arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ · สมุททวรรค

๒. สมุทรสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘๗–๒๘๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในสมุททวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุต จตุปัณณาสก์ สมุททวรรค สมุทรสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๒๒๔–๒๒๖

หน้า ๒๒๔

ดำรงอยู่บนบก ... โสตะ... ฆานะ... ชิวหา... กาย... มโนเป็นสมุทรของบุรุษ กำลังของสมุทรคือมโนนั้นเกิดจากธรรมารมณ์ ผู้ใดอดกลั้นกำลังอันเกิดจากธรรมารมณ์นั้นได้ ผู้นี้เรียกว่าเป็นพราหมณ์ ข้ามสมุทรคือมโน ซึ่งมีทั้งคสื่น มีทั้งนํ้าวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อนํ้าได้แล้ว ขึ้นถึงฝั่งดำรงอยู่บนบก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า

{๒๘๖} บุคคลใดข้ามสมุทรนี้ซึ่งมีทั้งคลื่น มีทั้งน้ำวน มีทั้ง

สัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ น่าหวาดกลัว ข้ามได้แสนยากได้

แล้ว บุคคลนั้นเราเรียกว่า ‘ผู้เรียนจบเวท ผู้อยู่จบพรหม

จรรย์ ผู้ถึงที่สุดแห่งโลก ผู้ข้ามถึงฝั่งแล้ว’

๒. ทุติยสมุททสูตร

ว่าด้วยสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า สูตรที่ ๒

{๒๘๗} [๒๒๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วย่อมกล่าวว่า ‘สมุทร สมุทร’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมุทรนั้นไม่ชื่อว่าเป็นสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมุทรนั้นเป็นแต่แอ่งนํ้าใหญ่ เป็นห้วงนํ้าใหญ่ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ นี้เรียกว่าสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทพ และมนุษย์ในสมุทรนี้โดยมากเป็นเหมือนเส้นด้ายที่ยุ่งเหยิง เป็นเหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่เป็นขอดเป็นปมเป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สมุทร ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เปียกชุ่มจมอยู่ด้วยกิเลส (สํ.สฬา.อ. ๕๘)
หน้า ๒๒๕

ไม่ผ่านพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สังสารวัฏ กันไปได้ เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโน อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ นี้เรียกว่าสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพและมนุษย์ในสมุทรนี้โดยมากเป็นเหมือนเส้นด้ายที่ยุ่งเหยิง เป็นเหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่เป็นขอดเป็นปม เป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง ไม่ผ่านพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สังสารวัฏกันไปได้

{๒๘๘} บุคคลใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว บุคคล

นั้นชื่อว่าข้ามสมุทรนี้ ซึ่งมีทั้งคลื่น มีทั้งน้ำวน มีทั้ง

สัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ น่าหวาดกลัว ข้ามได้แสนยาก

ได้แล้ว

เรากล่าวว่า บุคคลนั้นล้วงพ้นเครื่องข้อง ละมัจจุราช

ไม่มีอุปธิ ละทุกข์ได้ขาดเพื่อไม่เกิดต่อไป ถึงความดับสูญ

ไม่กลับมาเกิดอีก ทำพญามัจจุราชให้หลงได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ในที่นี้ อบาย หมายถึงภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ได้แก่ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และอสุรกาย ทุคติ หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งมีแต่ความทุกข์ วินิบาต หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งสัตว์ตกไปมีแต่ความพินาศ ปราศจากความสุข สังสารวัฏ ลำดับสืบต่อที่เป็นไปไม่ขาดสายแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย หมายถึงภพที่เวียนเกิดเวียนตาย หรือการเวียนว่ายตายเกิดอยูในภพกำเนิดต่าง ๆ (ที.ม.อ. ๙๔, สํ.นิ.อ. ๑๑๐)
  2. ๒ไม่มีอุปธิ คำว่า อุปธิ หมายถึงสภาวะอันเป็นที่ตั้งที่ทรงไว้แห่งทุกข์ ์หรือสิ่งนุงนังระคนด้วยกิเลสและหอบทุกข์ไว้ มี ๔ อย่าง คือ เบญจขันธ์ กิเลส อภิสังขาร และกามคุณ ๕ (นัย วิ.อ. ๓/๒๗, ม.มู.อ. ๒/๗๘, ม.ม.อ. ๑๒๖, ม.อุ.อ. ๓๗,๒๑๙, สํ.ส.อ. ๓๑, สํ.สฬา.อ. ๕๘)
  3. ๓ทำพญามัจจุราชให้หลง หมายถึงทำไม่ให้รู้ถึงคติที่ไปเกิด (สํ.สฬา.อ. ๕๙)
หน้า ๒๒๖

๓. พาฬิสิโกปมสูตร

ว่าด้วยเปรียบอายตนะภายนอก ๖ เหมือนกับเบ็ด

{๒๘๙} [๒๓๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรานเบ็ดหย่อนเบ็ดที่มีเหยื่อลงในห้วงนํ้าลึก ปลาที่เห็นแก่เหยื่อตัวใดกลืนกินเบ็ดนั้นไป ปลานั้นชื่อว่ากลืนกินเบ็ดของพรานเบ็ด ถึงความวิบัติ ถึงความพินาศ พรานเบ็ดพึงทำได้ตามชอบใจ ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย ในโลกนี้ก็มีเบ็ดอยู่ ๖ ชนิดเหล่านี้ เพื่อความวิบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อจะฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เบ็ด ๖ ชนิดคืออะไรบ้าง คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง หมกมุ่นในรูปนั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ‘กลืนกินเบ็ดของมาร ถึงความวิบัติ ถึงความพินาศ มารใจบาปพึงทำได้ตามชอบใจ,เสียง...กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ‘กลืนกินเบ็ดของมาร ถึงความวิบัติ ถึงความพินาศ มารใจบาปพึงทำได้ตามชอบใจ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

{๒๙๐} รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลินไม่พร่ำถึง ไม่หมกมุ่นในรูปนั้น ภิกษุนี้เราเรียกว่า ‘ไม่กลืนกินเบ็ดของมาร ทำลายเบ็ดได้แล้ว ย่ำยีเบ็ดได้แล้ว ไม่ถึงความวิบัติ ไม่ถึงความพินาศ มารใจบาปพึงทำตามชอบใจไม่ได้’เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัด มีอยู่ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้น ภิกษุนี้เราเรียก

จบ ๒. สมุทรสูตร ที่ ๒