแล้วเราได้ข้ามพ้นอันตรายทั้งหลายได้แล้ว
ทักษิณาอันมีผลสูงเลิศเราก็ได้ให้แล้ว อนึ่ง พลีกรรม ๕
ประการเราก็ได้ทำแล้ว ทานผู้มีศีล สำรวมอินทรีย์
ประพฤติพรหมจรรย์เราก็ได้บำรุงแล้ว
บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือน ปรารถนาโภคทรัพย์ เพื่อ
ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้นเราก็ได้บรรลุแล้ว
โดยลำดับ กรรมที่ไม่เดือดร้อนในภายหลังเราก็ได้ทำแล้ว
นรชนผู้จะต้องตายเป็นธรรมดา เมื่อคำนึงถึงเหตุนี้
จึงดำรงอยู่แล้วในธรรมของพระอริยเจ้า บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว ครั้นเขาละไปแล้ว ย่อม
บันเทิงในโลกสวรรค์
๒. สัปปุริสสูตร
ว่าด้วยสัตบุรุษเกิดมาเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
{๔๒} [๔๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเมื่อเกิดมาในตระกูล ย่อมเกิดมา เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก คือ แก่มารดาบิดา แก่บุตรภรรยา แก่ทาส คนงานและคนรับใช้ แก่มิตรสหาย แก่สมณพราหมณ์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาเมฆยังข้าวกล้าทั้งปวงให้งอกงามชื่อว่าย่อมมีมาเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก ฉันใด สัตบุรุษเมื่อเกิดในตระกูล ก็เกิดมาเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก คือ แก่มารดาบิดา แก่บุตรภรรยา แก่ทาส คนงาน คนรับใช้ แก่มิตรสหาย แก่สมณพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกัน”สัตบุรุษผู้ครอบครองโภคทรัพย์ย่อมเป็นประโยชน์
เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เทวดาย่อมรักษาเขาผู้อันธรรม
คุ้มครอง เป็นพหูสูต ถึงพร้อมด้วยศีลและความประพฤติ
เกียรติย่อมไม่ละเขาผู้ตั้งอยู่ในธรรม
จบ ๑. อาทิยสูตร