พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย · วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์
๕. อาปัตติภยวรรค เล่ม ๒๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๓–๒๕๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๗ ในวรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
อาปัตติภยวรรคที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ อาปัตติภยวรรค (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)
เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ภควา เอตทโวจ อปินุ ตํ อานนฺท อธิกรณํ วูปสนฺตนฺติ ฯ กุโต ตํ ภนฺเต อธิกรณํ วูปสมิสฺสติ อายสฺมโต ภนฺเต อนุรุทฺธสฺส วาหิโย นาม สทฺธิวิหาริโก ๑ เกวลกปฺปํ สงฺฆเภทาย ฐิโต ตตฺถายสฺมา อนุรุทฺโธ น เอกวาจิกมฺปิ ภณิตพฺพํ มญฺญตีติ ฯ
กทา ปนานนฺท อนุรุทฺโธ สงฺฆมชฺเฌ อธิกรเณสุ โวยุญฺชติ นนุ อานนฺท ยานิกานิจิ อธิกรณานิ อุปฺปชฺชนฺติ สพฺพานิ ตานิ ตุเมฺห เจว วูปสเมถ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา จ จตฺตาโรเม อานนฺท อตฺถวเส สมฺปสฺสมาโน ปาปภิกฺขุ สงฺฆเภเทน นนฺทติ กตเม จตฺตาโร อิธานนฺท ปาปภิกฺขุ ทุสฺสีโล โหติ ปาปธมฺโม อสุจิ สงฺกสฺสรสมาจาโร ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ อนฺโตปูติ อวสฺสุโต กสมฺพุชาโต ตสฺส เอวํ โหติ สเจ โข มํ ภิกฺขู ชานิสฺสนฺติ ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม อสุจิ สงฺกสฺสรสมาจาโร ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺโต อสฺสมโณ สมณปฏิญฺโญ อพฺรหฺมจารี พฺรหฺมจาริปฏิญฺโญ อนฺโตปูติ อวสฺสุโต กสมฺพุชาโตติ
สมคฺคา มํ สนฺตา นาเสสฺสนฺติ วคฺคา ปน มํ น นาเสสฺสนฺตีติ อิทํ อานนฺท ปฐมํ อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน ปาปภิกฺขุ สงฺฆเภเทน นนฺทติ ฯ ปุน จปรํ อานนฺท ปาปภิกฺขุ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต ตสฺส เอวํ โหติ สเจ โข มํ ภิกฺขู ชานิสฺสนฺติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโตติ สมคฺคา มํ สนฺตา นาเสสฺสนฺติ วคฺคา ปน มํ น นาเสสฺสนฺตีติ อิทํ อานนฺท ทุติยํ อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน ปาปภิกฺขุ สงฺฆเภเทน นนฺทติ ฯ
ปุน จปรํ อานนฺท ปาปภิกฺขุ มิจฺฉาอาชีโว โหติ มิจฺฉาอาชีเวน ชีวิตํ ๑ กปฺเปติ ตสฺส เอวํ โหติ สเจ โข มํ ภิกฺขู ชานิสฺสนฺติ มิจฺฉาอาชีโว มิจฺฉาอาชีเวน ชีวิตํ กปฺเปตีติ สมคฺคา มํ สนฺตา นาเสสฺสนฺติ วคฺคา ปน มํ น นาเสสฺสนฺตีติ อิทํ อานนฺท ตติยํ อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน ปาปภิกฺขุ สงฺฆเภเทน นนฺทติ ฯ ปุน จปรํ อานนฺท ปาปภิกฺขุ ลาภกาโม โหติ สกฺการกาโม อนวญฺญตฺติกาโม ตสฺส เอวํ โหติ สเจ โข มํ ภิกฺขู ชานิสฺสนฺติ ลาภกาโม สกฺการกาโม อนวญฺญตฺติกาโมติ สมคฺคา มํ [๒] น สกฺกริสฺสนฺติ น ครุกริสฺสนฺติ น มาเนสฺสนฺติ น ปูเชสฺสนฺติ วคฺคา ปน มํ สกฺกริสฺสนฺติ ครุกริสฺสนฺติ มาเนสฺสนฺติ ปูเชสฺสนฺตีติ อิทํ อานนฺท จตุตฺถํ อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน ปาปภิกฺขุ สงฺฆเภเทน นนฺทติ ฯ อิเม โข อานนฺท จตฺตาโร อตฺถวเส สมฺปสฺสมาโน ปาปภิกฺขุ สงฺฆเภเทน นนฺทตีติ ฯ
๑ ม. ตสฺสุททานํ
สงฺขิตฺตวิตฺถารโสณกายนสิกฺขาปทํ อริยมคฺโค โพชฺฌงฺคํ
สาวชฺชญฺเจว อพฺยาปชฺฌํ สมโณ จ สปปุริสานิสํโสติ ฯ
๑ ยุ. สทฺธิวิหารี ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตารามใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่าดูกรอานนท์ อธิกรณ์นั้นระงับแล้วหรือ ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อธิกรณ์นั้นจักระงับแต่ที่ไหน สัทธิวิหาริกของท่านพระอนุรุทธ์ชื่อว่าพาหิยะตั้งอยู่ในการทำลายสงฆ์ถ่ายเดียว เมื่อพระพาหิยะตั้งอยู่อย่างนั้นแล้ว ท่านพระอนุรุทธ์ก็ไม่สำคัญที่จะพึงว่ากล่าวแม้สักคำเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เมื่อไร อนุรุทธ์จะจัดการชำระอธิกรณ์ในท่ามกลางสงฆ์ อธิกรณ์ชนิดใดก็ตามที่บังเกิดขึ้น เธอทั้งหลายกับสารีบุตรและโมคคัลลานะต้องระงับอธิกรณ์ทั้งหมดนั้นมิใช่หรือ
ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ลามก เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๔ประการนี้ ย่อมยินดีด้วยการทำลายสงฆ์ อำนาจประโยชน์ ๔ ประการเป็นไฉนดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ลามกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีความประพฤติไม่สะอาดน่ารังเกียจ มีการงานอันปกปิด มิใช่สมณะปฏิญาณว่าเป็นสมณะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนเน่าใน ชุ่มด้วยกิเลส รุงรัง ด้วยโทษ เธอปริวิตกอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายจักรู้เราว่า เป็นคนทุศีล มีบาปธรรม... รุงรังด้วยโทษ จักเป็นผู้พร้อมเพรียงกันนาสนะเราเสียแต่ภิกษุผู้เป็นพรรคพวกจักไม่นาสนะเรา ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ลามก เล็งเห็นอำนาจประโยชน์
ที่ ๑ นี้ ย่อมยินดีด้วยการทำลายสงฆ์ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ลามก มีความเห็นผิด ประกอบด้วยอันตคาหิกทิฐิ เธอปริวิตกอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายจักรู้เราว่ามีความเห็นผิด ประกอบด้วยอันตคาหิกทิฐิ จักเป็นผู้พร้อมเพรียงกันนาสนะเราเสีย แต่ภิกษุผู้เป็นพรรคพวก จักไม่นาสนะเรา ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ลามก เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ข้อที่ ๒ นี้ย่อมยินดีด้วยการทำลายสงฆ์ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ลามก มีอาชีพผิด เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ เธอย่อมปริวิตกอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายจักรู้เราว่ามีอาชีพผิด เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพจักเป็นผู้พร้อมเพรียงกันนาสนะเราเสีย แต่ภิกษุเป็นพรรคพวกจักไม่นาสนะเราดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ลามก เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ข้อที่ ๓ นี้ ย่อมยินดีด้วยการทำลายสงฆ์ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ลามก ปรารถนาลาภ สักการะและความยกย่อง เธอปริวิตกอย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุทั้งหลายจักรู้เราว่าปรารถนาลาภ สักการะและความยกย่อง จักพร้อมเพรียงกันไม่สักการะเคารพนับถือบูชาเรา แต่ภิกษุผู้เป็นพรรคพวกจักสักการะเคารพนับถือบูชาเรา ดูกรอานนท์ภิกษุผู้ลามก เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ข้อที่ ๔ นี้ ย่อมยินดีด้วยการทำลายสงฆ์ ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้ลามกเล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๔ ประการนี้แล ย่อมยินดีด้วยการทำลายสงฆ์ ฯ
จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อาปตฺติภยานิ กตมานิ จตฺตาริ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา รญฺโญ ทสฺเสยฺยุํ อยนฺเต เทว โจโร อาคุจารี อิมสฺส เทโว ทณฺฑํ ปเณตูติ ตเมนํ ราชา เอวํ วเทยฺย คจฺฉถ โภ อิมํ ปุริสํ ทฬฺหาย รชฺชุยา ปจฺฉาพาหํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ขุรมุณฺฑํ กริตฺวา ขรสฺสเรน ปณเวน รถิยา รถิยํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ ปริเนตฺวา ทกฺขิเณน ทฺวาเรน นิกฺขาเมตฺวา ทกฺขิณโต นครสฺส สีสํ ฉินฺทถาติ ตเมนํ รญฺโญ ปุริสา ทฬฺหาย รชฺชุยา ปจฺฉาพาหํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ขุรมุณฺฑํ กริตฺวา ขรสฺสเรน ปณเวน รถิยา รถิยํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ ปริเนตฺวา ทกฺขิเณน ทฺวาเรน นิกฺขาเมตฺวา ทกฺขิณโต
นครสฺส สีสํ ฉินฺเทยฺยุํ ตตฺรญฺญตรสฺส ถลฏฺฐสฺส ปุริสสฺส เอวมสฺส ปาปกํ วต โภ อยํ ปุริโส กมฺมํ อกาสิ คารยฺหํ สีสจฺเฉชฺชํ ยตฺร หิ นาม รญฺโญ ปุริสา ทฬฺหาย รชฺชุยา ปจฺฉาพาหํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ขุรมุณฺฑํ กริตฺวา ขรสฺสเรน ปณเวน รถิยา รถิยํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ ปริเนตฺวา ทกฺขิเณน ทฺวาเรน นิกฺขาเมตฺวา ทกฺขิณโต นครสฺส สีสํ ฉินฺทิสฺสนฺติ โส๐ วตสฺสายํ ๑ เอวรูปํ ปาปกมฺมํ น กเรยฺย ๒ สีสจฺเฉชฺชนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา เอวํ ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ปาราชิเกสุ ธมฺเมสุ ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ อนาปนฺโน วา ปาราชิกํ ธมฺมํ น อาปชฺชิสฺสติ อาปนฺโน วา ปาราชิกํ ธมฺมํ ยถาธมฺมํ ปฏิกริสฺสติ ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส กาฬกํ ๓ วตฺถํ ปริธาย เกเส ปกิริตฺวา มุสลํ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา มหาชนกายํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย อหํ ภนฺเต ปาปกมฺมํ อกาสึ คารยฺหํ โมสลฺลํ เยน เม อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหนฺติ ตํ กโรมีติ ตตฺรญฺญตรสฺส ถลฏฺฐสฺส ปุริสสฺส เอวมสฺส ปาปกํ วต โภ อยํ ปุริโส กมฺมํ อกาสิ คารยฺหํ โมสลฺลํ ยตฺร หิ นาม กาฬกํ วตฺถํ ปริธาย เกเส ปกิริตฺวา มุสลํ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา มหาชนกายํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วกฺขติ อหํ ภนฺเต ปาปกมฺมํ อกาสึ คารยฺหํ โมสลฺลํ เยน เม อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหนฺติ ตํ กโรมีติ โส วตสฺสายํ เอวรูปํ ปาปกมฺมํ น กเรยฺย คารยฺหํ โมสลฺลนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺสกสฺสจิ
ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา เอวํ ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ สงฺฆาทิเสเสสุ ธมฺเมสุ ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ อนาปนฺโน วา สงฺฆาทิเสสํ ธมฺมํ น อาปชฺชิสฺสติ อาปนฺโน วา สงฺฆาทิเสสํ ธมฺมํ ยถาธมฺมํ ปฏิกริสฺสติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส กาฬกํ วตฺถํ ปริธาย เกเส ปกิริตฺวา อสฺสปุฏํ ๑ ขนฺเธ อาโรเปตฺวา มหาชนกายํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย อหํ ภนฺเต ปาปกมฺมํ อกาสึ คารยฺหํ อสฺสปุฏํ เยน เม อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหนฺติ ตํ กโรมีติ ตตฺรญฺญตรสฺส ถลฏฺฐสฺส ปุริสสฺส เอวมสฺส ปาปกํ วต โภ อยํ ปุริโส กมฺมํ อกาสิ คารยฺหํ อสฺสปุฏํ ยตฺร หิ นาม กาฬกํ วตฺถํ ปริธาย เกเส ปกิริตฺวา อสฺสปุฏํ ขนฺเธ
อาโรเปตฺวา มหาชนกายํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วกฺขติ อหํ ภนฺเต ปาปกมฺมํ อกาสึ คารยฺหํ อสฺสปุฏํ เยน เม อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหนฺติ ตํ กโรมีติ โส วตสฺสายํ เอวรูปํ ปาปกมฺมํ น กเรยฺย อสฺสปุฏนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา เอวํ ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ปาจิตฺติเยสุ ธมฺเมสุ ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ อนาปนฺโน วา ปาจิตฺติยํ ธมฺมํ น อาปชฺชิสฺสติ อาปนฺโน วา ปาจิตฺติยํ ธมฺมํ ยถาธมฺมํ ปฏิกริสฺสติ ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส กาฬกํ วตฺถํ ปริธาย เกเส ปกิริตฺวา มหาชนกายํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย อหํ ภนฺเต ปาปกมฺมํ อกาสึ คารยฺหํ อุปวชฺชํ เยน เม อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหนฺติ ตํ กโรมีติ ตตฺรญฺญตรสฺส ถลฏฺฐสฺส ปุริสสฺส เอวมสฺส ปาปกํ วต โภ อยํ ปุริโส กมฺมํ อกาสิ คารยฺหํ อุปวชฺชํ ยตฺร หิ นาม กาฬกํ วตฺถํ ปริธาย เกเส ปกิริตฺวา มหาชนกายํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วกฺขติ อหํ ภนฺเต ปาปกมฺมํ อกาสึ คารยฺหํ อุปวชฺชํ เยน เม อายสฺมนฺโต อตฺตมนา โหนฺติ ตํ กโรมีติ โส วตสฺสายํ เอวรูปํ ปาปกมฺมํ น กเรยฺย คารยฺหํ อุปวชฺชนฺติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา เอวํ ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ ปาฏิเทสนีเยสุ ธมฺเมสุ ตสฺเสตํ ปาฏิกงฺขํ อนาปนฺโน วา ปาฏิเทสนียํ ๑ ธมฺมํ น อาปชฺชิสฺสติ อาปนฺโน วา ปาฏิเทสนียํ ๒ ธมฺมํ ยถาธมฺมํ ปฏิกริสฺสติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ อาปตฺติภยานีติ ฯ
๑ ม. ชีวิกํ ฯ ๒ ม. ยุ. สนฺตา ฯ
๑ ม. ยุ. วตสฺสาหํ ฯ ๒ ม. ยุ. กเรยฺยํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. กาฬวตฺถํ ฯ
๑ ม. ภสฺมปุฏํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกลัวต่ออาบัติ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนราชบุรุษจับโจรผู้ประพฤติหยาบช้าได้แล้ว แสดงแก่พระราชา ด้วยกราบทูลว่า ขอเดชะ ผู้นี้เป็นผู้ประพฤติ หยาบช้าต่อพระองค์ ขอพระองค์จงทรงลงอาญาแก่เขาพระราชาจึงตรัสอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญท่านทั้งหลายจงไป จงมัดบุรุษนี้เอาแขนไพล่หลังให้มั่นคงด้วยเชือกอันเหนียว โกนผมแล้วนำตระเวนไปตามถนนและตรอกด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงหยาบออกทางประตูด้านใต้ แล้วจงตัดศีรษะทางด้านใต้แห่งนคร พวกราชบุรุษนั้นเอาแขนไพล่หลังให้มั่นคงด้วยเชือกอันเหนียวแล้วโกนผม นำตระเวนไปตามถนนและตรอกด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงหยาบ แล้วนำออกทางประตูด้านใต้ ตัดศีรษะเสียทางด้านใต้แห่งนคร ในที่นั้น
มีบุรุษผู้ยืนอยู่ ณ ที่ส่วนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ บุรุษนี้กระทำกรรมอันหยาบช้าน่าติเตียนถึงถูกตัดศีรษะ ราชบุรุษทั้งหลายจึงจับมัดแขนไพล่หลังให้มั่นคงด้วยเชือกอันเหนียว โกนศีรษะด้วยมีดโกนนำตระเวนไปตามถนนและตรอก ด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงหยาบ แล้วนำออกทางประตูด้านใต้ ตัดศีรษะทางด้านใต้แห่งนคร เขาไม่ควรทำกรรมอันหยาบช้าเห็นปานนี้จนถูกตัดศีรษะเลยหนอ ดังนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป เข้าไปตั้งสัญญาคือความกลัวอันแรงกล้าอย่าง นั้นไว้ในธรรม คือ ปาราชิกทั้งหลาย ข้อนั้นเป็นอันหวังได้ว่า ผู้ที่ยังไม่ต้องธรรม คือ ปาราชิกจักไม่ต้อง หรือผู้ที่ต้องแล้วจักกระทำคืนตามธรรม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษนุ่งผ้าดำ สยายผมห้อยสากไว้ที่คอ เข้าไปหาหมู่มหาชนแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ทำกรรมลามก น่าติเตียน ควรแก่การห้อยสาก ท่านทั้งหลายพอใจให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้น ในที่นั้น มีบุรุษยืนอยู่ ณ ที่ส่วนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บุรุษนี้ได้กระทำกรรมอันลามกน่าติเตียนควรแก่การห้อยสาก เขานุ่งผ้าดำ สยายผม ห้อยสากไว้ที่คอเข้าไปหาหมู่มหาชนแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้ากระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน ควรแก่การห้อยสาก
ท่านทั้งหลายพอใจให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้น ดังนี้เขาไม่ควรกระทำกรรมอันเป็นบาป น่าติเตียน ควรแก่การห้อยสากเห็นปานนั้นเลยหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป เข้าไปตั้งสัญญาคือความกลัวอันแรงกล้าอย่างนั้นไว้ในธรรม คือสังฆาทิเสสทั้งหลาย ข้อนั้นเป็นอันหวังได้ว่า ผู้ที่ยังไม่ต้องธรรม คือ สังฆาทิเสสจักไม่ต้อง หรือผู้ที่ต้องแล้วจักกระทำคืนตามธรรม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษนุ่งผ้าดำ สยายผมห้อยห่อขี้เถ้าไว้ที่คอ เข้าไปหาหมู่มหาชน แล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้กระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน
ควรแก่การห้อยห่อขี้เถ้า ท่านทั้งหลายพอใจจะให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้นในที่นั้น มีบุรุษยืนอยู่ ณ ที่ส่วนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บุรุษนี้ได้กระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน ควรแก่การห้อยห่อขี้เถ้า เขานุ่งผ้าดำ สยายผมห้อยห่อขี้เถ้า เข้าไปหาหมู่มหาชนแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้กระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน ควรแก่การห้อยห่อขี้เถ้า ท่านทั้งหลายพอใจจะให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะทำสิ่งนั้น เขาไม่ควรกระทำกรรมอันลามก ควรแก่การห้อยห่อขี้เถ้าเห็นปานนี้เลยหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป เข้าไปตั้งสัญญาคือความกลัวอันแรงกล้าอย่างนั้นไว้ในธรรมคือ ปาจิตตีย์ทั้งหลาย ข้อนี้เป็นอันหวังได้ว่า ผู้ที่ยังไม่ต้องธรรม คือ ปาจิตตีย์ จักไม่ต้อง หรือผู้ที่ต้องแล้วจักกระทำคืนตามธรรม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษนุ่งผ้าดำ สยายผมเข้าไปหาหมู่มหาชน แล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้กระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน ควรตำหนิ ท่านทั้งหลายพอใจให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้น ณ ที่นั้น มีบุรุษยืนอยู่ ณ ที่ส่วนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บุรุษผู้นี้ได้กระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน ควรตำหนิ เขานุ่งผ้าดำ สยายผม เข้าไปหาหมู่มหาชนแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้กระทำกรรมอันลามก น่าติเตียน ควรตำหนิ ท่านทั้งหลายพอใจให้ข้าพเจ้ากระทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้น เขาไม่ควรกระทำกรรมอันลามก น่าติเตียนควรตำหนิ เห็นปานนั้น แม้ฉันใด ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุหรือภิกษุณีบางรูป เข้าไปตั้งสัญญาคือ ความกลัวอันแรงกล้า
อย่างนั้นไว้ในธรรม คือ ปาฏิเทสนียะทั้งหลาย ข้อนั้นพึงหวังได้ว่า ผู้ที่ยังไม่ต้องธรรม คือ ปาฏิ
เทสนียะจักไม่ต้อง ผู้ที่ต้องแล้วจักกระทำคืนตามธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความกลัวต่ออาบัติ ๔ประการนี้แล ฯ
สิกฺขานิสํสมิทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ ปญฺญุตฺตรํ วิมุตฺติสารํ สตาธิปเตยฺยํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว สิกฺขานิสํสํ โหติ อิธ ภิกฺขเว มยา สาวกานํ อภิสมาจาริกา สิกฺขา ปญฺญตฺตา อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ยถา ยถา ภิกฺขเว มยา สาวกานํ อภิสมาจาริกา สิกฺขา ปญฺญตฺตา อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย ปสนฺนานํ ภิยฺโยภาวาย ตถา ตถา โส ตสฺสา สิกฺขาย อขณฺฑการี โหติ อจฺฉิทฺทการี อสพลการี อกมฺมาสการี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ปุน จปรํ ภิกฺขเว มยา สาวกานํ อาทิพฺรหฺมจริยกา สิกฺขา ปญฺญตฺตา สพฺพโส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ยถา ยถา ภิกฺขเว มยา สาวกานํ อาทิพฺรหฺมจริยกา สิกฺขา ปญฺญตฺตา สพฺพโส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย
ตถา ตถา โส ตสฺสา สิกฺขาย อขณฺฑการี โหติ อจฺฉิทฺทการี อสพลการี อกมฺมาสการี สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ เอวํ โข ภิกฺขเว สิกฺขานิสํสํ โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปญฺญุตฺตรํ โหติ อิธ ภิกฺขเว มยา สาวกานํ ธมฺมา เทสิตา สพฺพโส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ยถา ยถา ภิกฺขเว มยา สาวกานํ ธมฺมา เทสิตา สพฺพโส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ตถา ตถา ๑ สพฺเพ เต ธมฺมา ปญฺญาย สมเวกฺขิตา โหนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว ปญฺญุตฺตรํ โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว วิมุตฺติสารํ โหติ อิธ ภิกฺขเว มยา สาวกานํ ธมฺมา เทสิตา สพฺพโส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ยถา ยถา ภิกฺขเว มยา สาวกานํ ธมฺมา เทสิตา สพฺพโส สมฺมาทุกฺขกฺขยาย ตถา ตถา ๒ สพฺเพ เต ธมฺมา วิมุตฺติยา ผุสิตา โหนฺติ เอวํ โข ภิกฺขเว วิมุตฺติสารํ โหติ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว สตาธิปเตยฺยํ โหติ อิติ อปริปูรํ วา อภิสมาจาริกํ สิกฺขํ ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา อภิสมาจาริกํ สิกฺขํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ อชฺฌตฺตํเยว สติ สุปฏฺฐิตา โหติ อิติ อปริปูรํ วา อาทิพฺรหฺมจริยกํ สิกฺขํ ปริปูเรสฺสามิ ปริปูรํ วา อาทิพฺรหฺมจริยกํ สิกฺขํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ อชฺฌตฺตํเยว สติ สุปฏฺฐิตา โหติ อิติ อสมเวกฺขิตํ วา ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย สมเวกฺขิสฺสามิ สมเวกฺขิตํ วา ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ อชฺฌตฺตํเยว สติ สุปฏฺฐิตา โหติ อิติ อผุสิตํ วา ธมฺมํ วิมุตฺติยา ผุสิสฺสามิ ผุสิตํ วา ธมฺมํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺญาย อนุคฺคเหสฺสามีติ อชฺฌตฺตํเยว สติ สุปฏฺฐิตา โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว สตาธิปเตยฺยํ โหติ ฯ สิกฺขานิสํสมิทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ ปญฺญุตฺตรํ วิมุตฺติสารํ สตาธิปเตยฺยนฺติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตนฺติ ฯ
๑-๒ ยุ. ปาฏิเทสนียกํ ฯ
๑-๒ ม. ยุ. ตถา ตถาสฺส เต ฯ สพฺเพติ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ อันมีสิกขาเป็นอานิสงส์
มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์อย่างไร สิกขา คือ อภิสมาจารเราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว สิกขา คืออภิสมาจารเราบัญญัติแล้วแก่สาวกเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ด้วยประการใดๆ สาวกนั้นเป็นผู้มีปรกติไม่ทำสิกขานั้นให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง
ไม่ให้พร้อย ย่อมสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ด้วยประการนั้นๆ
อีกประการหนึ่ง สิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลายเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง สิกขาอันเป็นเบื้องต้น แห่งพรหมจรรย์ เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ด้วยประการใดๆ สาวกนั้นเป็นผู้มีปรกติไม่ทำสิกขานั้นให้ขาดไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายด้วย ประการนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์อย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีปัญญาเป็นยอดอย่างไร ธรรมทั้งหลาย เราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ธรรมทั้งหลายเราแสดงแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง ด้วยประการใดๆธรรมทั้งหมดนั้นอันสาวกพิจารณาด้วยปัญญา ด้วยประการนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์มีปัญญาเป็นยอดอย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีวิมุตติเป็นแก่นอย่างไร ธรรมทั้งหลาย เราแสดงแก่สาวกทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการ ทั้งปวง ธรรมทั้งหลายเราแสดงแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบโดยประการทั้งปวง ด้วยประการใดๆ ธรรมทั้งหมดนั้นเป็นธรรมอันวิมุตติถูกต้อง แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์มีวิมุตติเป็นแก่นอย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พรหมจรรย์มีสติเป็นอธิปไตยอย่างไร สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า เราจักบำเพ็ญอภิสมาจาริกสิกขาที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือว่า จักอนุเคราะห์อภิสมาจาริกสิกขาอันบริบูรณ์แล้วไว้ ด้วยปัญญาในฐานะนั้นๆ ดังนี้บ้าง สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า เราจักบำเพ็ญสิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์
หรือว่าจักอนุเคราะห์สิกขาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่บริบูรณ์แล้วไว้ ด้วยปัญญาในฐานะนั้นๆดังนี้บ้าง สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า เราจักพิจารณาธรรมที่เราไม่ได้พิจารณาแล้วด้วยปัญญาในฐานะนั้นๆ หรือว่า จักอนุเคราะห์ธรรมที่เรา พิจารณาแล้วได้ด้วยปัญญาในฐานะนั้นๆ ดังนี้บ้าง สติอันภิกษุตั้งไว้ดีแล้วในภายในทีเดียวว่า เราจักถูกต้องธรรมที่เราไม่ได้ถูกต้องด้วยวิมุตติหรือว่า จักอนุเคราะห์ธรรมที่เราถูกต้องแล้วด้วยปัญญาในฐานะนั้นๆ ดังนี้บ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลายพรหมจรรย์มีสติเป็นอธิปไตยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่เรากล่าวว่า เราอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์
อันมีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย ดังนี้ เราอาศัย
ข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ
จตสฺโส อิมา ภิกฺขเว เสยฺยา กตมา จตสฺโส เปตเสยฺยา กามโภคิเสยฺยา สีหเสยฺยา ตถาคตเสยฺยา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว เปตเสยฺยา เยภุยฺเยน ภิกฺขเว เปตา อุตฺตานา เสนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว เปตเสยฺยา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว กามโภคิเสยฺยา เยภุยฺเยน ภิกฺขเว กามโภคี วาเมน ปสฺเสน เสนฺติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กามโภคิเสยฺยา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว สีหเสยฺยา สีโห ภิกฺขเว มิคราชา ทกฺขิเณน ปสฺเสน เสยฺยํ กปฺเปติ ปาเทน ปาทํ อจฺจาธาย อนฺตรสฏฺฐิมฺหิ ๑ นงฺคุฏฺฐํ อนุปกฺขิปิตฺวา โส ปฏิพุชฺฌิตฺวา ปุริมํ กายํ อพฺภุนฺนาเมตฺวา ปจฺฉิมํ กายํ อนุวิโลเกติ สเจ ภิกฺขเว สีโห มิคราชา กิญฺจิ ปสฺสติ กายสฺส วิกฺขิตฺตํ วา วิสฏํ วา เตน ภิกฺขเว สีโห มิคราชา อนตฺตมโน โหติ สเจ ปน ภิกฺขเว สีโห มิคราชา น กิญฺจิ ปสฺสติ กายสฺส วิกฺขิตฺตํ วา วิสฏํ วา เตน ภิกฺขเว สีโห มิคราชา อตฺตมโน โหติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สีหเสยฺยา ฯ กตมา จ ภิกฺขเว ตถาคตเสยฺยา อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจ กาเมหิ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ตถาคตเสยฺยา ฯ อิมา โข ภิกฺขเว จตสฺโส เสยฺยาติ ฯ
๑ ยุ. อนฺตราสตฺถีนํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไสยา (การนอน) ๔ อย่างนี้ ๔ อย่างเป็นไฉน คือ
เปตไสยา (นอนอย่างคนตาย) ๑ กามโภคีไสยา (นอนอย่างคนบริโภคกาม) ๑ สีหไสยา (นอนอย่างราชสีห์) ๑ ตถาคตไสยา (นอนอย่างตถาคต) ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เปตไสยาเป็นไฉนคนตายโดยมากนอนหงายนี้เราเรียกว่าเปตไสยา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กามโภคีไสยาเป็นไฉน คนบริโภคกามโดยมากนอนตะแคงข้างซ้าย นี้เราเรียกว่ากามโภคีไสยา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สีหไสยาเป็นไฉน สีหมฤคราชย่อมสำเร็จการนอนข้างเบื้องขวาซ้อนเท้าเลื่อมเท้า สอดหางเข้าในระหว่างโคนขา มันตื่นขึ้นแล้วยืดกายเบื้องหน้าแล้ว เหลียวดูกายเบื้องหลัง ถ้ามันเห็นความผิดแปลกหรือความละปรกติแห่งกาย มันย่อมเสียใจด้วยเหตุนั้นถ้ามันไม่เห็นอะไรผิดปรกติ มันย่อม ดีใจด้วยเหตุนั้น นี้เราเรียกว่าสีหไสยา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตถาคตไสยาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ
บรรลุจตุตถฌาน นี้เราเรียกว่าตถาคตไสยา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไสยา(การนอน) ๔ อย่างนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ถูปารหา กตเม จตฺตาโร ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ถูปารโห ปจฺเจกพุทฺโธ ถูปารโห ตถาคตสาวโก ถูปารโห ราชา จกฺกวตฺตี ถูปารโห อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ถูปารหาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูปารหบุคคล ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธะ ๑ สาวกของพระตถาคต ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูปารหบุคคล ๔จำพวกนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญาธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ การคบสัปบุรุษ ๑ สัทธรรมสวนะ ฟังคำสั่งสอนของท่าน ๑ โยนิโสมนสิการ ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา มนุสฺสภูตสฺส พหุการา โหนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา มนุสฺสภูตสฺส พหุการา โหนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการ เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ ธรรม ๔ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ประการนี้แล เป็นธรรมมีอุปการะมากแก่มนุษย์ ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อนริยโวหารา กตเม จตฺตาโร อทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา อสฺสุเต สุตวาทิตา อมุเต มุตวาทิตา อวิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อนริยโวหาราติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โวหารอันมิใช่ของพระอริยะ ๔ ประการนี้๔ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าเห็น ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ฟังว่าได้ฟัง ๑ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๑ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าได้รู้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โวหารอันไม่ใช่ของพระอริยะ ๔ ประการนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อริยโวหารา กตเม จตฺตาโร อทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา อสฺสุเต อสฺสุตวาทิตา อมุเต อมุตวาทิตา อวิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อริยโวหาราติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ ฟังว่าไม่ได้ฟัง ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๑ ความเป็น ผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยโวหาร ๔ ประการนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อนริยโวหารา กตเม จตฺตาโร ทิฏฺเฐ อทิฏฺฐวาทิตา สุเต อสฺสุตวาทิตา มุเต อมุตวาทิตา วิญฺญาเต อวิญฺญาตวาทิตา อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อนริยโวหาราติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โวหารอันมิใช่ของพระอริยะ ๔ ประการ นี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าไม่ได้เห็น ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าไม่ได้ฟัง ๑ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าไม่ได้ทราบ ๑ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าไม่ได้รู้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โวหารอันมิใช่ของพระ อริยะ ๔ ประการนี้แล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อริยโวหารา กตเม จตฺตาโร ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐวาทิตา สุเต สุตวาทิตา มุเต มุตวาทิตา วิญฺญาเต วิญฺญาตวาทิตา อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร อริยโวหาราติ ฯ
อาปตฺติภยวคฺโค ปญฺจโม ฯ
[๑]
__________________
อภิญฺญาวคฺโค ฉฏฺโฐ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๔ ประการนี้ ๔ ประการ เป็นไฉน คือ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้ฟังว่าได้ฟัง ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้ทราบว่าได้ทราบ ๑ ความเป็นผู้กล่าวสิ่งที่ได้รู้ว่าได้รู้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยโวหาร ๔ ประการนี้แล ฯ
จบอาปัตติภยวรรคที่ ๕
จบ ๕. อาปัตติภยวรรค