พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ · อุบาสกวรรค
เวรสูตร เล่ม ๒๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในอุบาสกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ อุบาสกวรรค เวรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๑๗๒–๑๗๖
โดยกรรมไม่ชั่วร้าย ครั้นแสวงหาแล้วเลี้ยงตัวให้สุขสบาย ให้อิ่มหนำ แบ่งปัน ทำบุญ และไม่ละโมบ ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพัน มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์นี้ ก็จัดว่าเป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นใหญ่ สูงสุด ดีกว่า ฉันนั้นเหมือนกัน”
๒. ภยสูตร
ว่าด้วยภัยเวร ๕ ประการ
{๙๒} [๙๒] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นอนาถบิณฑิกคฤหบดีนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสว่า
“ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใดแล อริยสาวกมีภัยเวร ๕ ประการสงบแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งการเข้าถึงกระแสนิพพาน ๔ อย่าง และเห็นแจ้งแทงตลอดดีแล้วซึ่งญายธรรมอันประเสริฐ ด้วยปัญญา เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นเมื่อจำนงอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัย (แดนเปรต) สิ้นแล้ว มีอบายทุคติวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบันผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า’
- ๑ญายธรรม หมายถึงธรรมอันสมเหตุสมผล หรือข้อปฏิบัติอันถูกต้อง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.ม.อ. ๓๖๕, ม.มู.อ.๑/๒๕๑, ม.อุ.อ. ๑๔๔, สํ.ม.อ. ๑๙๕) ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาทและอริยมรรคมีองค์ ๘ (สํ.นิ.อุ. ๘๓) ในที่นี้ ญายธรรมอันประเสริฐ ได้แก่ มรรคพร้อมทั้งวิปัสสนา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๑๐, องฺ.นวก.อ. ๓๑๑, องฺ.ทสก.อ. ๓๖๗)
ภัยเวร ๕ ประการที่สงบแล้วคืออะไรบ้าง คือ
(๑) บุคคลผู้ชอบฆ่าสัตว์ย่อมประสบภัยเวรอันใดซึ่งจะให้ผลในชาตินี้บ้างในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสทางใจบ้าง เพราะปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) เป็นเหตุ ภัยเวรอันนั้นของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้
(๒) บุคคลผู้ชอบลักทรัพย์ย่อมประสบภัยเวรอันใดซึ่งจะให้ผลในชาตินี้บ้างในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจบ้าง เพราะอทินนาทาน (การลักทรัพย์) เป็นเหตุ ภัยเวรอันนั้นของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากอทินนาทานสงบแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้
(๓) บุคคลผู้ชอบประพฤติผิดในกามย่อมประสบภัยเวรอันใดซึ่งจะให้ผลในชาตินี้บ้าง ในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจบ้าง เพราะ กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) เป็นเหตุ ภัยเวรอันนั้นของอริยสาวก ผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจารสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้
(๔) บุคคลผู้ชอบพูดเท็จย่อมประสบภัยเวรอันใดซึ่งจะให้ผลในชาตินี้บ้างในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจบ้าง เพราะมุสาวาท (การพูดเท็จ) เป็นเหตุ ภัยเวรอันนั้นของอริยสาวกผู้เว้นขาดจากมุสาวาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้
(๕) บุคคลผู้ตั้งอยู่ในความประมาทเพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทย่อมประสบภัยเวรอันใดซึ่งจะให้ผลในชาตินี้บ้าง ในชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสทางใจบ้าง เพราะการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นเหตุ ภัยเวรอันนั้นของอริยสาวก ผู้เว้นขาดจากการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท สงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ภัยเวรทั้ง ๕ ประการนี้แลที่สงบแล้ว
ว่าด้วยองค์ธรรมแห่งการเข้าถึงกระแสนิพพาน ๔ ประการ
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งการเข้าถึงกระแสนิพพาน ๔ อย่างเป็นไฉน คือ
(๑) อริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น ไหวในพระพุทธเจ้าว่า‘แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ ดังนี้(๒) อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ ธรรมว่า ‘พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ เฉพาะตน’ ดังนี้
(๓) อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า ‘พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติติแล้ว ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควร คือ คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ เป็นบุรุษบุคคล ๘ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ควรแก่ของบูชา ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่น ยิ่งกว่า’(๔) อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าปรารถนา อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฏฐิไม่จับต้องได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งการเข้าถึงกระแสนิพพาน ๔ อย่างนี้แล
ว่าด้วยญายธรรมอันประเสริฐ
ก็ญายธรรมอันประเสริฐที่อริยสาวกเห็นแจ้งแทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา เป็นไฉน
คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ทำไว้ในใจโดยแยบคายซึ่งปฎิจจสมุปบาท เป็นอย่างดีว่า ‘เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ ด้วยประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง เพราะ อวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยอาการอย่างนี้ญายธรรมอันประเสริฐนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้วแทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญา
เมื่อใดแล อริยสาวกมีภัยเวร ๕ ประการเหล่านี้สงบแล้ว เป็นผู้ประกอบ ด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งการเข้าถึงกระแสนิพพาน ๔ อย่างเหล่านี้ และเห็นแจ้งแทงตลอดดีแล้วซึ่งญายธรรมอันประเสริฐด้วยปัญญา เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นเมื่อจำนงอยู่ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เราเป็นผู้มีนรก สิ้นแล้ว มีกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบายทุคติวินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบันผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่ จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า’
- ๑ปฏิจจสมุปบาทธรรม หมายถึงธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือความเกิดขึ้นพร้อมแห่ง ธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา (นัย ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๓, สํ.ส.อ. ๑๘๖) เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท พึงดูรายละเอียดในมหานิทานสูตร พระบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (แปล) เล่ม ๑๐ ข้อ ๙๕ หน้า ๗๗ เป็นต้นไป
๓. กิงทิฏฐิกสูตร
ว่าด้วยทิฎฐิต่าง ๆ
{๙๓} [๙๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีออกจากพระนครสาวัตถีแต่ยังวันเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น ท่านได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘มิใช่เวลาที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงหลีกเร้นอยู่ มิใช่กาลที่จะเยี่ยมภิกษุทั้งหลายผู้บำเพ็ญเพียรทางใจอยู่ เพราะพวกภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรทางใจยัง หลีกเร้นอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวก อัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด”ลำดับนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก
ก็สมัยนั้นแล พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งชุมนุมกันส่งเสียงดังเอ็ดอึง พูดกันถึงดิรัจฉานกถาหลายอย่าง พอได้เห็นท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงชวนกันให้หยุดด้วยกล่าวว่า “เบาเสียงหน่อย ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อย่าได้เอ็ดอึงไป อนาถบิณฑิกคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกของพระสมณโคดมกำลังเดินมา อนาถบิณฑิกคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกคนหนึ่ง บรรดาคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวซึ่งเป็นสาวกของพระสมณโคดมที่อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี ก็ท่านเหล่านั้นชอบเสียงเบา ได้รับแนะนำในทางเสียงเบา กล่าวสรรเสริญเสียงเบา ถ้ากระไร เขาทราบว่าบริษัทมีเสียงเบาแล้วก็จะสำคัญที่จะเข้ามาหา”ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านอานาถบิณฑิก คฤหบดีเข้าไปหาอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่าน
จบ เวรสูตร