พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์
๒. อิสิทัตตสูตร ที่ ๑ เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๑–๕๔๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในจิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ อิสิทัตตสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๓๗๙–๓๘๑
“ไม่ใช่อย่างนั้น คฤหบดี โคดำไม่เกี่ยวเนื่องกับโคขาว ทั้งโคขาวก็ไม่เกี่ยวเนื่องกับโคดำ โคดำกับโคขาวนั้นเขาผูกติดกันไว้ด้วยเชือกหรือด้วยหวายเส้นเดียวกัน เชือกหรือหวายนั้นต่างหากที่เป็นเครื่องเกี่ยวเนื่องในโคทั้งสองนั้น”
“ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จักษุเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรูปหามิได้ รูปเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของจักษุก็หามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในจักษุและรูปนั้น โสตะ เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของเสียงหามิได้ ... ฆานะเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของกลิ่นหามิได้ ... ชิวหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของรสหามิได้ ... กายเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของโผฏฐัพพะหามิได้ ... มโนเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของธรรมารมณ์หามิได้ ธรรมารมณ์เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของมโนก็หามิได้ ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยมโนและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในมโนและธรรมารมณ์นั้น”“ดูก่อนคฤหบดี เป็นลาภของท่าน ท่านได้ดีแล้ว ที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธพจน์ลึกซึ้ง”
๒. ปฐมอิสิทัตตสูตร
ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา สูตรที่ ๑
{๕๔๑} [๓๔๔] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากรูปด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ครั้นแล้วได้นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้อาราธนาว่า “ข้าแต่ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพระเถระทั้งหลายได้โปรดรับฉันภัตตาหารของกระผมในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด” ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ
ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว ลุกจากที่นั่ง กราบนมัสการ ทำประทักษิณแล้วจากไป’
{๕๔๒} ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระทั้งหลายครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวร พากันเข้าไปยังนิเวศน์ของจิตตคฤหบดี แล้วนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ถวาย
ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า“ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ที่กล่าวกันว่า ‘ความแตกต่างแห่งธาตุ ความแตกต่างแห่งธาตุ’ ดังนี้ ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล”
{๕๔๓} เมื่อจิตตคฤหบดีถามอย่างนี้แล้ว พระเถระผู้เป็นประธานได้นิ่งอยู่ จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ที่กล่าวกันว่า ‘ความแตกต่างแห่งธาตุ ความแตกต่างแห่งธาตุ’ ดังนี้ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล” แม้ครั้งที่ ๒ พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่ จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ที่กล่าวกันว่า ‘ความแตกต่างแห่งธาตุ ความแตกต่างแห่งธาตุ’ ดังนี้ ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล” แม้ครั้งที่ ๓ พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่{๕๔๔} ก็สมัยนั้นแลท่านอิสิทัดตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปในภิกษุสงฆ์หมู่นั้นครั้งนั้นแล ท่านอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระผู้เป็นประธานว่า “ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ กระผมขอตอบปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดี”
พระเถระกล่าวว่า “ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ นิมนต์ท่านตอบปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด”
ท่านอสิทัตตะย้อนถามว่า “ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านกล่าวถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ที่กล่าวกันว่า ‘ความแตกต่างแห่งธาตุ ความแตกต่างแห่งธาตุ’ ดังนี้ ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล’ ดังนี้ใช่ไหม”
“อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ”
“ดูก่อนคฤหบดี ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุกายธาตุ โผฎฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ดูก่อนคฤหบดี ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่านี้แล”{๕๔๕} ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดียินดีชื่นชมภาษิตของท่านอิสิทัตตะแล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จลดมือจากบาตรแล้ว ได้ลุกจากอาสนะหลีกไป
ครั้งนั้นแล พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า “สาธุท่านอิสิทัตตะ ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งแก่ท่าน มิได้แจ่มแจ้งแก่เรา ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ ต่อไป ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด ท่านนั้นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น”
๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร
ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา สูตรที่ ๒
{๕๔๖} [๓๔๕] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากรูปด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น
จบ ๒. อิสิทัตตสูตร ที่ ๑