พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · อาสีวิสวรรค
๖. อวัสสุตสูตร เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๖–๓๓๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๒ ในอาสีวิสวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ อาสีวิสวรรค อวัสสุตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๕๓–๒๕๙
๖. อวัสสุตปริยายสูตร
ว่าด้วยอวัสสุตบรรยายและอนวัสสุตบรรยาย
{๓๒๖} [๒๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ก็สมัยนั้นแล ท้องพระโรงใหม่แห่งพวกเจ้าศากยะพระนครกบิลพัสดุ์สร้างสำเร็จได้ไม่นาน ยังไม่ทันที่สมณพราหมณ์หรือใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์จะได้อยู่อาศัย ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะพระนครกบิลพัสดุ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ท้องพระโรงใหม่แห่งพวกเจ้าศากยะสร้างสำเร็จได้ไม่นาน ยังไม่ทันที่สมณพราหมณ์หรือใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์จะได้อยู่อาศัย ขอเชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ท้องพระโรงนั้นเป็นปฐมฤกษ์ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้เป็นปฐมฤกษ์แล้ว พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์ จึงจะใช้ภายหลัง ข้อนั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่พวกเจ้าศากยะเมืองกบิลพัสดุ์สิ้นกาลนาน”พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้วโดยดุษณีภาพ
ครั้นพวกเจ้าศากยะพระนครกบิลพัสดุได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วพากันไปยังท้องพระโรง ครั้นแล้วได้ปูลาดอาสนะให้พร้อมสรรพ ให้ตั้งหม้อนํ้า ตามประทีปนํ้ามัน แล้วพากันเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญท้องพระโรงพวกข้าพระองค์ปูลาดอาสนะไว้พร้อมสรรพแล้ว หม้อนํ้าก็ให้ตั้งไว้แล้ว ประทีปน้ำมันก็ตามไว้แล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด”
{๓๒๗} ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเสด็จไปยังท้องพระโรงใหม่พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าไปยังท้องพระโรง ประทับนั่งพิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกแม้ภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วพาอันเข้าไปยังท้องพระโรง นั่งพิงฝาด้านหลังผินหน้าไปทางทิศตะวันออก แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ฝ่ายพวกเจ้าศากยะพระนครกบิลพัสดุ์ก็พาอันล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าไปยังท้องพระโรง ประทับนั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออก ผินพระพักตร์ไปทางทิศปัจฉิม แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงพวกเจ้าศากยะให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาตลอดราตรี แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า “ดูก่อนท่านผู้โคตมโคตรทั้งหลาย ราตรีล่วงไปแล้ว บัดนี้ท่านทั้งหลายจงสำคัญกาลที่จะเสด็จไปเถิด” พวกเจ้าศากยะพระนครกบิลพัสดุ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ
{๓๒๘} ลำดับนั้นแล เมื่อพวกเจ้าศากยะพระนครกบิลพัสดุ์เสด็จกลับแล้วไม่นาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมาตรัสว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ ภิกษุสงฆ์ยังปราศจากถีนมิทธะอยู่แล ธรรมีกถาของเธอจงแจ่มแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายเราเมื่อยหลัง จักขอพักสักหน่อย” ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดให้ปูผ้าสังฆาฏิเป็นสี่ชั้น สำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงช้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ มนสิการสัญญาในอันเสด็จลุกขึ้น
- ๑ถีนมิทธะ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม หรือความง่วงเหงาเซื่องซึม เป็นข้อ ๓ในนิวรณ์ (กิเลสเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดี) ๕ {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๑}
ในลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาโมคัลลานะแล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราจักแสดงอวัสสุตบรรยายและอนวัสสุตบรรยาย แก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังบรรยายนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว
ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า “ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้มีใจชุ่มด้วยกามอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุได้ยินเสียงด้วยโสตะ .. สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ .. ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว มีใจมีประมาณน้อยอยู่ และย่อมไม่รู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
- ๑อวัสสุตบรรยาย หมายถึงธรรมเทศนาว่าด้วยเหตุแห่งความมีใจชุ่มด้วยกามราคะ อนวัสสุบรรยายหมายถึงธรรมเทศนาว่าด้วยเหตุแห่งความมีใจไม่ชุ่มด้วยกามราคะ (นัย สํ.สฬา.อ. ๑๑๓)
- ๒กายคตาสติ หมายถึงสติที่เป็นไปในกาย คือพิจารณากายให้เห็นตามสภาพที่มีส่วนประกอบซึ่งล้วนเป็นของไม่สะอาด ข้อ ๘ ในอนุสติ ๑๐ {นัย สํ.นิ.อ. ๒๒๑)
- ๓เจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิตหรือกำลังสมาธิ หมายถึงภาวะที่จิตบรรลุอรหัตตผลซึ่งหลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสทั้งปวง หรือเรียกว่าอรหัดตผลสมาธิ ปัญญาวิมุตติ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่เป็นเหตุให้บรรลุอรหัตตผลซึ่งทำให้หลุดพ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลสและอวิชชาได้อย่างสิ้นเชิง หรือเรียกว่าอรหัตตผลปัญญา (ที.สี.อ. ๒๘๑, ม.มู.อ. ๑/๑๗๗, สํ.นิ.อ. ๑๙๖ สํ.สฬา.อ. ๕๑)
ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มีใจชุ่มแล้วในรูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ในเสียง ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ในกลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ในรสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ในโผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ในธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยมโน
{๓๒๙} ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้าแม้ว่ามารเข้าไปหาเธอทางจักษุ มารย่อมได้ช่องได้ปัจจัยทีเดียว .. ถ้าแม้ว่ามารเข้าไปหาเธอทางโสตะ .. ทางฆานะ .. ทางชิวหา .. ทางกาย .. ทางมโน มารย่อมได้ช่องได้ปัจจัย
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนไม้อ้อก็ดี เรือนหญ้าก็ดี ที่แห้งเกราะ เขาทำไว้ภายนอกกาลฝน ถ้าบุรุษมีคบหญ้าติดไฟเข้าไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้านั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็พึงได้ช่องได้ปัจจัย ถ้าบุรุษมีคบหญ้าติดไฟเข้าไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้านั้นทางทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ ทางทิศใต้ ทางข้างล่าง ทางข้างบน ไฟก็พึงได้ช่องได้ปัจจัย ถ้าบุรุษมีคบหญ้าติดไฟเข้าไปใกล้เรือนไม้อ้อหรือเรือนหญ้านั้นทางใดทางหนึ่ง ไฟก็พึงได้ช่องได้ปัจจัยเหมือนกัน แม้ฉันใด ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้ว่ามารเข้า ไปหาเธอทางจักษุ มารก็จะได้ช่องได้ปัจจัยทีเดียว .. ถ้าแม้ว่ามารเข้าไปหาเธอทางโสตะ...
ทางฆานะ... ทางชิวหา ... ทางกาย... ทางมโน มารก็จะได้ช่องได้ปัจจัย ฉันนั้นเหมือนกัน{๓๓๐} ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็รูปครอบงำภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนั้น ภิกษุไม่ครอบงำรูป เสียงครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำเสียง กลิ่นครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำกลิ่น รสครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำรส โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำโผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุ ภิกษุไม่ครอบงำธรรมารมณ์ ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกรูปครอบงำ ถูกเสียงครอบงำ ถูก กลิ่นครอบงำ ถูกรสครอบงำ ถูกโผฏฐัพพะครอบงำ ถูกธรรมารมณ์ครอบงำ เป็นผู้ไม่ครอบงำรูป
- ๑มาร ในที่นี้หมายถึงทั้งกิเลสมารและเทวปุตตมาร (สํ.สฬา.อ. ๑๑๓)
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อกุศลธรรมอันเลวทรามทั้งหลายซึ่งมีความเศร้าหมอง ทำให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป ดูก่อน อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีใจชุ่มแล้วด้วยกามอย่างนี้แล
{๓๓๑} ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มด้วยกามอย่างไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วย่อมไม่น้อมใจไปในรูปอันน่ารัก ไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ภิกษุได้ยินเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา .. ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ...รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วย่อมไม่น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก ไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้แล้ว
มีใจหาประมาณมิได้อยู่ และย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันเลวทรามที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มแล้วในรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ในเสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ในกลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ในรสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ในโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้าแม้มารจะเข้าไปหาเธอทางจักษุ มารย่อมไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ... ถ้าแม้มารจะเข้าไปหาเธอทางมโน มารย่อมไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าติดไฟเข้าไปใกล้กูฏาคารศาลาทางทิศตะวันออก ไฟก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้ปัจจัยเพราะการขยำดินหาอย่างแน่นหนา ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าติดไฟพึงเข้าไปใกล้กูฏาคารศาลานั้น ทาง
ทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ ทางทิศใต้ ทางข้างล่าง ทางข้างบน ไฟก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้ปัจจัยเพราะการขยำดินทาอย่างแน่นหนา ถ้าแม้บุรุษมีคบหญ้าติดไฟเข้าไปใกล้กูฏาคารศาลาทางทิศใดทิศหนึ่ง ไฟก็ไม่พึงได้ช่องไม่พึงได้ปัจจัย แม้ฉันใด ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ ถ้ามารเข้าไปหาเธอทางจักษุ มารก็จะไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ... ถ้ามารเข้าไปหาเธอทางมโน มารก็จะไม่ได้ช่องไม่ได้ปัจจัย ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนั้นครอบงำรูปได้ รูปครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำเสียงได้ เสียงครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำกลิ่นได้ กลิ่นครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำรสได้ รสครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำโผฏฐัพพะได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ได้ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุไม่ได้ ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่าผู้ครอบงำรูปได้ ผู้ครอบงำเสียงได้ ผู้ครอบงำกลิ่นได้ ผู้ครอบงำรสได้ ผู้ครอบงำโผฏฐัพพะได้ ผู้ครอบงำธรรมารมณ์ได้ ครอบงำได้แล้วซึ่งอกุศลธรรมอันเลวทรามทั้งหลายซึ่งมีความเศร้าหมอง ทำให้เภิดในภพใหม่มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไปดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีใจไม่ชุ่มแล้วด้วยกามอย่างนี้แล”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นแล้วตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมาว่า ‘สาธุ สาธุ โมคคัลลานะ ดีแล้ว โมคคัลลานะ ที่เธอได้ภาษิตอวัสสุตบรรยายและอนวัสสุตบรรยายแก่ภิกษุทั้งหลาย”
ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวไวยากรณภาษิตนี้ พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชมภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้วแล
๗. ทุกขธัมมสูตร
ว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรม
{๓๓๒} [๒๔๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ภิกษุย่อมรู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง ในกาลนั้นแล กามทั้งหลายย่อมเป็นอันภิกษุนั้นเห็นแล้ว โดยอาการที่เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ความพอใจกาม ความเสน่หากาม ความหมกมุ่นกาม ความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ไม่ได้ อนึ่ง ธรรมเป็นเครื่องประพฤติ และธรรมเป็นเครื่องอยู่ย่อมเป็นอันติดตามเธออยู่ โดยอาการที่อกุศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสย่อมครอบงำเธอผู้ประพฤติอยู่ไม่ได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุย่อมรู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างไรเล่า
คือ ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้ ... สังขารเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ประจักษ์ถึงเหตุเกิดและความดับแห่งทุกขธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริงอย่างนี้แล{๓๓๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามทั้งหลายย่อมเป็นอันภิกษุนั้นเห็นแล้วอย่างไรเล่า คือ อย่างที่เมื่อเธอเห็นกามทั้งหลายอยู่ ความพอใจกาม ความเสน่หากาม ความหมกมุ่นกาม ความเร่าร้อนเพราะกามในกามทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ไม่ได้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีหลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วคน เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวปราศจากควัน ครั้งนั้นแล มีชายคนหนึ่งผู้ยังรักชีวิตอยู่ ไม่
- ๑ทุกขธรรม ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ (สํ.สฬา.อ. ๑๑๓)
จบ ๖. อวัสสุตสูตร