พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · มหาวรรค
โกศลสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหาวรรค โกศลสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๖๓–๖๗
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งบัญญัตินิพพานอันยวดยิ่ง ในปัจจุบันไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น เพราะรู้ความเกิด ความดับ คุณโทษ และการสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ประการ จัดเป็นเลิศกว่าการบัญญัติของสมณพราหมณ์ผู้บัญญัตินิพพานอันยวดยิ่งในปัจจุบันไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวตู่เราผู้มีวาทะอย่างนี้ผู้กล่าวอย่างนี้ด้วยคำไม่จริง ด้วยคำเปล่า ด้วยคำเท็จ ด้วยคำ ไม่เป็นจริงว่า ‘พระสมณโคดมไม่บัญญัติความกำหนดรู้กามทั้งหลาย ไม่ บัญญัติความกำหนดรู้รูปทั้งหลาย ไม่บัญญัติความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายไว้’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำหนดรู้กามทั้งหลายเราก็บัญญัติไว้ ความกำหนดรู้รูปทั้งหลายเราก็บัญญัติไว้ และความกำหนดรู้เวทนาทั้งหลายเราก็บัญญัติไว้ เราเป็นผู้หายหิวแล้ว ดับแล้ว เย็นแล้ว จึงบัญญัติอนุปาทาปรินิพพาน ในปัจจุบันไว้”
๑๐. ทุติยโกสลสูตร
ว่าด้วยพระเจ้าเปเสนทิโกศล <*> ทรงนอบน้อมอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้า
{๓๐} [๓๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระเจ้า ปเสนทิโกศลเสด็จกลับจากการรบ ทรงชนะสงครามมาสมพระราชประสงค์
- ๑ผัสสายตนะ ๖ หมายถึงความที่อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ สัมผัสคือ กระทบหรือประจวบกัน ๖ ทาง คือ (๑) จักขุสัมผัส สัมผัสทางตา (คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ กระทบกัน) (๒) โสตสัมผัส สัมผัสทางหู (๓) ฆานสัมผัส สัมผัสทางจมก (๔) ชิวหาสัมผัส สัมผัส ทางลิ้น (๕) กายสัมผัส สัมผัสทางกาย (๖) มโนสัมผัส สัมผัสทางใจ {พึงดูเทียบใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๓,๓๒๗ ม.มู. (แปล) ๑๒/๙๘/๑๐๗}
- ๒อนุปาทาปรินิพพาน หมายถึงภาวะนิพพานที่ปราศจากเหตุปัจจัย (องฺ.สตฺตก.อ. ๑๙๐)
- <*>ปเสนทิโกศล - ผู้รวบรวม
แล้ว ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปยังอาราม เสด็จไปโดย พระราชยานเท่าที่ยานจะไปได้ เสด็จลงจากยานแล้ว เสด็จไปด้วยพระบาท เข้าไปสู่อาราม
ก็สมัยนั้น ภิกษุมากรูปเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ครั้นแล้วตรัสถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ไหนหนอ ด้วยว่าพวกโยมประสงค์จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”
ภิกษุเหล่านั้นถวายพระพรว่า “ขอถวายพระพร พระวิหารนั่นปิดประตูแล้ว ขอมหาบพิตรจงเงียบเสียงเสด็จเข้าไปทางนั้นเถิด ไม่ต้องรีบร้อน เสด็จเข้าไปยังระเบียง ทรงกระแอมแล้วทรงเคาะบานประตูเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงเปิดประตูรับมหาบพิตร”
ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเงียบเสียงเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ที่ปิดประตูแล้วนั้น ครั้นแล้วมิได้ทรงรีบร้อน เสด็จเข้าไปยังระเบียง ทรงกระแอมแล้วทรงเคาะบานประตู พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดประตูรับ ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร ซบพระเศียรลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจุมพิตพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระโอษฐ์ ทรงนวดด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง และทรงประกาศพระนามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล หม่อมฉันคือพระเจ้าปเสนทิโกศล”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรทรงเห็นอำนาจประโยชน์ อะไรเล่า จึงทรงทำความนบนอบอย่างยิ่ง ทรงแสดงการมอบความรักออกมาในสรีระนี้ถึงปานนี้”
- ๑อำนาจประโยชน์ หมายถึงเหตุทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๓๐)
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน เห็นถึงความกตัญญูกตเวที จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก ทรงยังชนเป็นอันมากให้ดำรงอยู่ในอริยญายธรรม คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณธรรม ความเป็นผู้มีกุศลธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดง การมอบความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้มีศีล มีศีลอันเจริญ มีศีลอันประเสริฐ มีศีลเป็นกุศล ทรงประกอบด้วยกุศลศีล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้
ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ทรงอยู่อาศัยเสนาสนะอันสงัดซึ่งตั้งอยู่แนวป่าตลอดกาลนาน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้
ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสันโดษ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้
ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี ทรงเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจแม้นี้แลจึงทำความนบนอบ อย่างยิ่ง แสดงการมอบความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้
ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ได้ตามที่ทรงปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส อำนวยความสะดวกในการเปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็น อำนาจประโยชน์แม้นี้แลจึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบความ รักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้ได้ ฌาน ๔ ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันตามที่ทรงปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แลจึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้
ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกชาติ ก่อนได้เป็นอันมาก คือ ทรงระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติ
- ๑กถา หมายถึงเรื่องที่ควรพูดหรือเรื่องที่ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ คือ (๑) อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าจงมักน้อย (๒) สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำ ชักนำในเชิงว่าจงยินดีพอใจด้วยปัจจัย ๔ (๓) ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด ถ้อยคำชักนำในเชิง ว่าจงสงัดด้วยความสงัดทั้ง ๓ (๔) อสังสัคคกถา เรื่องความคลุกคลี ถ้อยคำชักนำในเชิงว่าอย่าคลุกคลีด้วยความไม่คลุกคลี ๕ อย่าง (๕) วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำ ชักนำในเชิงว่าจงริเริ่มระดมความเพียรทั้งทางกายและจิต (๖) สีลกถา เรื่องศีล ถ้อยคำชักนำให้ตั้ง อยู่ในศีล (๗) สมาธิกถา เรื่องสมาธิ ถ้อยคำชักนำให้ทำจิตมั่น (๘) ปัญญากถา เรื่องปัญญา ถ้อยคำชักนำให้เกิดปัญญา (๙) วิมุตติกถา เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำชักนำให้ทำใจให้หลุดพ้นจากกิเลส (๑๐) วิมุตติญาณทัสสนกถา เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ ถ้อยคำชักนำให้เกิดความรู้ความ เห็นในปัจจเวกขณญาณ ๑๙ อย่าง (นัย องฺ.ปญฺจก.อ.๔๓)
บ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอด สังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ ทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อม ทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงปานนี้ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็น หมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ มิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้ กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณ ทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทรงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์-------------------------------
เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้
ยังมีอีกข้อหนึ่ง พระพุทธเจ้าข้า คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วย พระปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ เห็นอำนาจประโยชน์แม้นี้แล จึงทำความนบนอบอย่างยิ่ง แสดงการมอบ ความรักออกมาในพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงปานนี้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นผู้มีกิจมาก มีกรณียะมาก ขอถวายบังคมลาไป ณ บัดนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ขอมหาบพิตรทรงพิจารณากาลอันควรในบัดนี้เถิด”
ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไป”
จบ มหาวรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สีหนาทสูตร ๒. อธิมุตติปทสูตร
๓. กายสูตร ๔. มหาจุนทสูตร
๕. กสิณสูตร ๖. กาลีสูตร
๗. ปฐมมหาปัญหาสูตร ๘. ทุติยมหาปัญหาสูตร
๙. ปฐมโกสลสูตร ๑๐. ทุติยโกสลสูตร
---------------------------
๔. อุปาลิวรรค
๑. อุปาลิสูตร
ว่าด้วยเหตุผลที่ทรงบัญญัติสิกขาบท ๑๐ ประการ
{๓๑} [๓๑] ครั้งนั้นแลท่านพระอุบาลีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพฺระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระตถาคต ทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไรหนอแลจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอุบาลี ตถาคตอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการแล จึงบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์ แก่สาวกทั้งหลาย อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง คือ
(๑) เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์
(๒) เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์
- --------------------------------
- --------------------------------
- ๑สิกขาบท คือข้อที่ต้องศึกษา บทแห่งการศึกษา แนวทางให้ลุถึงสิกขา ส่วนหนึ่งแห่งสิกขา (วิ.อ.๑/๒๓๓) โดยปริยายหมายถึงบทบัญญัติข้อหนึ่งๆ ในพระวินัยที่ภิกษุพึงศึกษาปฏิบัติ ข้อกำหนดหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นข้อห้ามเพื่อการฝึกฝนตนสำหรับพระภิกษุ หรือส่วนแห่งข้อปฏิบัติในการฝึกตน แต่ละข้อซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ กล่าวให้ชัด ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ แต่ละข้อ ๆ เรียกว่าสิกขาบท เพราะเป็นข้อที่จะต้องศึกษา หรือเป็นบทฝึกฝนอบรมตนของสาธุชน อุบาสก อุบาสิกา สามเณร ภิกษุ และภิกษุณี ตามลำดับ
- ๒ปาติโมกข์ หมายถึงประมวลบทบัญญัติและคำสอนที่เป็นหลักใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มี ๒ คือ อาณาปาติโมกข์ ประมวลบทบัญญัติว่าด้วยข้อห้ามในพระวินัย และโอวาทปาติโมกข์ ประมวล คำสอนที่เป็นหลักสำคัญที่ทรงแสดงแก่พระสาวกเพื่อเผยแผ่พระศาสนา (นัย วิ.อ. ๑/๑๙๐) ในที่นี้ หมายถึงอาณาปาติโมกข์ ซึ่งจำแนกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ภิกขุปาติโมกข์ ประมวลบทบัญญัติสำหรับภิกษุสงฆ์ และ ภิกขุนีปาติโมกข์ ประมวลบทบัญญัติสำหรับภิกษุณีสงฆ์ (องฺ.ทุก.อ. ๗๔) อนึ่ง เกี่ยว กับปาติโมกข์ พึงดูความพิสดารในอุโปสถขันธกะ พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค (แปล) เล่ม ๔ ข้อ ๑๓๒-๑๘๓ หน้า ๒๓๒-๓๒๐
จบ โกศลสูตร ที่ ๒