arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ · อากังขวรรค

อากังขสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในอากังขวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ อากังขวรรค อากังขสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๑๒๗–๑๓๐

หน้า ๑๒๗

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อวิชชาสูตร ๒. ตัณหาสูตร

๓. นิฏฐังคตสูตร ๔. อเวจจัปปสันนสูตร

๕. ปฐมสุขสูตร ๖. ทุติยสุขสูตร

๗. ปฐมนฬกปานสูตร ๘. ทุติยนฬกปานสูตร

๙. ปฐมกถาวัตถุสูตร ๑๐. ทุติยกถาวัตถุสูตร

(๘) ๓. อากังขวรรค

๑. อากังขสูตร

ว่าด้วยข้อที่พึงหวังได้ ๑๐ อย่าง

{๗๑} [๗๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์อยู่เถิด จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวรศีล ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด จงเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษา อยู่ในสิกขาบททั้งหลายเถิด”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราเป็นที่รัก เป็นที่ ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นผู้ควรยกย่องของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิต

หน้า ๑๒๘

ของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่ สุญญาคาร เถิด (๑)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ใน ศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๒)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘เราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของเทวดาหรือมนุษย์เหล่าใด ขอให้ สักการะเหล่านั้นของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นพึงมีผลมากมีอานิสงส์มากเถิด’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๓)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ญาติและสาโลหิตของเรา เหล่าใดล่วงลับทำกาละไปแล้ว ยังมีจิตเลื่อมใสระลึกถึงเราอยู่ ขอให้ความ ระลึกถึงด้วยจิตอันเลื่อมใสของญาติและสาโลหิตเหล่านั้นพึงมีผลมากมีอานิสงส์มากเถิด’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๔)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราเป็นผู้สันโดษ ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารตามมีตามได้เถิด’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๕)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราเป็นผู้อดทน ต่อความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เป็นผู้มีปกติอดทนได้ต่อถ้อยคำที่กล่าวร้าย หยาบคายอันเถิดขึ้นแล้ว เป็นผู้อดทนได้ต่อทุกขเวทนาทางร่างกายที่กล้าแข็ง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคาร หมายถึงการที่ภิกษุเรียนสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วเข้า ไปสู่เรือนว่าง (หามุมสงบ) นั่งพิจารณากัมมัฏฐานตลอดคืนและวัน (ม.มู.อ. ๑/๑๖๙, องฺ.ทสก.อ. ๓๕๗)
หน้า ๑๒๙

เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ แทบจะคร่าชีวิตไปได้เถิด’ ดังนี้ ภิกษุนั้น ก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๖)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราเป็นผู้ข่มความไม่ยินดีและความยินดีได้ อนึ่ง ความไม่ยินดีและความยินดีอย่าครอบงำเราได้ เราพึงครอบงำย่ำยีความไม่ยินดีและความยินดีที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ได้เถิด’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๗)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราเป็นผู้ข่มความกลัว และความขลาดได้

อนึ่ง ความกลัวและความขลาดอย่าครอบงำเราได้ เราพึงครอบงำย่ำยีความกลัวและความขลาดที่เกิดขึ้นแล้วอยู่ได้เถิด’ ดังนี้ ภิกษุ นั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๘)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราเป็นผู้ได้ฌาน ๔ ที่ ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากเถิด’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล ... เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๙)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า ‘ขอให้เราทำให้แจ้งซึ่งเจโต วิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญา อันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ได้’ ดังนี้ ภิกษุนั้นก็พึงทำให้บริบูรณ์ในศีล หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบ ด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนการอยู่สุญญาคารเถิด (๑๐)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำที่เรากล่าวว่า ‘เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ มีปาติโมกข์สมบูรณ์อยู่เถิด จงเป็นผู้สำรวมในปาติโมกขสังวรศีล ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรอยู่เถิด จงเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียง เล็กน้อยสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายเถิด’ดังนี้ เราอาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว”

หน้า ๑๓๐

๒. กัณฏกสูตร

ว่าด้วยสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ ๑๐ อย่าง

{๗๒} [๗๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี พร้อมด้วยพระเถระผู้เป็นสาวกซี่งมีชื่อเสียงหลาย รูป คือ ท่านพระปาละ ท่านพระอุปปาละ ท่านพระกักกฏะ ท่านพระกฬิมภะ ท่านพระนิกฎะ ท่านพระกฎิสสหะ และพร้อมด้วยพระเถระผู้เป็นสาวกซื่งมีชื่อเสียงอื่น ๆ

ก็สมัยนั้นแล พวกเจ้าลิจฉวีที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากขึ้นยานชั้นดี ส่งเสียง ดังอึกทึกครึกโครมต่อเนื่องกันเข้าไปยังป่ามหาวันเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้นแล ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ได้มีความปริวิตกว่า “พวกเจ้าลิจฉวี ที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากเหล่านี้ ขึ้นยานชั้นดี ส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครมต่อเนื่องกัน เข้ามายังป่ามหาวันเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ว่าฌานมีเสียงเป็นปฏิปักษ์ ถ้ากระไร พวกเราพึงเข้าไปยังโคสิงคสาลทายวัน ณ ที่นั้น พวกเราก็จะเป็นผู้เงียบเสียง ไม่พลุกพล่าน อยู่กันอย่างผาสุก” ครั้ง นั้นแล ท่านผู้มีอายุเหล่านั้นเข้าไปยังโคสิงคสาลทายวัน ณ ที่นั้น ท่านผู้ มีอายุเหล่านั้นเป็นผู้เงียบเสียง ไม่พลุกพล่าน อยู่กันอย่างผาสุกครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ปาลภิกษุไปไหน อุปปาลภิกษุไปไหน กักกฎภิกษุไปไหน กฬิมภภิกษุ ไปไหน นิกฏภิกษุไปไหน กฏิสสหภิกษุไปไหน พระเถระผู้เป็นสาวกเหล่านั้นไปไหน”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ท่านผู้มีอายุเหล่านั้นคิดว่า พวกเจ้าลิจฉวีที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากเหล่านี้ขึ้นยานชั้นดี ส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครมต่อเนื่องกันเข้ามายังป่ามหาวัน เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าฌานมีเสียงเป็นปฏิปักษ์ ถ้ากระไร

จบ อากังขสูตร