arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · อาสีวิสวรรค

๘. กึสุกสูตร เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๙–๓๔๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในอาสีวิสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ อาสีวิสวรรค กึสุกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๖๓–๒๖๘

หน้า ๒๖๓

ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพระราชาก็ดี มหาอำมาตย์ของพระราชาก็ดี มิตรสหายหรือญาติสาโลหิตก็ดี จะพึงนำโภคสมบัติมาเชื้อเชิญภิกษุผู้ประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ว่า ‘มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ผ้ากาสาวพัสตร์เหล่านี้บีบคั้นท่านอยู่มิใช่หรือ ท่านจะเป็นคนโล้นเที่ยวถือกระเบื้องอยู่ทำไม ท่านจงสึกออกมาบริโภคโภคสมบัติและทำบุญเถิด’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุผู้ประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้นั้นจักลาสิกขาสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์นั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าการที่จิตที่น้อมไปในวิเวกโน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวกมาตลอดกาลนานนั้น จักสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์อีกนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้”

๘. กิงสุโกปมสูตร

ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยต้นทองกวาว

{๓๓๙} [๒๔๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามภิกษุรูปนั้นว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”

ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผ้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”

ทีนั้นแล ภิกษุนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทัสสนะ ความรู้เห็น ในที่นี้หมายถึงปฐมมรรคหรือโสดาปัตติมรรค ซึ่งเมื่อสำเร็จหน้าที่การปหาน(ละ)กิเลส ชื่อว่าย่อมรู้เห็นพระนิพพานเป็นปฐม (สํ.สฬา.อ. ๑๑๕)
หน้า ๒๖๔

ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”

ทีนั้นแล ภิกษุนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”

ภิกษุนั้นกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งมหาภูตรูป ๔ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”

{๓๔๐} ทีนั้นแล ภิกษุนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”

ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”

ทีนั้นแล ภิกษุรูปนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ ทัสสนะะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่า

หน้า ๒๖๕

นี้แล’ ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ’

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้วภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งมหาภูตรูป ๔ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ’ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถามอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงว่า

‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา’ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ ทีนั้นแล ข้าพระองค์ไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ขอทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”{๓๔๑} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ เปรียบเหมือนบุรุษผู้ไม่เคยเห็นต้นทองกวาวบุรุษนั้นพึงเข้าไปหาบุรุษคนหนึ่งผู้เคยเห็นต้นทองกวาวถึง

หน้า ๒๖๖

ที่อยู่ ครั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ‘พ่อมหาจำเริญ ต้นทองกวาวเป็นเช่นไร’ บุรุษนั้นพึงตอบว่า ‘พ่อคุณ ต้นทองกวาวดำเหมือนตอไฟไหม้’ ดูก่อนภิกษุ ก็สมัยนั้นแลต้นทองกวาวเป็นเช่นนั้นจริง

ทีนั้นแล บุรุษนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของบุรุษนั้น จึงเข้าไปหาบุรุษอีกคนหนึ่งผู้เคยเห็นต้นทองกวาวถึงที่อยู่ ครั้นแล้วถามว่า ‘พ่อมหาจำเริญ ต้นทองกวาวเป็นเช่นไร’ บุรุษนั้นพึงตอบว่า ‘พ่อคุณ ต้นทองกวาวดำเหมือนชิ้นเนื้อ’ ดูก่อนภิกษุ ก็สมัยนั้นแลต้นทองกวาวเป็นเช่นนั้นจริง

บุรุษนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของบุรุษนั้น จึงเข้าไปหาบุรุษอีกคนหนึ่งผู้เคยเห็นต้นทองกวาวถึงที่อยู่ ครั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ‘พ่อมหาจำเริญต้นทองกวาวเป็นเช่นไร’ บุรุษนั้นพึงตอบว่า ‘พ่อคุณ ต้นทองกวาวที่กะเทาะเปลือกแล้วมีฝักแตกแล้วเหมือนต้นซีก’ ดูก่อนภิกษุ ก็สมัยนั้นแลต้นทองกวาวเป็นเช่นนั้นจริง

ทีนั้นแล บุรุษนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของบุรุษนั้น จึงเข้าไปหาบุรุษอีกคนหนึ่งผู้เคยเห็นต้นทองกวาวถึงที่อยู่ ครั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ‘พ่อมหาจำเริญ ต้นทองกวาวเป็นเช่นไร’ บุรุษนั้นพึงตอบว่า ‘พ่อคุณ ต้นทองกวาวมีใบแก่ใบอ่อนหนาแน่น มีร่มหนาทึบเหมือนต้นไทร’ ดูก่อนภิกษุก็สมัยนั้นแล ต้นทองกวาวเป็นเช่นนั้นจริง แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุ ทัสสนะของสัตบุรุษเหล่านั้นผู้น้อมใจเชื่ออย่างใด ๆ เป็นอันหมดจดดีแล้ว สัตบุรุษทั้งหลายผู้ฉลาดก็พยากรณ์ไปแล้วอย่างนั้น ๆ ฉันนั้นแล{๓๔๒} ดูก่อนภิกษุ เหมือนอย่างเมืองชายแดนของพระราชาเป็นเมืองที่มั่นคงมีกำแพงและเชิงเทิน มีประตู ๖ ประตู นายประตูเมืองนั้นเป็นคนฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา คอยห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก อนุญาตให้คนที่ตนรู้จักเข้าไปในเมืองนั้น ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วนมาจากทิศตะวันออก พึงถามนาย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ต้นซีก ต้นก้ามปูหรือต้นจามจุรีแดง (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
หน้า ๒๖๗

ประตูนั้นว่า ‘พ่อมหาจำเริญ เจ้าเมืองนี้อยู่ที่ไหน’ นายประตูนั้นตอบว่า ‘พ่อคุณ ท่านนั่งอยู่ตรงทางสามแยกกลางเมือง’ ทีนั้นแล ราชทูตคู่นั้นมอบถ้อยคำตามความเป็นจริงแก่เจ้าเมืองแล้วก็เดินทางกลับไปตามทางที่มาแล้ว ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วนมาจากทิศตะวันตก ... มาจากทิศเหนือ ... มาจากทิศใต้ ถามนายประตูนั้นว่า ‘พ่อมหาจำเริญ เจ้าเมืองนี้อยู่ที่ไหน’ นายประตูนั้นตอบว่า ‘พ่อคุณ ท่านนั่งอยู่ตรงทางสามแยกกลางเมือง’ ทีนั้นแลราชทูตคู่นั้นมอบถ้อยคำตามความเป็นจริงแก่เจ้าเมืองแล้วก็เดินทางกลับไปตามทางที่มาแล้วดูก่อนภิกษุ อุปมานี้แลเราแต่งขึ้นเพื่อจะให้เนื้อความแจ่มแจ้งก็ในอุปมานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้

คำว่า เมือง นั่นเป็นชื่อของกายนี้ ซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยงต้องลูบไล้นวดฟั้น และต้องแตกกระจัดกระจายเป็นธรรมดา

คำว่า ประตู ๖ ประตู นั่นเป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖

คำว่า นายประตู นั่นเป็นชื่อของสติ

คำว่า ราชทูตคู่หนึ่งมีราชการด่วน นั่นเป็นชื่อของสมถะและวิปัสสนา

คำว่า เจ้าเมือง นั่นเป็นชื่อของวิญญาณ

คำว่า ทางสามแยกกลางเมือง นั่นเป็นชื่อของมหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ

คำว่า ถ้อยคำตามความเป็นจริง นั่นเป็นชื่อของนิพพาน

คำว่า ตามทางที่มาแล้ว นั่นเป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฎฐิ ... สัมมาสมาธิ

หน้า ๒๖๘

๙. วีโณปมสูตร

ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยพิณ

{๓๔๓} [๒๔๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลงหรือแม้ความกระทบกระทั่งในใจ ในรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงห้ามจิตเสียจากรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุนั้นด้วยมนสิการว่า ‘ทางนั้นมีภัย มีภัยเฉพาะหน้า มีหนาม มีรกชัฏ เป็นทางผิด เป็นทางที่บัณฑิตเกลียด และเป็นทางที่ไปลำบาก เป็นทางอันอสัตบุรุษดำเนิน ไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนิน ท่านไม่ควรดำเนินไปทางนั้น’ ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจากรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุนั้น ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพอใจ ความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง หรือแม้ความกระทบกระทั้งในใจในเสียง... ในกลิ่น ... ในรส ... ในโผฏฐัพพะ ... ในธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนพึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้นพึงห้ามจิตเสียจากธรรมารมณ์นั้นด้วยมนสิการว่า ‘ทางนั้นมีภัย มีภัยเฉพาะหน้า มีหนาม มีรกชัฏ เป็นทางผิดเป็นทางที่บัณฑิตเกลียด และเป็นทางที่ไปลำบาก เป็นทางที่อสัตบุรุษดำเนินไม่ใช่ทางที่สัตบุรุษดำเนิน ท่านไม่ควรดำเนินไปทางนั้น’ ภิกษุหรือภิกษุณีพึงห้ามจิตเสียจากธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยมโนนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ความพอใจ (ฉันทะ) หมายถึงตัณหาที่มีกำลังเพลา เป็นความอยากที่เกิดขึ้นครั้งแรก ไม่สามารถก่อให้เกิดความกำหนัดยินดีได้ ความกำหนัด (ราคะ) หมายถึงตัณหาที่มีกำลังรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นต่อ ๆ มาจากความพอใจ สามารถก่อให้เกิดความกำหนัดยินดีได้ ความขัดเคือง (โทสะ) หมายถึงความโกรธที่มีกำลังเพลา ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ไม่สามารถก่ออาชญากรรมได้ ความกระทบกระทั่งในใจ (ปฏิฆะ) หมายถึงโกรธที่มีกำลังรุนแรง ซึ่งเกิดขึ้นต่อ ๆ มา สามารถก่ออาชญากรรมได้ ความหลง (โมหะ) หมายถึงความไม่รู้ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความลุ่มหลงและความงมงาย ทั้ง ๕ คำนี้เป็นอันกล่าวถึงอกุศลมูล ๓ไว้ครบถ้วน ว่าโดยหลักอภิธรรม ฉันทะและราคะ ได้แก่ โลภมูลจิต๘ ดวง โทสะและปฏิฆะ ได้แก่ โทสมูลจิต ๒ ดวง โมหะ ได้แก่ โมหมูลจิต ๒ ดวง เป็นอันแสดงถึงอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงไว้ด้วยคำทั้ง ๕ นี้ (สํ.สฬา.อ. ๑๒๔)

จบ ๘. กึสุกสูตร