พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · อาสีวิสวรรค
๙. วีณาสูตร เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๔๓–๓๔๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๒ ในอาสีวิสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ อาสีวิสวรรค วีณาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๖๘–๒๗๑
๙. วีโณปมสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยพิณ
{๓๔๓} [๒๔๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลงหรือแม้ความกระทบกระทั่งในใจ ในรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงห้ามจิตเสียจากรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุนั้นด้วยมนสิการว่า ‘ทางนั้นมีภัย มีภัยเฉพาะหน้า มีหนาม มีรกชัฏ เป็นทางผิด เป็นทางที่บัณฑิตเกลียด และเป็นทางที่ไปลำบาก เป็นทางอันอสัตบุรุษดำเนิน ไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนิน ท่านไม่ควรดำเนินไปทางนั้น’ ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจากรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุนั้น ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง หรือแม้ความกระทบกระทั้งในใจในเสียง... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงห้ามจิตเสียจากธรรมารมณ์นั้นด้วยมนสิการว่า ‘ทางนั้นมีภัย มีภัยเฉพาะหน้า มีหนาม มีรกชัฏ เป็นทางผิดเป็นทางที่บัณฑิตเกลียด และเป็นทางที่ไปลำบาก เป็นทางที่อสัตบุรุษดำเนินไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนิน ท่านไม่ควรดำเนินไปทางนั้น’ ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจากธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนนั้น
- ๑ความพอใจ (ฉันทะ) หมายถึงตัณหาที่มีกำลังเพลา เป็นความอยากที่เกิดขึ้นครั้งแรก ไม่สามารถก่อให้เกิดความกำหนัดยินดีได้ ความกำหนัด (ราคะ) หมายถึงตัณหาที่มีกำลังรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นต่อ ๆ มาจากความพอใจ สามารถก่อให้เกิดความกำหนัดยินดีได้ ความขัดเคือง (โทสะ) หมายถึงความโกรธที่มีกำลังเพลา ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ไม่สามารถก่ออาชญากรรมได้ ความกระทบกระทั่งในใจ (ปฏิฆะ) หมายถึงโกรธที่มีกำลังรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นต่อ ๆ มา สามารถก่ออาชญากรรมได้ ความหลง (โมหะ) หมายถึงความไม่รู้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความลุ่มหลงและความงมงาย ทั้ง ๕ คำนี้เป็นอันกล่าวถึงอกุศลมูล ๓ไว้ครบถ้วน ว่าโดยหลักอภิธรรม ฉันทะและราคะ ได้แก่ โลภมูลจิต๘ ดวง โทสะและปฏิฆะ ได้แก่ โทสมูลจิต ๒ ดวง โมหะ ได้แก่ โมหมูลจิต ๒ ดวง เป็นอันแสดงถึงอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงไว้ด้วยคำทั้ง ๕ นี้ (สํ.สฬา.อ. ๑๒๔)
{๓๔๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนข้าวกล้าสมบูรณ์แล้ว แต่เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้าเป็นผู้ประมาท และโคกินข้าวกล้าลงสู่ข้าวกล้าโน้นแล้วพึงถึงความเมาถึงความประมาทตามต้องการ แม้ฉันใด ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้ว ไม่ทำความสำรวมในผัสสายตนะ๖ ย่อมถึงความเมาถึงความประมาทในกามคุณ๕ ตามความต้องการ ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนข้าวกล้าสมบูรณ์แล้ว เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้าเป็นผู้ไม่ประมาท และโคกินข้าวกล้าพึงลงสู่ข้าวกล้าโน้น เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้าพึงจับโคนั้นสนตะพายแล้วผูกรวมไว้ที่ระหว่างเขาทั้งสอง ครั้นแล้วพึงตีกระหน่ำด้วยท่อนไม้แล้วพึงปล่อยไป โคตัวกินข้าวกล้าพึงลงสู่ข้าวกล้านั้นเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ เจ้าของผู้รักษาข้าวกล้าก็พึงจับโคนั้นสนตะพายแล้วผูกรวมไว้ที่ระหว่างเขาทั้งสอง
ครั้นแล้วพึงตีกระหน่ำด้วยท่อนไม้แล้วพึงปล่อยไป โคกินข้าวกล้านั้นจะอยู่ในบ้านก็ดี อยู่ในป่าก็ดี ก็พึงมากไปด้วยการยืนหรือการนอน จะไม่ลงสู่ข้าวกล้านั้นอีก พลางระลึกถึงการถูกตีด้วยไม้ครั้งก่อนนั้นนั้นแหละ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราวใด จิตอันภิกษุข่มขู่แล้วข่มไว้ดีแล้วในผัสสายตนะ ๖ คราวนั้น จิตย่อมดำรงอยู่สงบนิ่งในภายใน มีภาวะเป็นเอกผุดขึ้น ย่อมตั้งมั่น ฉันนั้นเหมือนกันแล{๓๔๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพระราชาหรือมหาอำมาตย์แห่งพระราชายังไม่เคยได้สดับเสียงพิณ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์สดับเสียงพิณแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ผู้เจริญ นั้นเสียงอะไรหนอ น่าชอบใจ น่าใคร่ น่าบันเทิง น่าหมกมุ่น น่าผูกพันกระไรอย่างนี้’ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า ‘ขอเดชะ เสียงนั้นเป็นเสียงพิณ’ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์พึงกล่าวว่า ‘ผู้เจริญ ท่านทั้งหลายจงไปนำพิณนั้นมาให้แก่เรา’ ราชบุรุษทั้งหลายพึงนำพิณมาถวาย พึงกราบทูลว่า ‘นี่คือพิณนั้นซึ่งมีเสียงน่าชอบใจ น่าใคร่ น่าบันเทิง น่าหมกมุ่น น่าผูกพันอย่างนี้’ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์นั้นพึงกล่าวว่า ‘ผู้เจริญ ฉันไม่ต้องการพิณนั้น ท่านทั้งหลายจงนำเสียงพิณนั้นมาให้
แก่เราเถิด’ ราชบุรุษทั้งหลายกราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ขึ้นชื่อว่าพิณนี้มีเครื่องประกอบหลายอย่าง มีเครื่องประกอบมาก นายช่างประกอบดีแล้วด้วยเครื่องประกอบหลายอย่างจึงจะเปล่งเสียงได้ คือ อาศัยกระพอง อาศัยแท่น อาศัยลูกบิด อาศัยนม อาศัยสาย อาศัยคัน และอาศัยความพยายามของบุรุษ ซึ่งเหมาะแก่พิณนั้น ขอเดชะ ธรรมดาว่าพิณนี้มีเครื่องประกอบหลายอย่างมีเครื่องประกอบมาก นายช่างประกอบดีแล้วด้วยเครื่องประกอบหลายอย่าง จึงจะเปล่งเสียงได้’ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ทรงผ่าพิณนั้นเป็น ๑๐ เสี่ยง หรือ ๑๐๐ เสี่ยง ทำให้เป็นส่วนย่อย ๆ แล้วเผาด้วยไฟ แล้วพึงทำให้เป็นเขม่า แล้วโปรยไปตามลมแรงหรือลอยไปเสียในแม่น้ำซึ่งมีกระแสเชี่ยว
ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า ‘ผู้เจริญ ได้ยินว่าชื่อว่าพิณนี้ไม่ดี แม้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเหมือนพิณนี้ก็ไม่ดี เพราะพิณนี้คนต้องมัวเมาประมาท หลงใหลจนเกินขอบเขต’ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นนั้นแหละ ย่อมแสวงหารูปเท่าที่มีคติอยู่ ย่อมแสวงหาเวทนา ... ย่อมแสวงหาสัญญา .. ย่อมแสวงหาสังขาร... ย่อมแสวงหาวิญญาณเท่าที่มีคติอยู่ เมื่อเธอแสวงหารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเท่าที่มีคติอยู่ ความยึดถือโดยคติของภิกษุนั้นว่า ‘เรา’ หรือว่า ‘ของเรา’ หรือว่า ‘เป็นเรา’ ก็ไม่มีแก่เธอ”
- ๑ลูดบิด ในที่นี้หมายถึงอุปกรณ์สำหรับปิดช่วงหรือลดสายเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดสีหรือเครื่องสีให้ตึงหรือหย่อน (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า๗๓๙)
- ๒นม ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เป็นเต้าเป็นปมคล้ายนม เป็นฐานรองรับสายเมื่อกดนิ้วขณะดีดทำให้มีเสียงสูงต่ำ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๒๑๙ เทียบ จะเข้)
- ๓คติ ในที่นี้หมายถึงลักษณะที่ไปที่ถึงของเบญจขันธ์ ซึ่งภิกษุแสวงหาจนรู้ชัดและหมดความยึดถือมี ๕ อย่าง คือ (๑) คติคติ คดีคือทางไป ซึ่งในเบื้องล่างก็มีอเวจีมหานรกเป็นที่สุด เบื้องบนก็มี อกนิฏฐพรหมโลกเป็นที่สุด (๒) สัญชาติคติ คติคือแหล่งกำเนิด เช่น รูปกายย่อมเกิดในแหล่งที่มืดมิดสนิทคือภายในสำไส้ใหญ่ มีกลิ่นเหม็น น่ารังเกียจ (๓) สลักขณคติ คติคือลักษณะเฉพาะของเบญจขันธ์ เช่น มีความผันแปรย่อยสลายเป็นต้น และลักษณะสามัญมีความไม่เที่ยงเป็นต้น (๔) วิภวคติ คติคือความไม่มีปรากฏ ดังเช่นที่ตรัสว่า ‘...วิภพ(ความไม่มีปรากฏ) เป็นคติของธรรมทั้งหลาย...’ (๕) เภทคติ คติคือการแตกสลาย (สํ.สฬา.อ. ๑๒๘-๑๒๙)
๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยสัตว์ ๖ ชนิด
{๓๔๖} [๒๔๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีตัวเป็นแผล มีตัวเป็นพุพองเข้าไปสู่ป่าหญ้าคา แม้หน่อหญ้าคาก็พึงตำเท้าของบุรุษนั้น ใบหญ้าคาก็พึงบาดตัวที่พุพอง เมื่อเป็นอย่างนี้ บรุษนั้นก็พึงเสวยทุกขโทมนัสซึ่งมีการตำและการบาดนั้นเป็นเหตุโดยยิ่งกว่าประมาณ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อยู่ในบ้านก็ดี อยู่ในป่าก็ดี ย่อมได้บุคคลผู้กล่าวท้วงว่า ‘ท่านผู้นี้แลทำอย่างนี้ มีสมาจารอย่างนี้ เป็นผู้ไม่สะอาดและเป็นหนามแห่งชาวบ้าน’ {๓๔๗} เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า ‘ผู้เป็นหนาม’
ภิกษุรู้แจ้งอย่างนี้แล้วพึงทราบอสังวรและสังวรต่อไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังวรเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารักเป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุได้ยินเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยชิวหา... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ{๓๔๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีลักษณะวิสัยต่างกัน มีทางหากินต่างกัน คือ จับงู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก
จบ ๙. วีณาสูตร