พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · พราหมณวรรค
นิพพุตสูตร เล่ม ๒๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๙๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในพราหมณวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรค นิพพุตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๐ หน้า ๒๔๖–๒๔๘
ดูก่อนพราหมณ์บุคคลผู้หลงถูกโมหะครอบงำ มีจิตถูกโมหะกลุ้มรุมแล้ว แม้ประโยชน์ของตนก็ไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง แม้ประโยชน์ของผู้อื่นก็ไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง แม้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็ไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว แม้ประโยชน์ของตนเองก็รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง แม้ประโยชน์ของผู้อื่นก็รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง แม้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายก็รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน แม้อย่างนี้แล”พราหมณ์ปริพาชกนั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
๕. นิพพุตสูตร
ว่าด้วยพระนิพพาน
{๔๙๕} [๙๑๑] ครั้งนั้นแล ชาณุสโสณีพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ... ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ‘นิพพานอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง นิพพานอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง’ ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล นิพพานจึงเป็นอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้กำหนัดถูกราคะครอบงำ มีจิตถูกราคะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
บ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว ก็ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต ดูก่อนพราหมณ์ นิพพานย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน แม้อย่างนี้แลดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้โกรธ ...
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้หลงถูกโมหะครอบงำ มีจิตถูกโมหะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อมเสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว ก็ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต ดูก่อนพราหมณ์ นิพพานย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ... แม้อย่างนี้แลดูก่อนพราหมณ์ ในเมื่อบุคคลนี้เสวยธรรมเป็นที่สิ้นราคะอันไม่มีส่วนเหลือ เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโทสะอันไม่มีส่วนเหลือ เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโมหะอันไม่มีส่วนเหลืออยู่ นิพพานย่อมเป็นอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังได้กล่าวมาแล้วแล”
ชาณุสโสณีพราหมณ์นั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมได้โปรดจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
๖. ปโลกสูตร
ว่าด้วยสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีจำนวนน้อยลง
{๔๙๖} [๙๑๒] ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ... พราหมณ์มหาศาลนั้นนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาแต่บุรพพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวไว้ว่า ‘ได้ยินว่า แต่ก่อนโลกนี้ย่อมหนาแน่นด้วยพวกมนุษย์เหมือนอเวจีมหานรก หมู่บ้าน นิคม ชนบท และราชธานีมีทุกระยะไก่บินตก’ ดังนี้ พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ทุกวันนี้หมดไป ปรากฏว่ามีน้อย แม้หมู่บ้านก็ไม่เป็นหมู่บ้าน แม้นิคมก็ไม่เป็นนิคม แม้นครก็ไม่เป็นนคร แม้ชนบทก็ไม่เป็นชนบท”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ทุกวันนี้พวกมนุษย์เป็นผู้กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำ ประกอบด้วยมิจฉาธรรม พวกมนุษย์ผู้กำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดผิดธรรม ถูกความโลภไม่สม่ำเสมอครอบงำ ประกอบด้วยมิจฉาธรรมเหล่านั้น ต่างก็ฉวยศัสตราอันคมเข้าเข่นฆ่ากันและกัน เพราะเหตุนั้น มนุษย์จึงล้มตายเสียเป็นอันมาก ดูก่อนพราหมณ์ แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์
- ๑...มีทุกระยะไก่บินตก ข้อความนี้แสดงถึงความมีประชากรอาศัยอยู่กันหนาแน่น (องฺ.ติก.อ. ๑๕๙)
- ๒ความกำหนัดผิดธรรม หมายถึงความยินดีอยากได้ในสิ่งของเครื่องใช้ของผู้อื่น (องฺ.ติก.อ. ๑๕๙)
- ๓ความโลภไม่สมํ่าเสมอ ความจริง กาลที่สม่ำเสมอแห่งความโลภย่อมไม่มี มีแต่ไม่สม่ำเสมอโดยส่วนเดียว แต่ความโลภที่เกิดขึ้นในวัตถุที่ตนครอบครองหวงแหนชื่อว่าความโลภสม่ำเสมอ ที่เกิดขึ้นในวัตถุที่ผู้อื่นครอบครองหวงแหน จึงชื่อว่าความโลภไม่สมํ่าเสมอ (องฺ.ติก.อ. ๑๕๙)
- ๔ประกอบด้วยมิจฉาธรรม ในที่นี้หมายถึงชอบซ่องเสพวัตถุอันผิดธรรมชาติ คือ มีรสนิยมวิปริต จากรสนิยมที่ชาวโลกยอมรับกัน (นัย องฺ.ติก.อ. ๑๕๙)
จบ นิพพุตสูตร