arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · สมุททวรรค

๕. โกฏฐิกสูตร เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๕–๒๙๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในสมุททวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ สมุททวรรค โกฏฐิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๓๐–๒๓๓

หน้า ๒๓๐

๕. โกฎฐิกสูตร

ว่าด้วยปัญญาของพระโกฎฐิกะ

{๒๙๕} [๒๓๒] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิกะอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเย็น ท่านพระมหาโกฏฐิกะออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ โสตะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของเสียง เสียงเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโสตะ ฆานะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกลิ่น กลิ่นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของฆานะ ชิวหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรส รสเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของชิวหา กายเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกาย มโนเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโนหรือ”ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น

โสตะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของเสียง เสียงเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโสตะหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยโสตะและเสียงทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโสตะและเสียงนั้น

ฆานะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกลิ่น กลิ่นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของฆานะหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่นทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในฆานะและกลิ่นนั้น

หน้า ๒๓๑

ชิวหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรส รสเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของชิวหาหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นกับรสทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในชิวหาและรสนั้น

กายเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะเป็นเครื่องเกาะ เกี่ยวของกายหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในกายเละโผฏฐัพพะนั้น

มโนเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโนหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ ทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในมโนและธรรมารมณ์นั้น

{๒๙๖} ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ โคดำกับโคขาวเขาผูกติดกันด้วยเชือกหรือด้วยหวายเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า ‘โคดำเกี่ยวเนื่องกับโคขาว โคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ’ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวถูกต้องหรือ”

{๒๙๖} ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ โคดำกับโคขาวเขาผูกติดกันด้วยเชือกหรือด้วยหวายเส้นเดียวกัน หากจะมีบุคคลใดกล่าวว่า ‘โคดำเกี่ยวเนื่องกับโคขาวโคขาวเกี่ยวเนื่องกับโคดำ’ ดังนี้ บุคคลนั้นกล่าวถูกต้องหรือ”

“ดูก่อนท่านพระสารีบุตร ไม่ใช่อย่างนั้น โคดำไม่เกี่ยวเนื่องกับโคขาว ทั้งโคขาวก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับโคดำ โคดำกับโคขาวนั้นเขาผูกติดกันด้วยเชือกหรือด้วยหวายเส้นเดียวกัน เชือกหรือหวายนั้นต่างหากที่เป็นเครื่องเกี่ยวเนื่องในโคทั้งสองนั้น”

“ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านโกฏฐิกะ จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได ้ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ... มโนเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโนหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในมโนและธรรมารมณ์นั้น{๒๙๗} ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ หากจักษุจักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูปหรือรูปจักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์

หน้า ๒๓๒

โดยชอบก็ย่อมไม่ปรากฏผล แต่เพราะจักษุไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น เพราะฉะนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบจึงปรากฏผล .. หากมโนจักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์หรือธรรมารมณ์จักเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโน การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบก็ย่อมไม่ปรากฏผล แต่เพราะมโนไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโน ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในมโนและธรรมารมณ์นั้น

เพราะฉะนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบจึงปรากฏผลดูก่อนท่านโกฏฐิกะ ข้อนี้พึงทราบโดยปริยายนี้ คือ จักษุไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น .. มโนไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโน ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในมโนและธรรมารมณ์นั้น

{๒๙๘} ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ พระเนตรของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงเห็นรูปด้วยพระเนตร แต่พระองค์ไม่มีฉันทราคะ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

พระโสตของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงฟังเสียงด้วยพระโสต แต่พระองค์ไม่มีฉันทราคะ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

พระนาสิกของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงสูดดมกลิ่นด้วยพระนาสิก แต่พระองค์ไม่มีฉันทราคะ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

พระชิวหาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหา แต่พระองค์ไม่มีฉันทราคะ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

หน้า ๒๓๓

พระกายของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยพระกาย แต่พระองค์ไม่มีฉันทราคะ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

พระมนัสของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยพระมนัส แต่พระองค์ไม่มีฉันทราคะ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ ข้อนี้พึงทราบโดยปริยายนี้ คือ จักษุไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้นมโนไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ก็ไม่เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโน ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในมโนและธรรมารมณ์นั้น”

๖. กามภูสูตร

ว่าด้วยปัญหาของพระกามภู

{๒๙๙} [๒๓๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์และท่านพระกามภูอยู่ที่โฆสิตารามใกล้พระนครโกสัมพี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเย็น ท่านพระกามภูออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านการปราศัยพอให้ระลีกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนท่านพระอานนท์ จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุ .. มโนเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโนหรือ”ท่านพระอานนท์ตอบว่า “ดูก่อนท่านกามภู จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูป รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุหามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น ... มโนเป็น

จบ ๕. โกฏฐิกสูตร