พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ · เถรวรรค
กัตถีสูตร เล่ม ๒๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในเถรวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
กัตถีสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ เถรวรรค กัตถีสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)
เอกํ สมยํ อายสฺมา มหาจุนฺโท เจตีสุ ๑ วิหรติ สหชาติยํ ตตฺร โข อายสฺมา มหาจุนฺโท ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหาจุนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา มหาจุนฺโท เอตทโวจ อิธาวุโส ภิกฺขุ กตฺถี โหติ วิกตฺถี อธิคเมสุ อหํ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ ทุติยํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ ตติยํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ อากาสานญฺจายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ
สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปีติ ตเมนํ ตถาคโต วา ตถาคตสาวโก วา ฌายี สมาปตฺติกุสโล ปรจิตฺตกุสโล ปรจิตฺตปริยายกุสโล สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ โส ตถาคเตน วา ตถาคตสาวเกน วา ฌายินา สมาปตฺติกุสเลน ปรจิตฺตกุสเลน ปรจิตฺตปริยายกุสเลน สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อิรณํ อาปชฺชติ วิจินํ อาปชฺชติ อนยํ อาปชฺชติ พฺยสนํ อาปชฺชติ อนยพฺยสนํ อาปชฺชติ ตเมนํ ตถาคโต วา ตถาคตสาวโก วา ฌายี สมาปตฺติกุสโล ปรจิตฺตกุสโล ปรจิตฺตปริยายกุสโล เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ มนสิกโรติ กึ นุ โข อยมายสฺมา กตฺถี โหติ วิกตฺถี อธิคเมสุ อหํ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ ฯเปฯ
อหํ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปีติ ตเมนํ ตถาคโต วา ตถาคตสาวโก วา ฌายี สมาปตฺติกุสโล ปรจิตฺตกุสโล ปรจิตฺตปริยายกุสโล เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ทีฆรตฺตํ โข อยมายสฺมา ขณฺฑการี ฉิทฺทการี สพลการี กมฺมาสการี น สตตการี น สตตวุตฺตี ๑ สีเลสุ ทุสฺสีโล [๒] อยมายสฺมา ทุสฺสีลฺยํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ อสฺสทฺโธ โข ปน อยมายสฺมา อนาจาโร ๓ อสฺสทฺธิยํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ อปฺปสฺสุโต โข ปน อยมายสฺมา อนาจาโร อปฺปสจฺจํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ทุพฺพโจ โข ปน อยมายสฺมา อนาจาโร ๓ โทวจสฺสตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต
ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ปาปมิตฺโต โข ปน อยมายสฺมา ปาปมิตฺตตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ กุสีโต โข ปน อยมายสฺมา โกสชฺชํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ มุฏฺฐสฺสติ โข ปน อยมายสฺมา มุฏฺฐสจฺจํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ กุหโก โข ปน อยมายสฺมา กุหนา ๔ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต๐ ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ทุพฺภโร โข ปน อยมายสฺมา ทุพฺภรตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ทุปฺปญฺโญ โข ปน อยมายสฺมา ทุปฺปญฺญตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ เสยฺยถาปิ อาวุโส สหายโก สหายกํ เอวํ วเทยฺย ยทา เต สมฺม ธเนน ธนกรณียํ อสฺส ปเวเทยฺยาสิ
๑ มํ ธนํ ทสฺสามิ เต ธนนฺติ โส กิสฺมิญฺจิเทว ๒ ธนกรณีเย สมุปฺปนฺเน สหายโก สหายกํ เอวํ วเทยฺย อตฺโถ เม สมฺม ธเนน เทหิ เม ธนนฺติ โส เอวํ วเทยฺย เตนหิ สมฺม อิธ ขณาหีติ โส ตตฺร ขณนฺโต นาธิคจฺเฉยฺย โส เอวํ วเทยฺย อลิกํ มํ สมฺม อวจ ตุจฺฉกํ มํ สมฺม อวจ อิธ ขณาหีติ โส เอวํ วเทยฺย นาหนฺตํ สมฺม อลิกํ อวจํ ตุจฺฉกํ อวจํ เตนหิ สมฺม อิธ ขณาหีติ โส ตตฺรปิ ขณนฺโต นาธิคจฺเฉยฺย โส เอวํ วเทยฺย อลิกํ มํ สมฺม อวจ ตุจฺฉกํ มํ สมฺม อวจ อิธ ขณาหีติ โส เอวํ วเทยฺย นาหนฺตํ สมฺม อลิกํ อวจํ ตุจฺฉกํ อวจํ เตนหิ สมฺม อิธ ขณาหีติ โส ตตฺรปิ ขณนฺโต นาธิคจฺเฉยฺย โส เอวํ วเทยฺย อลิกํ มํ สมฺม
อวจ ตุจฺฉกํ มํ สมฺม อวจ อิธ ขณาหีติ โส เอวํ วเทยฺย นาหนฺตํ สมฺม อลิกํ อวจํ ตุจฺฉกํ อวจํ อปิจ อหเมว อุมฺมาทํ ปาปุณึ เจตโส วิปริยายนฺติ เอวเมว โข อาวุโส ภิกฺขุ กตฺถี โหติ วิกตฺถี อธิคเมสุ อหํ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ ทุติยํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ ตติยํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ อากาสานญฺจายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ อหํ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺชามิปิ
วุฏฺฐหามิปีติ ตเมนํ ตถาคโต วา ตถาคตสาวโก วา ฌายี สมาปตฺติกุสโล ปรจิตฺตกุสโล ปรจิตฺตปริยายกุสโล สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ โส ตถาคเตน วา ตถาคตสาวเกน วา ฌายินา สมาปตฺติกุสเลน ปรจิตฺตกุสเลน ปรจิตฺตปริยายกุสเลน สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อิรณํ อาปชฺชติ วิจินํ อาปชฺชติ อนยํ อาปชฺชติ พฺยสนํ อาปชฺชติ อนยพฺยสนํ อาปชฺชติ ตเมนํ ตถาคโต วา ตถาคตสาวโก วา ฌายี สมาปตฺติกุสโล ปรจิตฺตกุสโล ปรจิตฺตปริยายกุสโล เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ มนสิกโรติ กึ นุ โข อยมายสฺมา กตฺถี โหติ วิกตฺถี อธิคเมสุ อหํ ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปิ ฯเปฯ
อหํ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺชามิปิ วุฏฺฐหามิปีติ ตเมนํ ตถาคโต วา ตถาคตสาวโก วา ฌายี สมาปตฺติกุสโล ปรจิตฺตกุสโล ปรจิตฺตปริยายกุสโล เอวํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ทีฆรตฺตํ โข อยมายสฺมา ขณฺฑการี ฉิทฺทการี สพลการี กมฺมาสการี น สตตการี น สตตวุตฺตี สีเลสุ ทุสฺสีโล อยมายสฺมา ทุสฺสีลฺยํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ อสฺสทฺโธ โข ปน อยมายสฺมา อสฺสทฺธิยํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ อปฺปสฺสุโต โข ปน อยมายสฺมา อนาจาโร อปฺปสจฺจํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ทุพฺพโจ โข ปน อยมายสฺมา โทวจสฺสตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ
ปาปมิตฺโต โข ปน อยมายสฺมา ปาปมิตฺตตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ กุสีโต โข ปน อยมายสฺมา โกสชฺชํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ มุฏฺฐสฺสติ โข ปน อยมายสฺมา มุฏฺฐสจฺจํ โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ กุหโก โข ปน อยมายสฺมา กุหนา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ทุพฺภโร โข ปน อยมายสฺมา ทุพฺภรตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ ทุปฺปญฺโญ โข ปน อยมายสฺมา ทุปฺปญฺญตา โข ปน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย ปริหานเมตํ โส วตาวุโส ภิกฺขุ อิเม ทส ธมฺเม อปฺปหาย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ โส วตาวุโส ภิกฺขุ อิเม ทส ธมฺเม ปหาย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺชิสฺสตีติ ฐานเมตํ วิชฺชตีติ ฯ
๑ โป. เจติเยสุ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. สนฺตตการี น สนฺตตวุตฺตี ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. โขสทฺโท
ทิสฺสติ ฯ ๓ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๔ ม. โกหญฺญํ ฯ อญฺญตฺถ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. ยาเจยฺยาสิ ฯ ยุ. ยาจิสฺสสิ ฯ ๒ โป. กิสฺมึปิ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหาจุนทะอยู่ที่สหชาติวัน ในแคว้นเจตีณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาจุนทะเรียกภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลายผู้มีอายุ ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาจุนทะแล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีปกติกล่าวโอ้อวดในการบรรลุคุณวิเศษทั้งหลายว่า เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าทุติยฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าตติยฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าจตุตถฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าอากาสานัญจายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าวิญญานัญจายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าอากิญจัญญายตนฌานก็ได้ออกก็ได้ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็ได้ ออกก็ได้ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้ ฯ
พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ฉลาดในสมาบัติ ฉลาดในจิตของผู้อื่นฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ย่อมไล่เลียง สอบถาม ซักถามภิกษุนั้น ภิกษุนั้นอันพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ... ไล่เลียงสอบถาม ซักถาม ย่อมถึงความเป็นผู้เปล่าไม่มีคุณ ไม่เจริญ ถึงความพินาศถึงความไม่เจริญและความพินาศ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌานผู้ฉลาดในสมาบัติ ผู้ฉลาดในจิตของผู้อื่น ผู้ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่นกำหนดใจด้วยใจแล้ว กระทำไว้ในใจซึ่งภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า เพราะเหตุอะไรหนอท่านผู้นี้จึงเป็นผู้มีปกติกล่าวโอ้อวดในการบรรลุคุณวิเศษทั้งหลายว่า เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ ฯลฯ
เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ... กำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้กระทำศีลให้ขาด กระทำศีลให้ทะลุกระทำศีลให้ด่างกระทำศีลให้พร้อย ไม่กระทำความเพียรติดต่อ ไม่ประพฤติติดต่อในศีลทั้งหลายท่านผู้นี้เป็นผู้ทุศีลตลอดกาลนาน ก็ความเป็นผู้ทุศีลนี้แล เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความประพฤติไม่สมควร ก็ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธานี้แล เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้มีการสดับน้อย มีความประพฤติไม่สมควร ก็ความเป็นผู้มีการสดับน้อยนี้แล
เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้ว่ายาก มีความประพฤติไม่สมควร ก็ความเป็นผู้ว่ายากนี้แลเป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้มีมิตรชั่วก็ความเป็นผู้มีมิตรชั่วนี้แล เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้เกียจคร้าน ก็ความเป็นผู้เกียจคร้านนี้แล เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้มีสติหลงลืม ก็ความเป็นผู้มีสติหลงลืมนี้แล เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้หลอกลวง ก็ความเป็นผู้หลอกลวงนี้แลเป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้เลี้ยงยาก ก็ความเป็นผู้เลี้ยงยากนี้แลเป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปัญญาทราม ก็ความเป็นผู้มีปัญญาทรามนี้แล เป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ฯ
ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนสหายพึงกล่าวกะสหายอย่างนี้ว่าดูกรสหายเมื่อใด กิจที่ควรกระทำด้วยทรัพย์มีอยู่แก่ท่าน ท่านพึงบอกเราให้ทราบ เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านสหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เมื่อมีกิจที่ควรกระทำด้วยทรัพย์บางอย่างเกิดขึ้นแล้ว จึงบอกกับสหายอย่างนี้ว่า ดูกรสหาย เราต้องการทรัพย์ ขอท่านจงให้ทรัพย์แก่เรา สหายนั้นก็ตอบอย่างนี้ว่าดูกรสหาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงขุดลงไปในที่นี้ สหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เมื่อขุดลงไปในที่นั้น ไม่พึงพบทรัพย์จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรสหาย ท่านได้พูดพล่อยๆ กะเรา ได้กล่าวคำเท็จกะเราว่าท่านจงขุดลงไปในที่นี้ สหายนั้นจึงพูดอย่างนี้ว่า
ดูกรสหาย เราหาได้พูดพล่อยๆไม่ หาได้กล่าวคำเท็จไม่ ท่านจงขุดลงไปในที่นี้เถิด สหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เมื่อขุดลงไปแม้ในที่นั้นก็ยังไม่พบทรัพย์ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านได้พูดพล่อยๆ กะเราได้กล่าวคำเท็จกะเราว่า จงขุดลงไปในที่นี้ สหายนั้นตอบอย่างนี้ว่า เราหาได้พูดพล่อยๆ ไม่ หาได้กล่าวคำเท็จไม่ ถ้าเช่นนั้นท่านจงขุดลงไปในที่นี้ สหายอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เมื่อขุดลงไปแม้ในที่นั้นก็ไม่พบทรัพย์ จึงพูดอย่างนี้ว่า ดูกรสหายท่านพูดพล่อยๆ แก่เรา ท่านได้กล่าวคำเท็จกะเราว่า จงขุดลงไปในที่นี้ สหายนั้นก็ตอบอย่างนี้ว่า ดูกรสหาย เราหาได้พูดพล่อยๆ ไม่ หาได้กล่าวคำเท็จไม่ แต่ว่าเราถึงความเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่านไป ซึ่งมิใช่กำหนดรู้ด้วยใจ แม้ฉันใด
ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้มีปกติกล่าวโอ้อวดในคุณวิเศษทั้งหลายว่า เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ ... เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌานผู้ฉลาดในสมาบัติ ผู้ฉลาดในจิตของผู้อื่น ผู้ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ย่อมไล่เลียงสอบถาม ซักถามภิกษุนั้น ภิกษุนั้นอันพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ... ไล่เลียงสอบถาม ซักถามอยู่ ย่อมถึงความเป็นผู้เปล่า ไม่มีคุณ ไม่เจริญ พินาศ ความไม่เจริญและความพินาศ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ผู้ฉลาดในสมาบัติ ผู้ฉลาดในจิตของผู้อื่น ผู้ฉลาดในอันกำหนดรู้จิตของผู้อื่น
กำหนดใจด้วยใจแล้ว กระทำไว้ในใจซึ่งภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า เพราะเหตุอะไรหนอ ท่านผู้นี้จึงเป็นผู้มีปกติกล่าวโอ้อวดในการบรรลุคุณวิเศษทั้งหลายว่า เราเข้าปฐมฌานก็ได้ ออกก็ได้ ฯลฯ เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธก็ได้ ออกก็ได้ พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตผู้ได้ฌาน ผู้ฉลาดในสมาบัติ ผู้ฉลาดในจิตของผู้อื่น ผู้ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น กำหนดใจด้วยใจแล้ว ย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ทำให้ขาดทำให้ทะลุ ทำให้ด่าง ทำให้พร้อย ไม่กระทำความเพียรติดต่อ ไม่ประพฤติติดต่อในศีลทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้ทุศีลตลอดกาลนาน ก็ความเป็นผู้ทุศีลนี้แลเป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ... ท่านผู้นี้เป็นผู้มีปัญญทราม ก็ความเป็นผู้มีปัญญาทรามนี้แลเป็นความเสื่อมในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนั้นแลไม่ละธรรม ๑๐ ประการนี้แล้วจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ภิกษุนั้นแล ละธรรม ๑๐ ประการนี้แล้ว จึงจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ฯ
จบสูตรที่ ๕
จบ กัตถีสูตร