arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ · สัมโพธวรรค

พลสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในสัมโพธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปัณณาสก์ สัมโพธวรรค พลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๔๖๕–๔๖๙

หน้า ๔๖๕

ประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมประกอบธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน นี้เป็นอานิสงส์ในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาลประการที่ ๕ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรมตามกาล ในการสนทนาธรรมตามกาลมี ๕ ประการนี้แล”

๕. พลสูตร

ว่าด้วยพละ ๔ กับภัย ๕

{๒๐๙}[๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๔ ประการนี้ พละ ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระเสขะ หมายถึงภิกษุผู้ยังต้องศึกษาไตรสิกขา ได้แก่ พระอริยบุคคล ๗ เบื้องต้นในจำนวน ๘ คือ ท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลหรือท่านผู้เป็นพระโสดาบัน สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลหรือท่านผู้เป็นพระสกทาคามี อนาคามิมรรค อนาคามิผลหรือท่านผู้เป็นพระอนาคามี และท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค (นัย วิ.อ. ๑/๒๕๗, สํ.ส.อ. ๑๐๑, สํ.ม.อ. ๑๙๕, องฺ.ทุก.อ. ๓๔)
  2. ๒ธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม หมายถึงอรหัตตผลและพระนิพพาน (องฺ.ทุก.อ.๗)
  3. ๓อรหันตขีณาสพ หมายถึงเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คำว่า อรหันต์ มี ความหมาย ๕ อย่าง คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป คำว่า ขีณาสพ แปลว่าผู้สิ้นอาสวะแล้ว หมายถึงละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ (กิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน) ๔ อย่าง คือ กามาสวะ อาสวะคือกาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาได้เด็ดขาดแล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, ที.ปา.อ. ๔๘, ม.มู.อ. ๑/๔๖-๔๗, สํ.ส.อ. ๑๓๑)
  4. ๔อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงอยู่จบธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกับครู ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเลิศ คืออริยมรรค และธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗)
  5. ๕มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว หมายถึงเป็นผู้สำเร็จกิจที่เหล่าเสขบุคคลจำต้องทำด้วยอริยมรรค ๔ แล้ว กล่าวคือไม่มีกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับการบรรลุภาวะสิ้นทุกข์อีกแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗, สํ.ส.อ.๑๓๑, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๘)
  6. ๖ปลงภาระได้แล้ว หมายถึงเป็นผู้วางภาระ (สิ่งที่ต้องนำพา) ๓ อย่าง คือ ขันธภาระ ภาระ คือ เบญจขันธ์ กิเลสภาระ ภาระคือกิเลส และอภิสังขารภาระ ภาระคืออภิสังขาร (ได้แก่ บุญ บาป ฌานสมาบัติ) ลงได้หมดแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗, องฺ.ติก.อ. ๑๓๙, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๘) อรรถกถา สังยุตตนิกายเพิ่มอีกหนึ่งภาระ เป็น ๔ คือ กามคุณภาระ ภาระคือกามคุณ ๕ (สํ.ส.อ. ๑๓๑)
  7. ๗บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมายถึงบรรลุประโยชน์อย่างยิ่งของตนคือพระอรหัตตผล (ม.มู.อ.๑/๔๗, สํ.ส.อ. ๑๓๑, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๘)
หน้า ๔๖๖

(๑) ปัญญาพละ กำลังปัญญา

(๒) วิริยพละ กำลังความเพียร

(๓) อนวัชชพละ กำลังการงานอันไม่มีโทษ

(๔) สังคหพละ กำลังการสงเคราะห์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน คือ ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล รู้กันว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล รู้กันว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใด มีโทษ รู้กันว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ รู้กันว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดดำ รู้กันว่าดำ ธรรมเหล่าใดขาว รู้กันว่าขาว ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ รู้กันว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดควรเสพ รู้กันว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ รู้กันว่าไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ รู้กันว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ ธรรมเหล่านั้นอันบุคคลเห็นปรากฏชัดแจ้งด้วยปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าปัญญาพละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็วิริยพละเป็นไฉน คือ ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล รู้กันว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ รู้กันว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดดำ รู้กันว่าดำ ธรรมเหล่าใดไม่ควรซ่องเสพ รู้กันว่าไม่ควรซ่องเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ รู้กันว่าไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ บุคคลย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้เพื่อละธรรมเหล่านั้น ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล รู้กันว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ รู้กันว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดขาว รู้กันว่าขาว ธรรมเหล่าใดควรเสพ รู้กันว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ รู้กันว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะให้ได้ บุคคลย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้เพื่อได้เฉพาะซึ่งธรรมเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าวิริยพละ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หมายถึงเป็นผู้ละกิเลสที่ชื่อว่าสังโยชน์ ๑๐ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๒) ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ (๓) มานะ ความสำคัญตน (๔) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๕) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๖) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๗) ภวราคะ ความติดใจอยู่ในภพ (๘) อิสสา ความริษยา (๙) มัจฉริยะ
  2. ความตระหนี่ (๑) อวิชชา ความหลงไม่รู้สภาพจริง ได้อย่างเด็ดขาด (ม.มู.อ. ๑/๔๗) สังโยชน์ ๑๐ ในที่นี้เป็นอีกนัยหนึ่ง ซึ่งต่างจากสังโยชน์ในพระบาลีบางแห่ง {ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒}
  3. ๒หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ หมายถึงเป็นผู้มีความหลุดพ้น ๒ ประการ คือ หลุดพ้นทางจิต
  4. โดยมีภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสรรพกิเลสทั้งหลาย และหลุดพ้นทางพระนิพพานโดยมีจิตที่น้อมอยู่ ในภาวะนิพพาน (ม.มู.อ. ๑/๔๘) หรือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยมรรคปัญญาแล้ว จึงหลุดพ้นด้วย
  5. ผลวิมุตติ (สํ.ส.อ. ๑๓๑) หรือหลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยเหตุที่ถูกต้อง (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๙)
หน้า ๔๖๗

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อนวัชชพละเป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันหาโทษมิได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอนวัชชพละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังคหพละเป็นไฉน คือ สังคหวัตถุ มี ๔ ประการนี้ คือ

(๑) ทาน การให้

(๒) เปยยวัชชะ การเจรจาถ้อยคำที่น่ารัก

(๓) อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์

(๔) สมานัตตตา ความมีตนเสมอ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาทานทั้งหลาย ธรรมทานจัดว่าเป็นเลิศ

บรรดาการเจรจาถ้อยคำที่น่ารักทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อย ๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้คอยเงี่ยโสตลงสดับ จัดว่าเป็นเลิศ

บรรดาการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้สมาทานดำรงมั่นคงอยู่ในสัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ชักชวนผู้ทุศีลให้สมาทานดำรงมั่นคงอยู่ในสีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ชักชวนผู้ตระหนี่ให้สมาทานดำรงมั่นคงอยู่ในจาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) ชักชวนผู้ที่ด้อยปัญญาให้สมาทานดำรงมั่นคงอยู่ในปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) จัดว่าเป็นเลิศบรรดาความมีตนเสมอทั้งหลาย พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ จัดว่าเป็นเลิศ

หน้า ๔๖๘

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสังคหพละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๔ ประการนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยพละ ๔ ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงภัย ๕ ประการได้ ภัย ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ

(๑) อาชีวิตภัย ภัยคือการดำเนินชีวิต

(๒) อสิโลกภัย ภัยคือการติเตียน

(๓) ปริสสารัชชภัย ภัยคือความสะทกสะท้านในชุมชน

(๔) มรณภัย ภัยคือความตาย

(๕) ทุคคติภัย ภัยคือทุคติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นแลพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราไม่กลัวภัยคือการดำเนินชีวิต เราจักกลัวภัยคือการดำเนินชีวิตไปทำไมเล่า เพราะเรามีพละ ๔ ประการ คือ ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ สังคหพละ คนที่ด้อยปัญญาเท่านั้นจึงจะกลัวภัยคือการดำเนินชีวิต คนเกียจคร้านจึงจะกลัวภัยคือการดำเนินชีวิต คนที่มีการงานทางกาย ทางวาจา และทางใจที่มีโทษจึงจะกลัวภัยคือการดำเนินชีวิต คนที่ไม่สงเคราะห์ใครจึงจะกลัวภัยคือการดำเนินชีวิตเราไม่กลัวภัยคือการติเตียน ...

เราไม่กลัวภัยคือความสะทกสะท้านในชุมชน ...

เราไม่กลัวภัยคือความตาย ...

เราไม่กลัวภัยคือทุคติ เราจักกลัวภัยคือทุคติไปทำไมเล่า เพราะเรามี พละ ๔ ประการ คือ ปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ สังคหพละ คนที่ด้อยปัญญาเท่านั้นจึงจะกลัวภัยคือทุคติ คนเกียจคร้านจึงจะกลัวภัยคือทุคติ คนที่มีการงานทางกาย ทางวาจา และทางใจที่มีโทษจึงจะกลัวภัยคือทุคติ คนที่ไม่สงเคราะห์ใครจึงจะกลัวภัยคือทุคติ’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังคหวัตถุ เหตุแห่งการสงเคราะห์ หมายถึงคุณธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจของผู้อื่น กล่าว คือ บุคคลบางคนต้องสงเคราะห์ด้วยทาน บางคนต้องเจรจาด้วยคำไพเราะ บางคนต้องกล่าวด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ บางคนต้องทำตนให้ร่วมสุขร่วมทุกข์ (นัย องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๒๗-๓๒๘)
หน้า ๔๖๙

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยพละ ๔ ประการนี้แล ย่อมผ่านพ้นภัย ๕ ประการนี้ไปได้”

๖. เสวนาสูตร

ว่าด้วยการมอง ๒ ทาง

{๒๑๐} [๖] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แม้บุคคลก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรคบก็มี ไม่ควรคบก็มี แม้จีวรก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรใช้สอย ก็มี ไม่ควรใช้สอยก็มี แม้บิณฑบาตก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรฉันก็มี ไม่ควรฉันก็มี แม้เสนาสนะก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรอยู่อาศัยก็มี ไม่ควรอยู่อาศัยก็มี แม้หมู่บ้านและนิคมก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรอยู่อาศัยก็มี ไม่ควรอยู่อาศัยก็มี แม้ชนบทและประเทศก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรอยู่อาศัยก็มี ไม่ควรอยู่อาศัยก็มีก็คำที่เรากล่าวว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย แม้บุคคลก็ควรทราบโดยสองทาง คือ ที่ควรคบก็มี ไม่ควรคบก็มี’ ดังนี้นั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ในบุคคล ๒ ประเภทนั้น พึงรู้บุคคลใดว่า ‘เมื่อเราคบบุคคลนี้ อกุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเสื่อมลง บริขารแห่งชีวิตที่ผู้เป็นบรรพชิตพึงให้เกิดขึ้น คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ย่อมเกิดขึ้นโดยยาก และเราออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นสมณะอันใด ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะของเราอันนั้นย่อมไม่ถึงความเจริญบริบูรณ์’ตนทราบแล้วในตอน

จบ พลสูตร