พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · อัพยากตสังยุตต์
๕. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓ เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗๖–๗๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๑ ในอัพยากตสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค อัพยากตสังยุตต์ สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๔๙๘–๔๙๙
๕. ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร
ว่าด้วยพระโกฏฐิตะถามปัญหาพระสารีบุตร สูตรที่ ๓
{๗๗๖} [๔๑๔] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ... ได้มีคำถามอย่างนั้นเหมือนกันว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ปัญหานี้”
{๗๗๗} ท่านพระสารีบุตรตอบว่า“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ความเห็นว่า ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไป ย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในรูป ...ในเวทนา ...ในสัญญา ...ในสังขาร ...ในวิญญาณ
{๗๗๘} ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ความเห็นว่า ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี ย่อมไม่เกิดมีแก่บุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศ จากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในรูป ...ในเวทนา ...ในสัญญา ...ในสังขาร ...ในวิญญาณ ดูก่อนท่านผู้มีอายุ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ปัญหานั้น”
๖. จตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร
ว่าด้วยพระสารีบุตรถามปัญหาพระโกฏฐิตะ สูตรที่ ๔
{๗๗๙} [๔๑๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นแล้วได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระมหาโกฏฐิตะครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วท่านพระสารีบุตรได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า “ดูก่อนท่านมหาโกฏฐิตะ สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกหรือ ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่หรือเมื่อผมถามแล้ว ท่านก็ตอบว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์
ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงพยากรณ์ปัญหานี้”{๗๘๐} ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ความเห็นว่า ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก” ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไป ย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอิกก็มี’ ก็ดี ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอิกก็มิใช่’ ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีรูปเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้วในรูป ผู้หมกมุ่นแล้วในรูป ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งรูปตามความเป็นจริง
{๗๘๑} ความเห็นว่า ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก’ ก็ดี ... ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ก็ดี ย่อมเกิดมีแก่บุคคลผู้มีเวทนาเป็นที่มายินดี มีสัญญาเป็นที่มายินดี มีสังขารเป็นที่มายินดี มีวิญญาณเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีแล้ว หมกมุ่นแล้วในเวทนา ในสัญญา ในสังขารในวิญญาณ ผู้ไม่รู้ไม่เห็นความดับแห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขาร แห่งวิญญาณตามความเป็นจริง
จบ ๕. สาริปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓