พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · อาสีวิสวรรค
๗. ทุกขธรรมสูตร เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๓๒–๓๓๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๒ ในอาสีวิสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ อาสีวิสวรรค ทุกขธรรมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๕๙–๒๖๓
๗. ทุกขธัมมสูตร
ว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรม
{๓๓๒} [๒๔๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ภิกษุย่อมรู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง ในกาลนั้นแล กามทั้งหลายย่อมเป็นอันภิกษุนั้นเห็นแล้ว โดยอาการที่เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ความพอใจกาม ความเสน่หากาม ความหมกมุ่นกาม ความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ไม่ได้ อนึ่ง ธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และธรรมเป็นเครื่องอยู่ย่อมเป็นอันติดตามเธออยู่ โดยอาการที่อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสย่อมครอบงำเธอผู้ประพฤติอยู่ไม่ได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างไรเล่า
คือ ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างนี้แล{๓๓๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามทั้งหลายย่อมเป็นอันภิกษุนั้นเห็นแล้วอย่างไรเล่า คือ อย่างที่เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ ความพอใจกาม ความเสน่หากาม ความหมกมุ่นกาม ความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ไม่ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีหลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วคน เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวปราศจากควัน ครั้งนั้นแล มีชายคนหนึ่งผู้ยังรักชีวิตอยู่ ไม่
- ๑ทุกขธรรม ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ (สํ.สฬา.อ. ๑๑๓)
อยากตาย ยังรักสุขเกลียดทุกข์เดินมา บุรุษผู้แข็งแรง ๒ คนจับชายคนนั้นข้างละแขนแล้วฉุดเข้าไปหาหลุมถ่านเพลิงนั้น ชายผู้นั้นพึงน้อมกายนี้แหละเข้าไปด้วยอาการอย่างนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบุรุษนั้นไม่มีความรู้ว่า ‘เราจักตกไปยังหลุมถ่านเพลิงนี้และจะถึงความตายหรือทุกข์ปางตายเพราะหลุมถ่านเพลิงนั้นเป็นเหตุ’ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามทั้งหลายซึ่งมีอุปมาเหมือนหลุมถ่านเพลิงก็ย่อมเป็นอันภิกษุเห็นแล้ว โดยอาการที่เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ ความพอใจกาม ความเสน่หากาม ความหมกมุ่นกามความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลายนอนเนื่องอยู่ไม่ได้{๓๓๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ย่อมเป็นอันติดตามภิกษุ
โดยอาการที่อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสย่อมครอบงำเธอผู้ประพฤติอยู่ไม่ได้อย่างไรเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีบุรุษพึงเข้าไปสู่ดงที่มีหนามมาก ข้างหน้าบุรุษนั้นก็มีหนาม ข้างหลังก็มีหนาม ข้างซ้ายก็มีหนาม ข้างขวาก็มีหนาม ข้างล่างก็มีหนาม ข้างบนก็มีหนาม บุรุษนั้นมีสติก้าวเข้าไปข้างหน้า ถอยกลับข้างหลัง ด้วยประสงค์ว่า ‘หนามอย่าแทงเรา’ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมคือปิยรูปและสาตรูป ในโลกนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นหนามในอริยวินัย’ ฉันนั้นเหมือนกันแล
ว่าด้วยอสังวรและสังวร
{๓๓๕} ภิกษุรู้แจ้งอย่างนี้แล้วพึงทราบเรื่องอสังวรและสังวรต่อไป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังวรเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่ง
- ๑ปิยรูป หมายถึงสภาวะที่น่ารัก สาตรูป หมายถึงสภาวะที่ชื่นใจ อันเป็นส่วนแห่งอิฏฐารมณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดตัณหา (นัย ที.ม.อ. ๔๑๕, สํ.นิ.อ. ๑๓๕. อภิ.วิ.อ. ๑๑๙-๑๒๐)
อกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุได้ยินเสียงด้วยโสตะ .. สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยชิวหา... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังวรเป็นอย่างนี้แล
{๓๓๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังวรเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุได้ยินเสียงด้วยโสตะ .. สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ .. ลิ้มรสด้วยชิวหา .. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย .. ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้
มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังวรเป็นอย่างนี้แล{๓๓๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ ในบางครั้งบางคราว อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริอันซ่านไป เป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นเพราะความหลงลืมแห่งสติ สติก็ยังเกิดช้าไป ที่จริงอกุศลธรรมนั้นเธอย่อมละได้ บรรเทาได้ ทำให้สิ้นสุดได้ ให้ถึงความไม่มีได้เร็วกว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมีคนเอาหยดนํ้าสองหรือสามหยดหยดลงไปบนกะทะเหล็กที่ร้อนอยู่ทั้งวัน หยดนํ้าก็ยังตกลงช้าไป ความจริง
หยดนํ้านั้นแห้งไปเร็วกว่า ฉันใด ถ้าเมื่อภิกษุนั้นประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ในบางครั้งบางคราว อกุศลธรรมอันเลวทรามคือความดำริอันซ่านไป เป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นเพราะความหลงลืมสติ สติก็ยังเกิดช้าไป ที่จริงอกุศลธรรมนั้นเธอย่อมละได้ บรรเทาได้ ทำให้สิ้นสุดได้ ให้ถึงความไม่มีได้เร็วทีเดียว ฉันนั้นเหมือนกันแล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเป็นเครื่องประพฤติและธรรมเป็นเครื่องอยู่ย่อมเป็นอันติดตามภิกษุ โดยอาการที่อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌา และโทมนัสย่อมครอบงำภิกษุผู้ประพฤติอยู่ไม่ได้อย่างนี้แล
{๓๓๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพระราชาก็ดี มหาอำมาตย์ของพระราชาก็ดี มิตรสหายหรือญาติสาโลหิตก็ดี จะพึงนำโภคสมบัติมาเชื้อเชิญภิกษุผู้ประพฤติ อย่างนี้ อยู่อย่างนี้ว่า ‘มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ผ้ากาสาวพัสตร์เหล่านี้บีบคั้นท่านอยู่มิใช่หรือ ท่านจะเป็นคนโล้นเที่ยวถือกระเบื้องอยู่ทำไม ท่านจงสึกออกมาบริโภคโภคสมบัติและทำบุญเถิด’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุผู้ประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้นั้นจักลาสิกขาสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์นั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่นํ้าคงคาที่ไหลหลั่งถั่งไปทางทิศตะวันออก ถ้าว่ามหาชนพึงถือจอบและบุ้งกี๋มาด้วยประสงค์ว่า ‘พวกเราจักทดแม่นํ้าคงคานี้ให้ไหลหลั่งถั่งกลับไป’ เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หมู่มหาชนนั้นพึงทดแม่นํ้าคงคานี้ให้ไหลหลั่งถั่งกลับไปได้ไหมเล่า”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า”
“ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่นํ้าที่ไหลหลั่งถั่งไป’ ทางทิศตะวันออก การที่จะทดแม่นํ้าคงคานั้นให้ไหลหลั่งถั่งกลับไป ไม่ใช่ทำได้ง่าย ก็หมู่มหาชนนั้นพึงมีส่วนแห่งความลำบากความยากแค้นทีเดียว”
ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพระราชาก็ดี มหาอำมาตย์ของพระราชาก็ดี มิตรสหายหรือญาติสาโลหิตก็ดี จะพึงนำโภคสมบัติมาเชื้อเชิญภิกษุผู้ประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ว่า ‘มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ผ้ากาสาวพัสตร์เหล่านี้บีบคั้นท่านอยู่มิใช่หรือ ท่านจะเป็นคนโล้นเที่ยวถือกระเบื้องอยู่ทำไม ท่านจงสึกออกมาบริโภคโภคสมบัติและทำบุญเถิด’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุผู้ประพฤติอย่างนี้ อยู่อย่างนี้นั้นจักลาสิกขาสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์นั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าการที่จิตที่น้อมไปในวิเวกโน้มไปในวิเวก โอนไปในวิเวกมาตลอดกาลนานนั้น จักสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์อีกนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้”
๘. กิงสุโกปมสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยต้นทองกวาว
{๓๓๙} [๒๔๕] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามภิกษุรูปนั้นว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”
ภิกษุรูปนั้นกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผ้มีอายุ เพราะภิกษุรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุเกิดและความดับแห่งผัสสายตนะ ๖ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล”
ทีนั้นแล ภิกษุนั้นไม่ยินดีด้วยการตอบปัญหาของภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่งถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ทัสสนะของภิกษุย่อมเป็นอันหมดจดดีแล้วด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”
- ๑ทัสสนะ ความรู้เห็น ในที่นี้หมายถึงปฐมมรรคหรือโสดาปัตติมรรค ซึ่งเมื่อสำเร็จหน้าที่การปหาน(ละ)กิเลส ชื่อว่าย่อมรู้เห็นพระนิพพานเป็นปฐม (สํ.สฬา.อ. ๑๑๕)
จบ ๗. ทุกขธรรมสูตร