arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · อุปาลิวรรค

อุปาลิสูตรที่ ๑ เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๘ ในอุปาลิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อุปาลิวรรค อุปาลิสูตรที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๖๗–๖๙

หน้า ๖๗

บ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอด สังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ ทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อม ทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงปานนี้ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็น หมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ มิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้ กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ ทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์-------------------------------

เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้

ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วย พระปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียะมาก ขอถวายบังคมลาไป ณ บัดนี้”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ขอมหาบพิตรทรงพิจารณากาลอันควรในบัดนี้เถิด”

ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป”

จบ มหาวรรคที่ ๓

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. สีหนาทสูตร ๒. อธิมุตติปทสูตร

๓. กายสูตร ๔. มหาจุนทสูตร

๕. กสิณสูตร ๖. กาลีสูตร

๗. ปฐมมหาปัญหาสูตร ๘. ทุติยมหาปัญหาสูตร

๙. ปฐมโกสลสูตร ๑๐. ทุติยโกสลสูตร

---------------------------

๔. อุปาลิวรรค

๑. อุปาลิสูตร

ว่าด้วยเหตุผลที่ทรงบัญญัติสิกขาบท ๑๐ ประการ

{๓๑} [๓๑] ครั้งนั้นแลท่านพระอุบาลีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพฺระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคต ทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไรหนอแลจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอุบาลี ตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการแล จึงบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์ แก่สาวกทั้งหลาย อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ

(๑) เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์

(๒) เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. --------------------------------
  2. --------------------------------
  3. ๑สิกขาบท คือข้อที่ต้องศึกษา บทแห่งการศึกษา แนวทางให้ลุถึงสิกขา ส่วนหนึ่งแห่งสิกขา (วิ.อ.๑/๒๓๓) โดยปริยายหมายถึงบทบัญญัติข้อหนึ่งๆ ในพระวินัยที่ภิกษุพึงศึกษาปฏิบัติ ข้อกำหนดหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นข้อห้ามเพื่อการฝึกฝนตนสำหรับพระภิกษุ หรือส่วนแห่งข้อปฏิบัติในการฝึกตน แต่ละข้อซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ กล่าวให้ชัด ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ แต่ละข้อ ๆ เรียกว่าสิกขาบท เพราะเป็นข้อที่จะต้องศึกษา หรือเป็นบทฝึกฝนอบรมตนของสาธุชน อุบาสก อุบาสิกา สามเณร ภิกษุ และภิกษุณี ตามลำดับ
  4. ๒ปาติโมกข์ หมายถึงประมวลบทบัญญัติและคำสอนที่เป็นหลักใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มี ๒ คือ อาณาปาติโมกข์ ประมวลบทบัญญัติว่าด้วยข้อห้ามในพระวินัย และโอวาทปาติโมกข์ ประมวล คำสอนที่เป็นหลักสำคัญที่ทรงแสดงแก่พระสาวกเพื่อเผยแผ่พระศาสนา (นัย วิ.อ. ๑/๑๙๐) ในที่นี้ หมายถึงอาณาปาติโมกข์ ซึ่งจำแนกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ภิกขุปาติโมกข์ ประมวลบทบัญญัติสำหรับภิกษุสงฆ์ และ ภิกขุนีปาติโมกข์ ประมวลบทบัญญัติสำหรับภิกษุณีสงฆ์ (องฺ.ทุก.อ. ๗๔) อนึ่ง เกี่ยว กับปาติโมกข์ พึงดูความพิสดารในอุโปสถขันธกะ พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค (แปล) เล่ม ๔ ข้อ ๑๓๒-๑๘๓ หน้า ๒๓๒-๓๒๐
หน้า ๖๘

(๓) เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก

(๔) เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก

(๕) เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน

(๖) เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต

(๗) เพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส

(๘) เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว

(๙) เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม

(๑๐) เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย

ดูก่อนอุบาลีตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการนี้แล จึง บัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย----------------------------------

๒. ปาติโมกขัฏฐปนาสูตร

ว่าด้วยเหตุผลการหยุดสวดปาติโมกข์ ๑๐ ประการ

[๓๒] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การหยุดสวดปาติโมกข์ มีกี่ประการ พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี ๑๐ ประการ ๑๐ ประการ คืออะไรบ้าง คือ(๑) มีภิกษุผู้ต้องปาราชิกนั่งอยูในบริษัทนั้น

(๒) กถาปรารภภิกษุผู้ต้องปาราชิกยังค้างอยู่

(๓) มีอนุปสัมบันนั่งอยู่ในบริษัทนั้น

(๔) กถาปรารภอนุปสัมบันยังค้างอยู่

(๕) มีผู้บอกลาสิกขานั่งอยู่ในบริษัทนั้น

(๖) กถาปรารภผู้บอกลาสิกขายังค้างอยู่

(๗) มีบัณเฑาะก์นั่งอยู่ในบริษัทนั้น

(๘) กถาปรารภบัณเฑาะก์ยังค้างอยู่

(๙) มีผู้ประทุษร้ายภิกษุณี นั่งอยู่ในบริษัทนั้น

(๑๐) กถาปรารภผู้ประทุษร้ายภิกษุณียังค้างอยู่

ดูก่อนอุบาลี การหยุดสวดปาติโมกข์มี ๑๐ ประการนี้แล”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บุคคลผู้เก้อยาก ในที่นี้หมายถึงบุคคลผู้ทุศีล (องฺ.ทสก.อ. ๓๔๒)
  2. ๒อาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน หมายถึงทุกข์โทษความรุนแรงต่าง ๆ เป็นต้นว่า การตบตีกัน การ ทำร้ายกันด้วยท่อนไม้ การประหารกันด้วยศัสตรา การตัดมือตัดเท้ากัน การเดือดร้อนใจเพราะ การเสื่อมเกียรติเสื่อมยศ (องฺ.ทสก.อ. ๓๔๓)
  3. ๓อาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต หมายถึงโทษทุกข์ต่าง ๆ ที่จะพึงได้รับในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น อัน เนื่องมาจากบาปกรรมที่ผู้ไม่สำรวมในสิกขาบทและปาติโมกข์ทำไว้ (องฺ.ทสก.อ. ๓๔๓)
  4. ๔สัทธรรม ธรรมอันดี ในที่นี้หมายถึงหลักหรือแก่นของพระพุทธศาสนา ซึ่งจำแนกเป็น ๓ คือ (๑) ปริยัตติสัทธรรม สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน (ปริยัติ) ได้แก่ พระบาลีพุทธพจน์ พร้อมทั้งอรรถกถา (๒) ปฏิปัตติสัทธรรม สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ ธุดงค์ ๑๓ จาริตตศีล วาริตตศีล สมาธิ และวิปัสสนา โดยสรุปได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือไตรสิกขา (๓) ปฏิเวธสัทธรรม (หรือเรียกว่าอธิคมสัทธรรม) สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วย การปฏิบัติ ได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙คือ มรรค ๔ ผล๔ นิพพาน ๑ อีกนัยหนึ่งได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ (วิ.อ. ๑/๒๓๖, ม.อ. ๓/๘๐,องฺ.เอกก.อ. ๗๘-๗๙, องฺ.ทสก.อ. ๓๔๔)
  5. ๕เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย หมายถึงเพี่อเชิดชูคํ้าจุนประคับประคองพระวินัยทั้ง ๔ คือ สังวรวินัย ปหานวินัย สมถวินัย และบัญญัติวินัย (องฺ.ทสก.อ. ๓๔๔)
  6. ------------------------------------
  7. ๑การหยุดสวดปาติโมกข์ พึงดูรายละเอียดโดยพิสดารในปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ วิ.จุลฺ. (แปล) ๗/ ๑๔๐-๑๕๖/๒๙๗-๓๓๓
  8. ๒ผู้ประทุษร้ายภิกษุณี (ภิกขุนีทูสกะ) หมายถึงบุคล <*> ผู้ล่วงเกินทางเพศต่อภิกษุณีทางมรรคใดมรรคหนึ่ง ในบรรดามรรคทั้ง ๓ (มุขมรรค คือช่องปาก ปัสสาวมรรค คือทวารเบา วัจมรรค คือ ทวารหนัก) ซึ่งห้ามทั้งบรรพชาและอุปสมบท (วิ.อ. ๓/๙๑)
  9. <*>บุคคล - ผู้รวบรวม
หน้า ๖๙

๓. อุพพาหิกาสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรรื้อฟื้นอธิกรณ์

{๓๒} [๓๓] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล สงฆ์พึงสมมติ เพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ”“ดูก่อนอุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล สงฆ์พึงสมมติ เพื่อให้เป็นผู้รื้อฟื้นอธิกรณ์ ธรรม ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้(๑) เป็นผู้มีศีล คือ สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วย อาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษผิดแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย(๒) เป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใดงาม ในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึงพรหมจรรย์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า สมมติ ในที่นี้หมายถึงการที่สงฆ์มีมติแต่งตั้ง การที่สงฆ์รู้ร่วมกัน ตกลงกัน มีมติร่วมกัน หรือยอมรับร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  2. ๒อธิกรณ์ ในที่นี้หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียง กันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย(๒) อนุวาทาธิกรณ์การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่าง ๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงอนุวาทาธิกรณ์ (นัย วิ.อ. ๒/๙๓, ม.มู.อ. ๒/๒, องฺ.ทุก.อ. ๑๒)
  3. ๓เป็นพหูสูต หมายถึงเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนนวังคสัตถุศาสน์ (คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ดูความหมายที่เชิงอรรถในข้อ ๖๘ (ธัมมัญญสูตร มหาวรรค สัตตกนิบาต) องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๖๘/ ๑๔๙) มาครบถ้วนโดยบาลีอนุสนธิเบื้องต้นและเบื้องปลาย เป็นผู้ทรงสุตะหมายถึงเป็นผู้สามารถทรงจำพระพุทธพจน์ที่ตนเรียนแล้ว ได้อย่างแม่นยำ แม้เวลาผ่านไป ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ไม่ลืมเลือน สั่งสมสุตะ หมายถึงเป็นผู้สามารถจดจำได้อย่างขื้นใจโดยพระพุทธพจน์นั้นคงอยู่ในใจตลอดดุจ รอยขีดหินคงอยู่ไม่ลบเลือนและดุจมันเหลวของราชสีห์ที่เก็บไว้ในหม้อทองฉะนั้น (ม.มู.อ. ๒/๑๕๙, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒๙๙, นัย องฺ.อฏฐก.อ. ๒๖๕)

จบ อุปาลิสูตรที่ ๑