arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · อุปาลิวรรค

อุพพาหสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๘ ในอุปาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุปาลิวรรค อุพพาหสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๖๙–๗๑

หน้า ๖๙

๓. อุพพาหิกาสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรรื้อฟื้นอธิกรณ์

{๓๒} [๓๓] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล สงฆ์พึงสมมติ เพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ”“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล สงฆ์พึงสมมติ เพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ธรรม ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้(๑) เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วย อาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย(๒) เป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงาม ในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า สมมติ ในที่นี้หมายถึงการที่สงฆ์มีมติแต่งตั้ง การที่สงฆ์รู้ร่วมกัน ตกลงกัน มีมติร่วมกัน หรือยอมรับร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  2. ๒อธิกรณ์ ในที่นี้หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียง กันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย(๒) อนุวาทาธิกรณ์การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่าง ๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงอนุวาทาธิกรณ์ (นัย วิ.อ. ๒/๙๓, ม.มู.อ. ๒/๒, องฺ.ทุก.อ. ๑๒)
  3. ๓เป็นพหูสูต หมายถึงเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ (คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ดูความหมายที่เชิงอรรถในข้อ ๖๘ (ธัมมัญญสูตร มหาวรรค สัตตกนิบาต) องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๘/ ๑๔๙) มาครบถ้วนโดยบาลีอนุสนธิเบื้องต้นและเบื้องปลาย เป็นผู้ทรงสุตะหมายถึงเป็นผู้สามารถทรงจำพระพุทธพจน์ที่ตนเรียนแล้ว ได้อย่างแม่นยำ แม้เวลาผ่านไป ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ไม่ลืมเลือน สั่งสมสุตะ หมายถึงเป็นผู้สามารถจดจำได้อย่างขื้นใจโดยพระพุทธพจน์นั้นคงอยู่ในใจตลอดดุจ รอยขีดหินคงอยู่ไม่ลบเลือนและดุจมันเหลวของราชสีห์ที่เก็บไว้ในหม้อทองฉะนั้น (ม.มู.อ. ๒/๑๕๙, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒๙๙, นัย องฺ.อฏฐก.อ. ๒๖๕)
หน้า ๗๐

พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญา(๓) ปาติโมกข์ทั้งสอง อันภิกษุนั้นจำดีแล้ว จำแนกดีแล้ว กล่าวดีแล้วโดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้วโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ (๔) เป็นผู้เคร่งครัด ไม่คลอนแคลนในวินัย

(๕) เป็นผู้สามารถเพื่ออันยังคู่ความทั้งสองฝ่ายให้ยินยอม ให้ตรวจดู ให้เห็นผล ให้เลื่อมใสได้

(๖) เป็นผู้ฉลาดในการที่จะให้อธิกรณ์ซึ่งเกิดขึ้นระงับได้

(๗) รู้อธิกรณ์

(๘) รู้เหตุเป็นที่เกิดขึ้นแห่งอธิกรณ์

(๙) รู้ความดับแห่งอธิกรณ์

(๑๐) รู้ทางปฏิบัติที่ทำให้ถึงความดับแห่งอธิกรณ์

ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แลสงฆ์พึงสมมติ เพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปาติโมกข์ทั้งสอง ในทีนี้หมายพระปาติโมกข์คือประมวลบทบัญญัติว่าด้วยข้อห้ามในพระวินัยทั้ง ของฝ่ายภิกษุและฝ่ายภิกษุณี
  2. ๒โดยสูตร หมายถึงหัวข้อที่นำมาวินิจฉัยจากคัมภีร์ขันธกะ (พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๔-๗) และคัมภีร์ปริวาร (พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๘) โดยอนุพยัญชนะ หมายถึงวินิจฉัยโดยให้บทอักษร บริบูรณ์ไม่ตกหล่นตามอรรถกถา (คำอธิบาย) แห่งพระวินัยปิฎก (นัย วิ.อ. ๒/๓๑๙)
  3. ๓รู้ทางปฏิบัติที่ทำให้ถึงความดับแห่งอธิกรณ์ หมายถีงรู้จักธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ (อธิกรณ สมถะ) ๗ วิธี (องฺ.ทสก.อ. ๓๔๕) คือ (๑) สัมมุขาวินัย วิธีระงับในที่พร้อมหน้า (๒) สติวินัย วิธี ระงับโดยถือความไพบูลย์แห่งสติเป็นหลัก (๓) อมูฬหวินัย วิธีระงับโดยยกประโยชน์ให้ว่าต้องอาบัติขณะวิกลจริต (๔) ปฏิญญาตกรณะ วิธีระงับโดยการทำตามปฏิญญา(คำรับสารภาพของ จำเลย) (๕) เยภุยยสิกา วิธีระงับโดยเสียงข้างมาก (๖) ตัสสปาปิยสิกา วิธีระงับด้วยการลงโทษ แก่ผู้ทำผิดจริง (๗) ติณวัตถารกะ วิธีระงับดุจใช้หญ้ากลบไว้หรือแบบประนีประนอม {พึงดู รายละเอียดในสมถขันธกะ วิ.จุล. (แปล) ๖/๑๘๕-๒๔๒/๓๔๗-๔๓๓}
หน้า ๗๑

๔. อุปสัมปทาสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติ ๑๐ ประการของพระอุปัชฌาย์

{๓๓} [๓๔] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล จึงควรให้อุปสมบทกุลบุตร”“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแลพึงให้ อุปสมบทกุลบุตร ธรรม ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมรินัยนี้(๑) เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย(๒) เป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญา(๓) ปาติโมกข์อันภิกษุนั้นจำดีแล้ว จำแนกดีแล้ว กล่าวดีแล้ว โดยพิสดาร วินิจฉัยดีแล้วโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ(๔) เป็นผู้สามารถที่จะอุปัฏฐากเองหรือใช้ให้ผู้อื่นอุปัฏฐากสัทธิ วิหาริก ผู้เป็นไข้

(๕) เป็นผู้สามารถที่จะระงับเองหรือใช้ให้ผู้อื่นระงับความไม่ยินดี ยิ่งของสัทธิวิหาริก

----------------------------------------

(๖) เป็นผู้สามารถที่จะบรรเทาความรำคาญอันเกิดขึ้นแล้วได้โดยธรรม

(๗) เป็นผู้สามารถที่จะเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วได้โดยธรรม

(๘) เป็นผู้สามารถที่จะให้สมาทานในอธิศีลได้

(๙) เป็นผู้สามารถที่จะให้สมาทานในอธิจิตได้

(๑๐) เป็นผู้สามารถที่จะให้สมาทานในอธิปัญญาได้

ดูก่อนอุบาลีภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แลจึงควรให้ อุปสมบทกุลบุตร

๕. นิสสยสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติ ๑๐ ประการของนิสสยาจารย์

{๓๔} [๓๕] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล จึงควรให้นิสสัย”

“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล จึงควรให้ นิสสัยได้ ธรรม ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) เป็นผู้มีศีล ... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

(๒) เป็นพหูสูต ... แทงตลอดด้วยปัญญา

(๓) ปาติโมกข์ อันภิกษุนั้นจำดีแล้ว ... โดยอนุพยัญชนะ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัทธิวิหาริก แปลว่า ผู้อยู่ด้วย ผู้อยู่ร่วม หมายถึงภิกษุผู้เป็นศิษย์ของภิกษุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นคำเรียกเฉพาะภิกษุที่ได้รับอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์รูปใดก็เป็นสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌาย์รูปนั้น และต้องถืออุปัชฌาย์
  2. ------------------------------------
  3. ๑คำว่า ให้นิสสัย เป็นวินัยกรรมที่หมายถึงการที่ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ให้ที่พึ่งอาศัยแก่ กุลบุตรผู้บวชใหม่หรือให้อยู่ในปกครอง {ดูความพิสดารใน วิ.มหา. (แปล) ๔/๗๓/๑๑๕-๑๑๖,๘๒/ ๑๓๘-๑๓๙,๑๐๓-๑๐๔/๑๘๐-๑๘๙}

จบ อุพพาหสูตร