arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย · วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์

๑. สัปปุริสวรรค เล่ม ๒๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๐๑–๒๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๗ ในวรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เรื่องนี้มีข้อความเติมจากฉบับมหาจุฬาฯ ๑ เพราะฉบับมหาจุฬาฯ ๒ ในข้อมูล e-tipitaka ไม่มี (หน้า ๓๓๐)

_______

๕. ปญฺจมปณฺณาสก (๑)

๑. สปฺปุริสวคฺค

๑. สิกฺขาปทสุตฺต

๕. ปัญจมปัณณาสก์

๑. สัปปุริสวรรค

หมวดว่าด้วยสัตบุรุษ

๑. สิกขาปทสูตร

ว่าด้วยสิกขาบท

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ สัปปุริสวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒๑ หน้า ๒๔๒–๒๕๑ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒๑ หน้า ๓๒๐–๓๓๑

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ, ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ, ภาสิสฺสามีติ. “เอวํ ภนฺเต”ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ. ภควา เอตทโวจ :-

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ, อทินฺนาทายี โหติ, กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ, มุสาวาที โหติ, สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ. อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ, ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ. อตฺตนา จ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ, ปรญฺจ กาเมสุมิจฺฉาจาเร สมาทเปติ. อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ, ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ. อตฺตนา จ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี โหติ, ปรญฺจ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐาเน สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ, กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ, มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ, สุราเมรย มชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ. ปฐมํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ก. ปณฺณาสกาสงฺคหิตวคฺค
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษ และ อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษ และสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนอง พระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูด เท็จ เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ

อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ตนเอง เป็นผู้ลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกามและ ชักชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้พูดเท็จและชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ตนเองเป็นผู้เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทและชักชวน ผู้อื่นให้เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียก ว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ

สัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจาก การลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการ พูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความ ประมาท บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ

สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่น ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามและชักชวน ผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จและ ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการเสพของมึนเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการเสพ ของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ ที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ

สิกขาปทสูตรที่ ๑ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อสัตบุรุษ หมยถึงคนเลว คนไร้ประโยชน์ คนมีโมหะ คนที่ถูกอวิชชาทำให้มืดบอด (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๐๑/๔๓๘)
  2. ๒สัตบุรุษ หมายถึงบัณฑิตผู้ประกอบด้วยคุณคือ ศีล เป็นต้น (องฺ.ติก.อ. ๒/๘๐/๒๓๐)
  3. ๓อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๓๒-๑๓๕/๑๘๓
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๒. อสฺสทฺธสุตฺต อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ. ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ, ภาสิสฺสามีติ. “เอวํ ภนฺเต”ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ. ภควา เอตทโวจ :-

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อสฺสทฺโธ โหติ, อหิริโก โหติ, อโนตฺตปฺปี โหติ, อปฺปสฺสุโต โหติ, กุสีโต โหติ, มุฏฺฐสฺสติ โหติ, ทุปฺปญฺโญ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ อสฺสทฺโธ โหติ, ปรญฺจ อสฺสทฺธิเย (๑) สมาทเปติ. อตฺตนา จ อหิริโก โหติ, ปรญฺจ อหิริกตาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ อโนตฺตปฺปี โหติ, ปรญฺจ อโนตฺตปฺเป สมาทเปติ. อตฺตนา จ อปฺปสฺสุโต โหติ, ปรญฺจ อปฺปสฺสุเต สมาทเปติ. อตฺตนา จ กุสีโต โหติ, ปรญฺจ โกสชฺเช สมาทเปติ. อตฺตนา จ มุฏฺฐสฺสติ โหติ, ปรญฺจ มุฏฺฐสจฺเจ สมาทเปติ. อตฺตนา จ ทุปฺปญฺโญ โหติ, ปรญฺจ ทุปฺปญฺญตาย สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สทฺโธ โหติ, หิรีมา โหติ, โอตฺตปฺปี โหติ, พหุสฺสุโต โหติ, อารทฺธวีริโย โหติ, สติมา โหติ, ปญฺญวา โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส. กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สทฺธาสมฺปนฺโน โหติ, ปรญฺจ สทฺธาสมฺปทาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ หิรีมา โหติ, ปรญฺจ หิรีมตาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ โอตฺตปฺปี โหติ, ปรญฺจ โอตฺตปฺเป สมาทเปติ. อตฺตนา จ พหุสฺสุโต โหติ, ปรญฺจ พาหุสจฺเจ สมาทเปติ. อตฺตนา จ อารทฺธวีริโย โหติ, ปรญฺจ วีริยารมฺเภ สมาทเปติ. อตฺตนา จ อุปฏฺฐิตสฺสติ โหติ, ปรญฺจ สติปฏฺฐาเน (๒) สมาทเปติ. อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน โหติ, ปรญฺจ ปญฺญาสมฺปทาย สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ. ทุติยํ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ม. อสทฺธาย
  2. ๒ฉ. สติอุปฏฺฐาเน
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒. อัสสัทธสูตร

ว่าด้วยผู้ไม่มีศรัทธาและผู้มีศรัทธา

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจ ให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ ตรัสเรื่องนี้ว่า

อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะ น้อย เป็นผู้เกียจคร้าน หลงลืมสติ มีปัญญาทราม บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ

อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ไม่มีศรัทธาและชักชวนผู้อื่นให้ไม่มีศรัทธา ตนเองเป็นผู้ไม่มีหิริและชักชวนผู้อื่นให้ไม่มีหิริ ตนเองเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะและชักชวน ผู้อื่นให้ไม่มีโอตตัปปะ ตนเองเป็นผู้มีสุตะน้อยและชักชวนผู้อื่นให้มีสุตะน้อย ตนเอง เป็นผู้เกียจคร้านและชักชวนผู้อื่นให้เกียจคร้าน ตนเองหลงลืมสติและชักชวนผู้อื่นให้ หลงลืมสติ ตนเองมีปัญญาทรามและชักชวนผู้อื่นให้มีปัญญาทราม บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ เป็นพหูสูต ปรารภความเพียร มีสติ มีปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ

สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีศรัทธาและชักชวนผู้อื่นให้มีศรัทธา ตนเองเป็นผู้มีหิริและชักชวนผู้อื่นให้มีหิริ ตนเองเป็นผู้มีโอตตัปปะและชักชวนผู้อื่น ให้มีโอตตัปปะ ตนเองเป็นพหูสูตและชักชวนผู้อื่นให้เป็นพหูสูต ตนเองมีสติตั้งมั่น และชักชวนผู้อื่นให้มีสติตั้งมั่น ตนเองเป็นผู้มีปัญญาและชักชวนผู้อื่นให้มีปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ

อัสสัทธสูตรที่ ๒ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑มีสุตะน้อย หมายถึงปราศจากสุตะ (เล่าเรียนมาน้อย, ได้ยินได้ฟังมาน้อย, มีประสบการณ์น้อย) (ม.มู.อ. ๑/๘๓/๒๐๒)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๓. สตฺตกมฺมสุตฺต อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ. ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ, อทินฺนาทายี โหติ, กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ, มุสาวาที โหติ, ปิสุณวาโจ โหติ, ผรุสวาโจ โหติ, สมฺผปฺปลาปี โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ. อตฺตนา จ อทินฺนาทายี โหติ, ปรญฺจ อทินฺนาทาเน สมาทเปติ. อตฺตนา จ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ, ปรญฺจ กาเมสุมิจฺฉาจาเร สมาทเปติ. อตฺตนา จ มุสาวาที โหติ, ปรญฺจ มุสาวาเท สมาทเปติ. อตฺตนา จ ปิสุณวาโจ โหติ, ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ ผรุสวาโจ โหติ, ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปี โหติ, ปรญฺจ สมฺผปฺปลาเป สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ, กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ, มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ, ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ, ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ, สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ อทินฺนาทานา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ มุสาวาทา เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปิสุณาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ผรุสาย วาจาย เวรมณิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ สมฺผปฺปลาปา เวรมณิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ. ตติยํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๓. สัตตกัมมสูตร

ว่าด้วยกรรม ๗ ประการ

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ

อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ตนเอง เป็นผู้ลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้ลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้ประพฤติผิดในกามและชัก ชวนผู้อื่นให้ประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้พูดเท็จและชักชวนผู้อื่นให้พูดเท็จ ตน เองเป็นผู้พูดส่อเสียดและชักชวนผู้อื่นให้พูดส่อเสียด ตนเองเป็นผู้พูดคำหยาบและ ชักชวนผู้อื่นให้พูดคำหยาบ ตนเองเป็นผู้พูดเพ้อเจ้อและชักชวนผู้อื่นให้พูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจาก การลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูด เท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เป็นผู้ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ

สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่น ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์และชักชวนผู้อื่นให้ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามและชักชวน ผู้อื่นให้งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จและ ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเท็จ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดและ ชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ และชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการพูด เพ้อเจ้อและชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ ยิ่งกว่าสัตบุรุษ

สัตตกัมมสูตรที่ ๓ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๔. ทสกมฺมสุตฺต อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ฯเปฯ อภิชฺฌาลุ โหติ, พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ, มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ อภิชฺฌาลุ โหติ, ปรญฺจ อภิชฺฌาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ, ปรญฺจ พฺยาปาเท สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร. กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ อนภิชฺฌาลุ โหติ, อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ, สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ อนภิชฺฌาลุ โหติ, ปรญฺจ อนภิชฺฌาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ, ปรญฺจ อพฺยาปาเท สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ. ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ. จตุตฺถํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๔. ทสกัมมสูตร

ว่าด้วยกรรม ๑๐ ประการ

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา เป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ

อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขาและชักชวนผู้อื่นให้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ตนเอง เป็นผู้มีจิตพยาบาทและชักชวนผู้อื่นให้มีจิตพยาบาท ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิและ ชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นผู้ไม่เพ่งเล็ง อยากได้ของเขา เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ

สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่น ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขาและชักชวน ผู้อื่นให้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ตนเองเป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทและชักชวนผู้อื่นให้มี จิตไม่พยาบาท ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้ เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ

ทสกัมมสูตรที่ ๔ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  2. ๒ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๕. อฏฺฐงฺคิกสุตฺต อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, มิจฺฉาสงฺกปฺโป โหติ, มิจฺฉาวาโจ โหติ, มิจฺฉากมฺมนฺโต โหติ, มิจฺฉาอาชีโว โหติ, มิจฺฉาวายาโม โหติ, มิจฺฉาสติ โหติ, มิจฺฉาสมาธิ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาสงฺกปฺโป โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาสงฺกปฺเป สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาวาโจ โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาวาจาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉากมฺมนฺโต โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉากมฺมนฺเต สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาอาชีโว โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาอาชีเว สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาวายาโม โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาวายาเม สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาสติ โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาสติยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาสมาธิ โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาสมาธิมฺหิ สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร. กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, สมฺมาสงฺกปฺโป โหติ, สมฺมาวาโจ โหติ, สมฺมากมฺมนฺโต โหติ, สมฺมาอาชีโว โหติ, สมฺมาวายาโม โหติ, สมฺมาสติ โหติ, สมฺมาสมาธิ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาสงฺกปฺโป โหติ, ปรญฺจ สมฺมาสงฺกปฺเป สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาวาโจ โหติ, ปรญฺจ สมฺมาวาจาย สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมากมฺมนฺโต โหติ, ปรญฺจ สมฺมากมฺมนฺเต สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาอาชีโว โหติ, ปรญฺจ สมฺมาอาชีเว สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาวายาโม โหติ, ปรญฺจ สมฺมาวายาเม สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาสติ โหติ, ปรญฺจ สมฺมาสติยา สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาสมาธิ โหติ, ปรญฺจ สมฺมาสมาธิมฺหิ สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ. ปญฺจมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๕. อัฏฐังคิกสูตร

ว่าด้วยมรรคมีองค์ ๘

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) มีมิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด) มีมิจฉาวาจา (เจรจาผิด) มีมิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด) มีมิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด) มีมิจฉาวายามะ (พยายามผิด) มีมิจฉาสติ (ระลึกผิด) มีมิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด) บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ

อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาทิฏฐิ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาสังกัปปะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสังกัปปะ ตนเองเป็น ผู้มีมิจฉาวาจาและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวาจา ตนเองเป็นผู้มีมิจฉากัมมันตะและ ชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉากัมมันตะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาอาชีวะและชักชวนผู้อื่นให้มีีมิจฉาอาชีวะ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาวายามะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวายามะ ตนเอง เป็นผู้มีมิจฉาสติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสติ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาสมาธิและชัก ชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาสมาธิ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) มีสัมมาสังกัปปะ (ดำริ ชอบ) มีสัมมาวาจา (เจรจาชอบ) มีสัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) มีสัมมาอาชีวะ (เลี้ยง ชีพชอบ) มีสัมมาวายามะ (พยายามชอบ) มีสัมมาสติ (ระลึกชอบ) มีสัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ

สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาทิฏฐิ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาสังกัปปะ ตนเองเป็น ผู้มีสัมมาวาจาและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวาจา ตนเองเป็นผู้มีสัมมากัมมันตะและ ชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมากัมมันตะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาอาชีวะและชักชวนผู้อื่นให้มี สัมมาอาชีวะ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาวายามะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวายามะ ตนเอง เป็นผู้มีสัมมาสติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาสติ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาสมาธิและชักชวน ผู้อื่นให้มีสัมมาสมาธิ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ

อัฏฐังคิกสูตรที่ ๕ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๖. ทสมคฺคสุตฺต อสปฺปุริสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตรญฺจ สปฺปุริสญฺจ สปฺปุริเสน สปฺปุริสตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาญาณี โหติ, มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส.

กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาญาณี โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาญาเณ สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาวิมุตฺติยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อสปฺปุริเสน อสปฺปุริสตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริโส ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ สมฺมาญาณี โหติ, สมฺมาวิมุตฺติ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริโส. กตโม จ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาญาณี โหติ, ปรญฺจ สมฺมาญาเณ สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ, ปรญฺจ สมฺมาวิมุตฺติยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สปฺปุริเสน สปฺปุริสตโรติ. ฉฏฺฐํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๖. ทสมัคคสูตร

ว่าด้วยมรรค ๑๐ ประการ

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอสัตบุรุษและอสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ จักแสดงสัตบุรุษและสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

อสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มีมิจฉาญาณะ มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษ

อสัตบุรุษที่ยิ่งกว่าอสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาญาณะ ตนเอง เป็นผู้มีมิจฉาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า อสัตบุรุษที่ ยิ่งกว่าอสัตบุรุษสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มี สัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษ

สัตบุรุษที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาญาณะ ตนเอง เป็นผู้มีสัมมาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า สัตบุรุษที่ยิ่ง กว่าสัตบุรุษ

ทสมัคคสูตรที่ ๖ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  2. ๒ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕ ในเล่มนี้
  3. ๓ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕-๓๒๖ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๗. ปฐมปาปธมฺมสุตฺต ปาปญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาเปน ปาปตรญฺจ กลฺยาณญฺจ กลฺยาเณน กลฺยาณตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว ปาโป ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาโป.

กตโม จ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาโณ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาโณ.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโรติ. สตฺตมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๗. ปฐมปาปธัมมสูตร

ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๑

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่วและคนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว จักแสดง คนดีและคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

คนชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่ว

คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่วที่ยิ่ง กว่าคนชั่วคนดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า คนดี

คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่น ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็น สัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี

ปฐมปาปธัมมสูตรที่ ๗ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดู อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑๓๖-๑๓๙/๑๘๔-๑๘๕,๑๔๐-๑๔๓/๑๘๕
  2. ๒ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  3. ๓ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ในเล่มนี้
  4. ๔ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๘. ทุติยปาปธมฺมสุตฺต ปาปญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาเปน ปาปตรญฺจ กลฺยาณญฺจ กลฺยาเณน กลฺยาณตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ปาโป ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาญาณี โหติ, มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาโป.

กตโม จ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาญาณี โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาญาเณ สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาวิมุตฺติยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาเปน ปาปตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาโณ ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ สมฺมาญาณี โหติ, สมฺมาวิมุตฺติ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาโณ.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาญาณี โหติ, ปรญฺจ สมฺมาญาเณ สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ. ปรญฺจ สมฺมาวิมุตฺติยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาเณน กลฺยาณตโรติ. อฏฺฐมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๘. ทุติยปาปธัมมสูตร

ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๒

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่วและคนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว จักแสดง คนดีและคนดีที่ยิ่งกว่าคนดีแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

คนชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มีมิจฉาญาณะ(รู้ผิด) มี มิจฉาวิมุตติ(หลุดพ้นผิด) บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่ว

คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาญาณะ ตนเองเป็น ผู้มีมิจฉาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า คนชั่วที่ยิ่งกว่าคนชั่วคนดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มี สัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า คนดี

คนดีที่ยิ่งกว่าคนดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาญาณะ ตนเอง เป็นผู้มีสัมมาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า คนดีที่ยิ่งกว่า คนดี

ทุติยปาปธัมมสูตรที่ ๘ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  2. ๒ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๖-๓๒๗ ในเล่มนี้
  3. ๓ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๖ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๗ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๙. ตติยปาปธมฺมสุตฺต ปาปธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตรญฺจ กลฺยาณ ธมฺมญฺจ กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม.

กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตี โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาเต สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม. กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, ปรญฺจ ปาณาติปาตา เวรมณิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณ ธมฺมตโรติ. นวมํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๙. ตติยปาปธัมมสูตร

ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๓

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลผู้มีธรรมชั่วและบุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว จักแสดงบุคคลผู้มีธรรมดีและบุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

บุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมชั่ว

บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้ฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่นให้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มี ธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่วบุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีบุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร คือ

บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์และชักชวนผู้อื่น ให้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ ตนเองเป็นสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี

ตติยปาปธัมมสูตรที่ ๙ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  2. ๒ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๓ (สัตตกัมมสูตร) หน้า ๓๒๓ และข้อ ๒๐๔ (ทสกัมมสูตร) หน้า ๓๒๔ ในเล่มนี้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๑๐. จตุตฺถปาปธมฺมสุตฺต ปาปธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตรญฺจ กลฺยาณ ธมฺมญฺจ กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตรญฺจ, ตํ สุณาถ ฯเปฯ

กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ มิจฺฉาญาณี โหติ, มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺโม.

กตโม จ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ มิจฺฉาญาณี โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาญาเณ สมาทเปติ. อตฺตนา จ มิจฺฉาวิมุตฺติ โหติ, ปรญฺจ มิจฺฉาวิมุตฺติยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปาปธมฺเมน ปาปธมฺมตโร.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ ฯเปฯ สมฺมาญาณี โหติ, สมฺมาวิมุตฺติ โหติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺโม.

กตโม จ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโร ? อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อตฺตนา จ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ, ปรญฺจ สมฺมาทิฏฺฐิยา สมาทเปติ ฯเปฯ อตฺตนา จ สมฺมาญาณี โหติ, ปรญฺจ สมฺมาญาเณ สมาทเปติ. อตฺตนา จ สมฺมาวิมุตฺติ โหติ, ปรญฺจ สมฺมาวิมุตฺติยา สมาทเปติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กลฺยาณธมฺเมน กลฺยาณธมฺมตโรติ. ทสมํ. สปฺปุริสวคฺโค ปฐโม. ตสฺสุทฺทานํ

สิกฺขาปทญฺจ อสฺสทฺธํ สตฺตกมฺมํ อโถ จ ทสกมฺมํ

อฏฺฐงฺคิกญฺจ ทสมคฺคํ เทฺว ปาปธมฺมา อปเร เทฺวติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร

ว่าด้วยธรรมชั่วและธรรมดี สูตรที่ ๔

ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงบุคคลผู้มีธรรมชั่วและบุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว จักแสดงบุคคลผู้มีธรรมดีและบุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่า บุคคลผู้มีธรรมดี แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ

บุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มีมิจฉาญาณะ มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมชั่ว

บุคคลผู้มีธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่ว เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิจฉาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาญาณะ ตนเอง เป็นผู้มีมิจฉาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีมิจฉาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มี ธรรมชั่วที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมชั่วบุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ มีสัมมาญาณะ มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีบุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่งกว่าบุคคลผู้มีธรรมดี เป็นอย่างไร

คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ตนเองเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีสัมมาญาณะและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาญาณะ ตนเองเป็นผู้มี สัมมาวิมุตติและชักชวนผู้อื่นให้มีสัมมาวิมุตติ บุคคลนี้เรียกว่า บุคคลผู้มีธรรมดีที่ยิ่ง กว่าบุคคลผู้มีธรรมดี

จตุตถปาปธัมมสูตรที่ ๑๐ จบ

สัปปุริสวรรคที่ ๑ จบ

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. สิกขาปทสูตร ๒. อัสสัทธสูตร

๓. สัตตกัมมสูตร ๔. ทสกัมมสูตร

๕. อัฏฐังคิกสูตร ๖. ทสมัคคสูตร

๗. ปฐมปาปธัมมสูตร ๘. ทุติยปาปธัมมสูตร

๙. ตติยปาปธัมมสูตร ๑๐. จตุตถปาปธัมมสูตร

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๒ (อัสสัทธสูตร) หน้า ๓๒๑ ในเล่มนี้
  2. ๒ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๕ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๖-๓๒๗ ในเล่มนี้
  3. ๓ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๐๕ (อัฏฐังคิกสูตร) หน้า ๓๒๖ และข้อ ๒๐๖ (ทสมัคคสูตร) หน้า ๓๒๗ ในเล่มนี้

จบ ๑. สัปปุริสวรรค