arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ · อุบาสกวรรค

ทิฏฐิสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในอุบาสกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ อุบาสกวรรค ทิฏฐิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๑๗๖–๑๘๑

หน้า ๑๗๖

๓. กิงทิฏฐิกสูตร

ว่าด้วยทิฎฐิต่าง ๆ

{๙๓} [๙๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีออกจากพระนครสาวัตถีแต่ยังวันเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น ท่านได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘มิใช่เวลาที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงหลีกเร้นอยู่ มิใช่กาลที่จะเยี่ยมภิกษุทั้งหลายผู้บำเพ็ญเพียรทางใจอยู่ เพราะพวกภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรทางใจยัง หลีกเร้นอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวก อัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด”ลำดับนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก

ก็สมัยนั้นแล พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งชุมนุมกันส่งเสียงดังเอ็ดอึง พูดกันถึงดิรัจฉานกถาหลายอย่าง พอได้เห็นท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงชวนกันให้หยุดด้วยกล่าวว่า “เบาเสียงหน่อย ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อย่าได้เอ็ดอึงไป อนาถบิณฑิกคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกของพระสมณโคดมกำลังเดินมา อนาถบิณฑิกคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกคนหนึ่ง บรรดาคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวซึ่งเป็นสาวกของพระสมณโคดมที่อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี ก็ท่านเหล่านั้นชอบเสียงเบา ได้รับแนะนำในทางเสียงเบา กล่าวสรรเสริญเสียงเบา ถ้ากระไร เขาทราบว่าบริษัทมีเสียงเบาแล้วก็จะสำคัญที่จะเข้ามาหา”ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านอานาถบิณฑิก คฤหบดีเข้าไปหาอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่าน

หน้า ๑๗๗

อนาถบิณฑก <*> คฤหบดีว่า “บอกหน่อยเถิด คฤหบดี พระสมณโคดมมีทิฏฐิอย่างไร”

ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีตอบว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ ทราบทิฏฐิของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทั้งหมดดอก”

“ดูก่อนคฤหบดี นัยว่า บัดนี้ท่านไม่ทราบทิฏฐิของพระสมณโคดมได้ทั้งหมด ขอท่านจงบอกหน่อย ภิกษุทั้งหลายมีทิฏฐิอย่างไร”

“ท่านผู้เจริญทั้งหลาย แม้ทิฏฐิของภิกษุทั้งหลายข้าพเจ้าก็ไม่ทราบได้ทั้งหมด”

“ดูก่อนคฤหบดี นัยว่า ท่านไม่ทราบทิฏฐิของพระสมณโคดมได้ทั้งหมด ทั้งไม่ทราบทิฏฐิของพวกภิกษุได้ทั้งหมดด้วยประการดังนี้ ขอท่านจงบอกหน่อย ตัวท่านมีทิฏฐิอย่างไร”

“ท่านผู้เจริญทั้งหลาย การที่ข้าพเจ้าบอกทิฏฐิของข้าพเจ้าว่ามีอย่างใด นั้นเป็นการไม่ยาก เชิญท่านทั้งหลายบอกทิฏฐิของตนเสียก่อน ข้าพเจ้าจะบอกทิฏฐิของข้าพเจ้าว่ามีอย่างใด ซึ่งเป็นการทำไม่ยากในภายหลัง”

เมื่อท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกคนหนึ่งได้ กล่าวกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า “ดูก่อนคฤหบดี เรามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า”

ปริพาชกอีกคนหนึ่งกล่าวกะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า “ดูก่อนคฤหบดี เรามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า”

ปริพาชกอีกคนหนึ่งได้กล่าวกะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า “ดูก่อนคฤหบดี โลกมีที่สุด ... อีกคนหนึ่งพูดว่า ‘โลกไม่มีที่สุด ... อีกคนหนึ่งพูดว่า ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ... อีกคนหนึ่งพูดว่า ‘ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ... อีกคนหนึ่งพูดว่า ‘สัตวโลก <*> หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก ... อีกคนหนึ่งพูดว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. <*>อนาถบิณฑิก - ผู้รวบรวม
  2. <*>สัตว์โลก - ผู้รวบรวม
หน้า ๑๗๘

‘สัตว์โลกหลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก ... อีกคนหนึ่งพูดว่า ‘สัตว์โลกหลัง จากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ... อีกคนหนึ่งพูดว่า “ดูก่อนคฤหบดี เรามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘สัตว์โลกหลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า”

เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ กล่าวกะปริพาชกเหล่านั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านผู้มีอายุใดกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนคฤหบดี เรามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ดังนี้ ทิฏฐินี้ของท่านผู้มีอายุนั้นเกิดขึ้นเพราะอโยนิโสมนสิการ (การทำไว้ในใจ โดยไม่แยบคาย) ของตนเป็นเหตุหรือเพราะกระแสเสียงของผู้อื่นเป็นปัจจัย ก็ทิฎฐินั้นเป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้น แล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง

สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ ท่านผู้มีอายุนั้นเป็นผู้ยึดติดสิ่งนั้นแหละ เข้าถึงสิ่งนั้นแหละแม้ท่านผู้มีอายุใดกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนคฤหบดี เรามีทิฏฐิอย่างนี้ ว่า ‘โลกไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า’ ดังนี้ แม้ทิฏฐินี้ของท่านผู้มีอายุนั้นก็เกิดขึ้นเพราะอโยนิโสมนสิการของตนเป็นเหตุหรือเพราะกระแส เสียงของผู้อื่นเป็นปัจจัย ก็ทิฏฐินั้นเป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ ท่านผู้มีอายุนั้นเป็นผู้ยึดติด สิ่งนั้นแหละ เข้าถึงสิ่งนั้นแหละแม้ท่านผู้มีอายุรูปใดกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนคฤหบดี เรามีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกมีที่สุด... ‘โลกไม่มีที่สุด... ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น... ‘ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง... ‘สัตว์โลกหลังจากตายไปย่อมเกิดอีก ... ‘สัตว์โลก

หน้า ๑๗๙

หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก... ‘สัตว์โลกหลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี... ‘สัตว์โลกหลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า” ดังนี้ แม้ทิฏฐินี้ของท่านผู้มีอายุนั้นก็เกิดขึ้น เพราะอโยนิโสมนสิการของตนเป็นเหตุหรือเพราะกระแสเสียงของผู้อื่นเป็น ปัจจัย ก็ทิฎฐินั้นเป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ ท่านผู้มีอายุนั้นเป็นผู้ยึดติดสิ่งนั้นแหละ เข้าถึงสิ่งนั้นแหละ”เมื่อท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าว กะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า “ดูก่อนคฤหบดี พวกเราทั้งหมดบอกทิฏฐิของตนแล้ว ท่านจงบอกมาบ้าง ท่านมีทิฏฐิอย่างไร”

“ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ ข้าพเจ้ามีความเห็นสิ่งนั้นอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา”

“ดูก่อนคฤหบดี สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ ท่านก็เป็นผู้ยึดติดสิ่งนั้นแหละ เข้าถึงสิ่งนั้นแหละ”

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลายก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นแล้วถูกปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถูกปัจจัยก่อขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ ข้าพเจ้าเห็นสิ่งนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตา

หน้า ๑๘๐

ของเรา’ ทั้งรู้ประจักษ์ซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งสิ่งนั้นอย่างยอดเยี่ยม ตามความเป็นจริง”

เมื่ออนาถบิณฑิกคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกเหล่านั้นพากันนั่ง นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณไป ลำดับนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีทราบว่าปริพาชกเหล่านั้นเป็นผู้นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณไป จึงลุกจากอาสนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้ว ได้กราบทูลถึงเรื่องที่สนทนากับอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นทั้งหมดแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบทุกประการพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดีละ ดีแล้ว คฤหบดี พวกโมฆบุรุษ เหล่านั้นควรถูกข่มด้วยดีด้วยเหตุผลตามกาลอันควร”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอนาถบิณฑิกคฤหบดีให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา อนาถบิณฑิกคฤหบดีผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้วลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณ แล้วหลีกไป

เมื่ออนาถบิณฑิกคฤหบดีหลีกไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะ ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดแลเป็นผู้มีธรรมอันไม่หวั่นไหวในธรรมวินัยนี้ตลอดกาลนาน ภิกษุแม้นั้นก็พึงข่มอัญเดียรถีย์ปริพาชก เหล่านั้นได้ด้วยดีด้วยเหตุผล เหมือนอย่างที่อนาถบิณฑิกคฤหบดีข่มแล้วฉะนั้น”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โมฆบุรุษ บุรุษเปล่า คนเปล่าประโยชน์ คนโง่ คนหลงงมงาย คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยังไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๔๔, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๖๘)
หน้า ๑๘๑

๔. วัชชิยมาหิตสูตร

ว่าด้วยตบะที่ควรบำเพ็ญและไม่ควรบำเพ็ญ

{๙๔} [๙๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งสระโบกขรณีชื่อ คัคครา ใกล้เมืองจัมปา ครั้งนั้นแล คฤหบดีชื่อวัชชิยมาหิตะได้ออกจากเมือง จัมปาแต่ยังวันเพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น ท่านได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘มิใช่เวลาที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงหลีกเร้นอยู่ มิใช่กาลที่จะเยี่ยมภิกษุทั้งหลายผู้บำเพ็ญเพียร ทางใจอยู่ เพราะพวกภิกษุผู้บำเพ็ญเพียรทางใจยังหลีกเร้นอยู่ อย่ากระนั้น เลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด”

ลำดับนั้น วัชชิยมาหิตคฤหบดีจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ ปริพาชกก็สมัยนั้นแล พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งชุมนุมกันส่งเสียงดังเอ็ดอึง พูดกันถึงดิรัจฉานกถาหลายอย่าง พอได้เห็นวัชชิยมาหิตคฤหบดีเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงชวนกันให้หยุดด้วยกล่าวว่า “เบาเสียงหน่อยท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย อย่าได้เอ็ดอึงไป วัชชิยมาหิตคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกของพระสมณโคดมกำลังเดินมา วัชชิยมาหิตคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกคนหนึ่งบรรดา คฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวซึ่งเป็นสาวกของพระสมณโคดมที่อาศัยอยู่ในเมืองจัมปา ก็ท่านเหล่านั้นชอบเสียงเบา ได้รับแนะนำในทางเสียงเบา กล่าวสรรเสริญเสียงเบา ถ้ากระไร เขาทราบว่าบริษัทมีเสียงเบาแล้วก็จะสำคัญที่จะเข้ามาหา” ลำดับนั้น ปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ครั้งนั้นแล วัชชิยมาหิตคฤหบดีเข้าไปหาพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกถีงที่ อยู่ ครั้นแล้วได้สนทนาปราศรัยกับอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นผ่าน การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว อัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านวัชชิยมาหิตคฤหบดีว่า “ดูก่อน คฤหบดี ได้ยินมาว่าพระสมณโคดมทรงตำหนิตบะทุกอย่าง ทรงคัดด้าน

จบ ทิฏฐิสูตร