พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย · ติกนิบาต
พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ เล่ม ๒๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙๖–๕๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในติกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๖. อเจลกวคฺค
๖. อเจลกวรรค
หมวดว่าด้วยคนเปลือย
ว่าด้วยปฏิปทา ๓ อย่าง
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒๐ หน้า ๒๘๘–๒๙๒ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒๐ หน้า ๔๐๑–๔๑๑
[๑๕๗-๑๖๓] ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว ปฏิปทา. กตมา ติสฺโส ? อาคาฬฺหา ปฏิปทา นิชฺฌามา ปฏิปทา มชฺฌามา ปฏิปทา. กตมา จ ภิกฺขเว อาคาฬฺหา ปฏิปทา ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ เอวํวาที โหติ เอวํทิฏฺฐิ “นตฺถิ กาเมสุ โทโส”ติ. โส กาเมสุ ปาตพฺยตํ อาปชฺชติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อาคาฬฺหา ปฏิปทา.
กตมา จ ภิกฺขเว นิชฺฌามา ปฏิปทา ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อเจลโก โหติ มุตฺตาจาโร หตฺถาวเลขโน (๑) น เอหิภทนฺติโก, น ติฏฺฐภทนฺติโก, นาภิหฏํ, น อุทฺทิสฺสกตํ, น นิมนฺตนํ สาทิยติ, โส น กุมฺภิมุขา ปฏิคฺคณฺหาติ, น กโฬปิมุขา (๒) ปฏิคฺคณฺหาติ, น เอลกมนฺตรํ, น ทณฺฑมนฺตรํ, น มุสลมนฺตรํ, น ทฺวินฺนํ ภุญฺชมานานํ, น คพฺภินิยา, น ปายมานาย, น ปุริสนฺตรคตาย น สํกิตฺตีสุ, น ยตฺถ สา อุปฏฺฐิโต โหติ, น ยตฺถ มกฺขิกา สณฺฑสณฺฑจารินี, (๓) น มจฺฉํ, น มํสํ, น สุรํ, น เมรยํ, น ถูโสทกํ ปิวติ, โส เอกาคาริโก วา โหติ เอกาโลปิโก, ทฺวาคาริโก วา โหติ ทฺวาโลปิโก, ... สตฺตาคาริโก วา โหติ สตฺตาโลปิโก,
เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา ยาเปติ ทฺวีหิปิ ทตฺตีหิ ยาเปติ, ... สตฺตหิปิ ทตฺตีหิ ยาเปติ, เอกาหิกมฺปิ อาหารํ อาหาเรติ, ทฺวีหิกมฺปิ อาหารํ อาหาเรติ, ... สตฺตาหิกมฺปิ อาหารํ อาหาเรติ. อิติ เอวรูปํ อฑฺฒมาสิกมฺปิ ปริยายภตฺตโภชนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ. โส สากภกฺโขปิ โหติ, สามากภกฺโขปิ โหติ, นิวารภกฺโขปิ โหติ, ททฺทุลภกฺโขปิ โหติ, หฏภกฺโขปิ โหติ, กณภกฺโขปิ โหติ, อาจามภกฺโขปิ โหติ, ปิญฺญากภกฺโขปิ โหติ, ติณภกฺโขปิ โหติ, โคมยภกฺโขปิ โหติ, วนมูลผลาหาโร ยาเปติ, ปวตฺตผลโภชี. โส สาณานิปิ ธาเรติ, มสาณานิปิ ธาเรติ, ฉวทุสฺสานิปิ ธาเรติ, ปํสุกูลานิปิ ธาเรติ, ติรีฏกานิปิ (๔) ธาเรติ, อชินานิปิ
(๕) ธาเรติ, อชินกฺขิปมฺปิ ธาเรติ, กุสจีรมฺปิ ธาเรติ, วากจีรมฺปิ ธาเรติ, ผลกจีรมฺปิ ธาเรติ, เกสกมฺพลมฺปิ ธาเรติ, วาลกมฺพลมฺปิ ธาเรติ, อุลูกปกฺขมฺปิ (๖) ธาเรติ, เกสมสฺสุโลจโกปิ โหติ เกสมสฺสุโลจนานุโยคมนุยุตฺโต, อุพฺภฏฺฐโกปิ โหติ อาสนปฏิกฺขิตฺโต, อุกฺกุฏิโกปิ โหติ อุกฺกุฏิกปฺปธานมนุยุตฺโต, กณฺฏกาปสฺสยิโกปิ โหติ กณฺฏกาปสฺสเย เสยฺยํ กปฺเปติ, สายตติยกมฺปิ อุทโกโรหนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ. อิติ เอวรูปํ อเนกวิหิตํ กายสฺส อาตาปนปริตาปนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว นิชฺฌามา ปฏิปทา.
กตมา จ ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ? อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. เวทนาสุ. จิตฺเต. ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา. อิมา โข ภิกฺขเว ติสฺโส ปฏิปทาติ. (๑)
ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว ปฏิปทา. กตมา ติสฺโส ? อาคาฬฺหา ปฏิปทา นิชฺฌามา ปฏิปทา มชฺฌิมา ปฏิปทา. กตมา จ ภิกฺขเว อาคาฬฺหา ปฏิปทา ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อาคาฬฺหา ปฏิปทา.
กตมา จ ภิกฺขเว นิชฺฌามา ปฏิปทา ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว นิชฺฌามา ปฏิปทา.
กตมา จ ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ? อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. (๒)
ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ. วีริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ. จิตฺตสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ. วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ฯเปฯ (๓)
สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ. วีริยินฺทฺริยํ ภาเวติ. สตินฺทฺริยํ ภาเวติ. สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ. ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ฯเปฯ (๔)
สทฺธาพลํ ภาเวติ. วีริยพลํ ภาเวติ. สติพลํ ภาเวติ. สมาธิพลํ ภาเวติ. ปญฺญาพลํ ภาเวติ. ฯเปฯ (๕)
สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. วีริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ฯเปฯ (๖)
สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ. สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาเวติ. สมฺมาวาจํ ภาเวติ. สมฺมากมฺมนฺตํ ภาเวติ. สมฺมาอาชีวํ ภาเวติ. สมฺมาวายามํ ภาเวติ. สมฺมาสตึ ภาเวติ. สมฺมาสมาธึ ภาเวติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา. อิมา โข ภิกฺขเว ติสฺโส ปฏิปทาติ. (๗) อเจลกวคฺโค ฉฏฺโฐ. ตสฺสุทฺทานํ
สติปฏฺฐานํ สมฺมปฺปธานํ อิทฺธิปาทินฺทฺริเยน จ
พลํ โพชฺฌงฺโค มคฺโค จ ปฏิปทาย โยชเยติ.
- ๑ฉ.ม. หตฺถาปเลขโณ
- ๒สี.กํ ขโฬปิมุขา
- ๓อิ.สณฺฑจารินี
- ๔ฉ.ม.ติริฏานิปิ
- ๕ฉ.ม. อชินมฺปิ
- ๖ฉ.ม.อุลูกปกฺขิกมฺปิ
[๑๕๗-๑๖๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๓ ประการ
ปฏิปทา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ปฏิปทาอย่างหยาบ ๒. ปฏิปทาอย่างเหี้ยมหาญ
๓. ปฏิปทาอย่างกลาง
ปฏิปทาอย่างหยาบ เป็นอย่างไร
คือ บุคคลบางคนในโลกนี้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “โทษในกามทั้งหลาย ไม่มี” เขาย่อมตกเป็นเหยื่อในกามทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิปทาอย่างหยาบ
ปฏิปทาอย่างเหี้ยมหาญ เป็นอย่างไร
คือ คนเปลือยบางคนในโลกนี้ไร้มารยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษา ก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาเจาะจงทำไว้ ไม่ยินดีกิจนิมนต์ ไม่รับภิกษาปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากกระเช้า ไม่รับภิกษาคร่อม ธรณีประตู ไม่รับภิกษาคร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาคร่อมสาก ไม่รับภิกษาที่คนสอง คนบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงที่กำลังให้ลูกดูดนม ไม่รับภิกษาของหญิงที่คลอเคลียคน ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่ ที่รับเลี้ยงดูลูกสุนัข ไม่รับภิกษาในที่แมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่ม ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย
ไม่ดื่มน้ำหมักดอง เขารับภิกษาเฉพาะที่เรือนหลังเดียว เยียว ยาอัตภาพด้วยข้าวคำเดียว รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง เยียวยา อัตภาพด้วยข้าว ๒ คำ ฯลฯ หรือรับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง เยียวยาอัตภาพด้วยข้าว ๗ คำ เยียวยาอัตภาพ ด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง เยียวยาอัตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อย ๒ ใบบ้างฯลฯ เยียวยาอัตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อย ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วัน เดียวบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้ ๒ วันบ้าง ฯลฯ กินอาหารที่เก็บค้างไว้เจ็ดวันบ้าง เขาหมั่นประกอบในการบริโภคที่เวียนมาตั้งกึ่งเดือนเช่นนี้อยู่
คนเปลือยนั้นกินผักดองเป็นอาหารบ้าง กินข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง กินลูก เดือยเป็นอาหารบ้าง กินกากข้าวเป็นอาหารบ้าง กินยาง เป็นอาหารบ้าง กินรำ เป็นอาหารบ้าง กินข้าวตังเป็นอาหารบ้าง กินกำยานเป็นอาหารบ้าง กินหญ้าเป็น อาหารบ้าง กินมูลโคเป็นอาหารบ้าง กินเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหารบ้าง กิน ผลไม้ที่หล่นเยียวยาอัตภาพ เขานุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้า ห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่ม หนังเสือที่มีเล็บติดอยู่บ้าง นุ่งห่มคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่ม ผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขน สัตว์ร้ายบ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด หมั่นประกอบ การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวปฏิเสธการนั่งบ้าง นั่งกระโหย่ง ประกอบ ความเพียรด้วยการนั่งกระโหย่งบ้าง นอนบนหนาม สำเร็จการนอนบนหนามบ้าง อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง หมั่นประกอบการลงน้ำบ้าง เขาหมั่นประกอบการทำร่างกาย ให้เดือดร้อนหลายวิธีดังกล่าวมานี้อยู่ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิปทาอย่างเหี้ยมหาญ
(๑. สติปัฏฐานสูตร)
ปฏิปทาอย่างกลาง เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ฯลฯ พิจารณา เห็นจิตในจิต ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิปทาอย่างกลาง
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๓ ประการนี้แล
(๒. สัมมัปปธานสูตร)
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๓ ประการนี้
ปฏิปทา ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ปฏิปทาอย่างหยาบ ๒. ปฏิปทาอย่างเหี้ยมหาญ
๓. ปฏิปทาอย่างกลาง
ปฏิปทาอย่างหยาบ เป็นอย่างไร
ฯลฯ นี้เรียกว่า ปฏิปทาอย่างหยาบ
ปฏิปทาอย่างเหี้ยมหาญ เป็นอย่างไร
ฯลฯ นี้เรียกว่า ปฏิปทาอย่างเหี้ยมหาญ
ปฏิปทาอย่างกลาง เป็นอย่างไร
คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดแล้ว สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
(๓. อิทธิปาทสูตร)
ภิกษุนั้นเจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร(สมาธิที่เกิดจาก ฉันทะและความเพียรสร้างสรรค์) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีริยสมาธิปธาน สังขาร(สมาธิที่เกิดจากวิริยะและความเพียรสร้างสรรค์) เจริญอิทธิบาทที่ประกอบ ด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร(สมาธิที่เกิดจากจิตตะและความเพียรสร้างสรรค์) เจริญ อิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร(สมาธิที่เกิดจากวีมังสาและความ เพียรสร้างสรรค์) ฯลฯ
(๔. อินทริยสูตร)
เจริญสัทธินทรีย์ เจริญวีริยินทรีย์ เจริญสตินทรีย์ เจริญสมาธินทรีย์ เจริญ ปัญญินทรีย์ ฯลฯ
(๕. พลสูตร)
เจริญสัทธาพละ เจริญวีริยพละ เจริญสติพละ เจริญสมาธิพละ เจริญ ปัญญาพละ ฯลฯ
(๖. สัมโพชฌังคสูตร)
เจริญสติสัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้) เจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเฟ้นธรรม) เจริญวีริย สัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) เจริญปีติสัมโพชฌงค์(ธรรม เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่ง การตรัสรู้คือความสงบกายสงบใจ) เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการ ตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น) เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์(ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือ ความวางใจเป็นกลาง) ฯลฯ
(๗. มัคคสูตร)
เจริญสัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ) เจริญสัมมาสังกัปปะ(ดำริชอบ) เจริญสัมมาวาจา (เจรจาชอบ) เจริญสัมมากัมมันตะ(กระทำชอบ) เจริญสัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) เจริญสัมมาวายามะ(พยายามชอบ) เจริญสัมมาสติ(ระลึกชอบ) เจริญสัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)
ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ปฏิปทาอย่างกลาง
ภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทา ๓ ประการนี้แล
อเจลกวรรคที่ ๖ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สติปัฏฐานสูตร ๒. สัมมัปปธานสูตร
๓. อิทธิปาทสูตร ๔. อินทริยสูตร
๕. พลสูตร ๖. สัมโพชฌังคสูตร
๗. มัคคสูตร
- ๑ภิกษา คืออาหาร ของขบเคี้ยว
- ๒คำว่า ยาง (หฏะ) หมายรวมถึงสาหร่ายและยางไม้ด้วย (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๔/๒๔๘)
- ๓ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๓๙๔-๓๙๗ เอกกนิบาต หน้า ๔๒ ในเล่มนี้
๗. กมฺมปถเปยฺยาล
[๑๖๔-๑๘๓] ตีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย. กตเมหิ ตีหิ ? อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ, ปาณาติปาเต จ สมนุญฺโญ โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย. ตีหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค. กตเมหิ ตีหิ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ, ปาณาติปาตา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๒)
อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ, ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ, อทินฺนาทาเน จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ, อทินฺนาทานา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๔)
อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ, ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจาเร สมาทเปติ, กาเมสุ มิจฺฉาจาเร จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ, กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๖)
อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ, ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ, มุสาวาเท จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ, มุสาวาทา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๘)
อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ, ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ, ปิสุณาย วาจาย จ สมนุญฺโญ โหติ ฯลฯ
อตฺตนา จ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ, ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๑๐)
อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ, ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ, ผรุสาย วาจาย จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ, ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๑๒)
อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ, ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ, สมฺผปฺปลาเป จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา สมาทเปติ, สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๑๔)
อตฺตนา จ อภิชฺฌาลุ โหติ, ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ, อภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลุ โหติ, ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ, อนภิชฺฌาย จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๑๖)
อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ, ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ, พฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ, ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ, อพฺยาปาเท จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ (๑๘)
อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ, มิจฺฉาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ ฯเปฯ
อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ, สมฺมาทิฏฺฐิยา จ สมนุญฺโญ โหติ. อิเมหิ โข ภิกฺขเว ตีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ. (๒๐) กมฺมปถเปยฺยาลํ นิฏฺฐิตํ.
๗. กัมมปถเปยยาล
ว่าด้วยธรรม ๓ ประการมีหลายนัย
(๑. ปาณ - อปาณสูตร)
[๑๖๔-๑๘๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วย ธรรม ๓ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์
๓. เป็นผู้พอใจการฆ่าสัตว์
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับ อัญเชิญไปประดิษฐานไว้
ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
ฯลฯ
(๒. อทินนาทาน - อนทินนาทานสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้ลักทรัพย์ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์
๓. เป็นผู้พอใจการลักทรัพย์
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการลักทรัพย์
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการลักทรัพย์
ฯลฯ
(๓. มิจฉา - สัมมาสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกาม
๒. ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม
๓. เป็นผู้พอใจการประพฤติผิดในกาม
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
ฯลฯ
(๔. มุสาวาที - อมุสาวาทีสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้พูดเท็จ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ
๓. เป็นผู้พอใจการพูดเท็จ
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเท็จ
ฯลฯ
(๕. ปิสุณา - อปิสุณาสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้พูดส่อเสียด ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด
๓. เป็นผู้พอใจการพูดส่อเสียด
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดส่อเสียด
ฯลฯ
(๖. ผรุส - อผรุสสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ
๓. เป็นผู้พอใจการพูดคำหยาบ
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดคำหยาบ
ฯลฯ
(๗. สัมผัปปลาป - อสัมผัปปลาปสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อ
๓. เป็นผู้พอใจการพูดเพ้อเจ้อ
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ
๒. ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
๓. เป็นผู้พอใจการงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
ฯลฯ
(๘. อภิชฌา - อนภิชฌาสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
๒. ชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
๓. เป็นผู้พอใจความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
๒. ชักชวนผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
๓. เป็นผู้พอใจความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา
ฯลฯ
(๙. พยาปาท - อัพยาปาทสูตร)
๑. ตนเองเป็นผู้มีจิตพยาบาท ๒. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท
๓. เป็นผู้พอใจความมีจิตพยาบาท
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ๒. ชักชวนผู้อื่นให้มีจิตไม่พยาบาท
๓. เป็นผู้พอใจความมีจิตไม่พยาบาท
ฯลฯ
(๑๐. มิจฉาทิฏฐิ - สัมมาทิฏฐิสูตร)
๑. ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ
๓. เป็นผู้พอใจความเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ฯลฯ
๑. ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิ ๒. ชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ
๓. เป็นผู้พอใจความเป็นสัมมาทิฏฐิ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้
กัมมปถเปยยาลที่ ๗ จบ
รวมพระสูตรที่มีในเปยยาลนี้ คือ
๑. ปาณ-อปาณสูตร ๒. อทินนาทาน-อนทินนาทานสูตร
๓. มิจฉา-สัมมาสูตร ๔. มุสาวาที-อมุสาวาทีสูตร
๕. ปิสุณา-อปิสุณาสูตร ๖. ผรุส-อผรุสสูตร
๗. สัมผัปปลาป-อสัมผัปปลาปสูตร ๘. อภิชฌา-อนภิชฌาสูตร
๙. พยาปาท-อพยาปาทสูตร ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิสูตร
ตสฺสุทฺทานํ
ปาณํ อทินฺนมิจฺฉา จ มุสาวาที จ ปิสุณา
ผรุสา สมฺผปฺปลาโป จ อภิชฺฌา พฺยาปาททิฏฺฐิ จ
กมฺมปเถสุ เปยฺยาลํ ติกเกน นิโยชเยติ.
๘. ราคเปยฺยาล ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา. กตเม ตโย ? สุญฺญโต สมาธิ อนิมิตฺโต สมาธิ อปฺปณิหิโต สมาธิ. ราคสฺส ภิกฺขเว อภิญฺญาย อิเม ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา. (๑)
๘. ราคเปยยาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเจริญธรรม ๓ ประการ เพื่อรู้ยิ่งราคะ(ความกำหนัด)
ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สุญญตสมาธิ (สมาธิพิจารณาเห็นความว่าง)
๒. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต)
๓. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา)
บุคคลควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้แล เพื่อรู้ยิ่งราคะ
[บุคคลควรเจริญธรรม ๓ ประการเพื่อรู้ยิ่งราคะ
ธรรม ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สวิตักกสวิจารสมาธิ(สมาธิที่มีวิตกวิจาร)
๒. อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ(สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร)
๓. อวิตักกอวิจารสมาธิ(สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร)
บุคคลควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้แลเพื่อรู้ยิ่งราคะ]
เพื่อกำหนดรู้ราคะ... เพื่อความสิ้นราคะ ... เพื่อละราคะ ... เพื่อความสิ้น ไปแห่งราคะ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งราคะ... เพื่อความคลายไปแห่งราคะ... เพื่อ ความดับไปแห่งราคะ... เพื่อสละราคะ ... เพื่อสละคืนราคะ บุคคลควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้เพื่อรู้ยิ่งโทสะ(ความคิดประทุษร้าย)... เพื่อกำหนดรู้โทสะ... เพื่อความสิ้นโทสะ... เพื่อละโทสะ... เพื่อความสิ้นไปแห่งโทสะ... เพื่อความเสื่อมไปแห่งโทสะ... เพื่อความ คลายไปแห่งโทสะ... เพื่อความดับไปแห่งโทสะ... เพื่อความสละโทสะ... เพื่อความ สละคืนโทสะ... โมหะ(ความหลง)... โกธะ(ความโกรธ)... อุปนาหะ (ความผูกโกรธ)... มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน)... ปลาสะ(ความตีเสมอ)... อิสสา (ความริษยา)... มัจฉริยะ(ความตระหนี่)... มายา(มารยา)... สาเถยยะ(ความโอ้อวด)... ถัมภะ(ความหัวดื้อ)... สารัมภะ(ความแข่งดี)... มานะ(ความถือตัว)... อติมานะ (ความดูหมิ่นเขา)... มทะ(ความมัวเมา)... ปมาทะ(ความประมาท)...
บุคคลควรเจริญธรรม ๓ ประการนี้
[เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของ พระผู้มีพระภาค]
ราคเปยยาลที่ ๘ จบ
รวมธรรมที่มีในเปยยาลนี้ คือ
๑. ราคะ ๒. โทสะ
๓. โมหะ ๔. โกธะ
๕. อุปนาหะ ๖. มักขะ
๗. ปลาสะ ๘. อิสสา
๙. มัจฉริยะ ๑๐. มายา
๑๑. สาเถยยะ ๑๒. ถัมภะ
๑๓. สารัมภะ ๑๔. มานะ
๑๕. อติมานะ ๑๖. มทะ
๑๗. ปมาทะ
ธรรมเหล่านี้อยู่ในราคเปยยาล พระผู้มีพระภาคตรัสโดยเทียบเคียงกับ โอปัมมสูตร ทรงประสงค์ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ อภิญญา(รู้ยิ่ง) ปริญญา(การกำหนดรู้) ปริกขยา(ความสิ้น) ปหานะ(การละ) ขยะ(ความสิ้นไป) วยะ(ความเสื่อมไป) วิราคะ(ความคลายไป) นิโรธะ(ความดับไป) จาคะ(ความสละ) ปฏินิสสัคคะ(ความสละคืน) และทรงกำหนดธรรม ๓ ประการ คือ (๑) สุญญตะ (ความว่าง) (๒) อนิมิตตะ(ธรรมไม่มีนิมิต) (๓) อัปปณิหิตะ(ธรรมไม่มีความ ตั้งปรารถนา) มีสมาธิเป็นมูล แม้ในเปยยาลทั้งหมดแล
ติกนิบาต จบบริบูรณ์
- ๑เนื้อความที่ปรากฏใน [ ] นี้ ฉบับฉัฏฐสังคีติและฉบับพม่ามีปรากฏ แต่ในอรรถกถาไม่มี (องฺ.ติก. ๒๐/๑๘๔/๒๙๓)
จบ พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์