พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์
๓. อิสิทัตตสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๖–๕๕๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในจิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค จิตตคหปติปุจฉาสังยุตต์ อิสิทัตตสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๓๘๑–๓๘๖
ท่านอสิทัตตะย้อนถามว่า “ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านกล่าวถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ ที่กล่าวกันว่า ‘ความแตกต่างแห่งธาตุ ความแตกต่างแห่งธาตุ’ ดังนี้ ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล’ ดังนี้ใช่ไหม”
“อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ”
“ดูก่อนคฤหบดี ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุกายธาตุ โผฎฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ดูก่อนคฤหบดี ความแตกต่างแห่งธาตุพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่านี้แล”{๕๔๕} ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดียินดีชื่นชมภาษิตของท่านอิสิทัตตะแล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จลดมือจากบาตรแล้ว ได้ลุกจากอาสนะหลีกไป
ครั้งนั้นแล พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า “สาธุท่านอิสิทัตตะ ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งแก่ท่าน มิได้แจ่มแจ้งแก่เรา ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ ต่อไป ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด ท่านนั้นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น”
๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร
ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา สูตรที่ ๒
{๕๔๖} [๓๔๕] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากรูปด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น
ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้อาราธนาว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพระเถระทั้งหลายได้โปรดรับฉันภัตตาหารของกระผม ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด” ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพครั้งนั้นแลจิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้วลุกจาก ที่นั่ง กราบนมัสการ ทำประทักษิณแล้วจากไป
{๕๔๗} ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระทั้งหลายครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวร พากันเข้าไปยังนิเวศน์ของจิตตคฤหบดี แล้วนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ถวาย
ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นมัสการ นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า “ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ มีทิฏฐิหลายอย่างเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’ บ้าง ‘โลกไม่เที่ยง’ บ้าง โลกมีที่สุด’ บ้าง ‘โลกไม่มีที่สุด’ บ้าง ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น’ บ้าง ‘ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดก็มี ไม่เกิดอีกก็มี’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่’ บ้าง (ทิฏฐิ ๖๒ อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในพรหมชาลสูตร)
ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ เมื่ออะไรมี ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี เมื่ออะไรไม่มี ทิฏฐิหล่านี้จึงไม่มี”{๕๔๘} เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้แล้ว พระเถระผู้เป็นประธานได้นิ่งอยู่จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ มีทิฏฐิหลายอย่างเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’ บ้าง ‘โลกไม่เที่ยง’ บ้าง ‘โลกมีที่สุด’ บ้าง ‘โลกไม่มีที่สุด’ บ้าง ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น’ บ้าง ‘ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก’ บ้าง ‘สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดก็มี ไม่เกิดอีกก็มี’ บ้าง ‘สัตว์หลังจาก
ตายไปจะว่าเกิดก็ไม่ใช่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่’ บ้าง (ทิฏฐิ ๖๒ อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในพรหมชาลสูตร) ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ เมื่ออะไรมี ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี เมื่ออะไรไม่มี ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่มี” แม้ครั้งที่ ๓ พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่
{๕๔๙} ก็สมัยนั้นแล ท่านอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปในภิกษุสงฆ์หมู่นั้น ครั้ง นั้นแล ท่านอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระผู้เป็นประธานว่า “ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ กระผมขอตอบปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดี”
พระเถระกล่าวว่า “ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ นิมนต์ท่านตอบปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด”
ท่านอิสิทัตตะได้ย้อนถามว่า “ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านถามอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ มีทิฏฐิหลายอย่างเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’ บ้าง ‘โลกไม่เที่ยง’ บ้าง ... ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ เมื่ออะไรมี ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี เมื่ออะไรไม่มี ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่มี’ ดังนี้ใช่ไหม”จิตตคฤหบดีกล่าวว่า “อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ”
“ดูก่อนคฤหบดี มีทิฏฐิหลายอย่างเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า ‘โลกเที่ยง’ บ้าง ‘โลกไม่เที่ยง’ บ้าง .. ดูก่อนคฤหบดี เมื่อสักกายทิฏฐิมี ทิฏฐิเหล่านี้ก็มี เมื่อสักกายทิฏฐิไม่มี ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่มี”
{๕๕๐} “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สักกายทิฏฐิย่อมเกิดมีได้อย่างไร”
“ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ไม่ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีรูป ๑ ย่อมเห็นรูปในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในรูป ๑ ย่อมเห็น
เวทนาโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีเวทนา ๑ ย่อมเห็นเวทนาในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในเวทนา ๑ ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีสัญญา ๑ ย่อมเห็นสัญญาในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในสัญญา ๑ ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีสังขาร ๑ ย่อมเห็นสังขารในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในสังขาร ๑ ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตามีวิญญาณ ๑ ย่อมเห็นวิญญาณในอัตตา ๑ ย่อมเห็นอัตตาในวิญญาณ ๑ ดูก่อนคฤหบดี สักกายทิฏฐิย่อมเกิดมีได้อย่างนี้แล”
{๕๕๑} “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิดมีได้อย่างไร”
“ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในโลกนี้ ผู้ได้พบพระอริยเจ้าทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ได้พบสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตามีรูป ๑ ย่อมไม่เห็นรูปในอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตาในรูป ๑ ย่อมไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตามีเวทนา ๑ ย่อมไม่เห็นเวทนาในอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตาในเวทนา ๑ ย่อมไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตามีสัญญา ๑ ย่อมไม่เห็นสัญญาในอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตาในสัญญา ๑ ย่อมไม่เห็นสังขารโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตามีสังขาร ๑ ย่อมไม่เห็นสังขารในอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตาในสังขาร ๑ ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตามีวิญญาณ ๑ ย่อมไม่เห็นวิญญาณในอัตตา ๑ ย่อมไม่เห็นอัตตาในวิญญาณ ๑ ดูก่อนคฤหบดี สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิดมีได้อย่างนี้แล”“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้าอิสิทัตตะมาจากไหน”
“ดูก่อนคฤหบดี อาตมภาพมาจากแคว้นอวันตี”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในแคว้นอวันตีมีกุลบุตรนามว่าอิสิทัตตะผู้เป็นสหายที่ไม่เคยเห็นกันมาของกระผมได้ออกบวชแล้ว พระคุณเจ้าได้เห็นท่านไหม”
“ได้เห็น คฤหบดี”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ท่านผู้มีอายุรูปนั้นอยู่ที่ไหนหนอ”
{๕๕๒} เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้แล้ว ท่านอิสิทัตตะได้นิ่งอยู่ จิตตคฤหบดีจึงได้เรียนถามว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอิสิทัตะของกระผมก็คือพระคุณเจ้าเองหรือ” “ใช่ละ คฤหบดี”
“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอให้พระคุณเจ้าอิสิทัตตะจงชอบใจอัมพาฎกวันอันเป็นที่น่ารื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด กระผมจักบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร” “ท่านพูดดี คฤบดี”{๕๕๓} ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่านพระอิสิทัตตะแล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จ ลดมือจากบาตรแล้วลุกจากอาสนะกลับไปครั้งนั้นแล พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า “สาธุท่านอิสิทัตตะ ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งแก่ท่าน มิได้แจ่มแจ้งแก่เรา ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ ต่อไป ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด ท่านนั้นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น”ครั้งนั้นแล ท่านอิสิทัตตะได้เก็บเสนาสนะถือบาตรจีวรเดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ ไม่ได้กลับมาอีกเหมือนกับภิกษุรูปอื่นที่ได้ออกเดินทางจากไป
๔. มหกปาฏิหาริยสูตร
ว่าด้วยปาฏิหาริย์ของพระมหกะ
{๕๕๔} [๓๔๖] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากรูปด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ครั้นแล้วได้นมัสการ นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้อาราธนาว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพระเถระทั้งหลายได้โปรดรับฉันภัตตาหารที่โรงวัวของกระผมในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด” ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้วลุกจากที่นั่ง กราบนมัสการ ทำประทักษิณแล้วจากไป{๕๕๕} ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระทั้งหลายครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวร พากันเข้าไปยังโรงวัวของจิตตคฤหบดี แล้วนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ถวาย
ลำดับนั้นแล จิตตคฤหบดีได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยข้าวปายาสเจือด้วยเนยใสอันประณีตด้วยมือของตนแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จลดมือจากบาตรแล้ว ลุกจากอาสนะกลับไป แม้จิตตคฤหบดีได้สั่งการพวกทาสกรรมกรไว้ว่า “พวกท่านจงจัดการ ส่วนที่เหลือ” แล้วได้ตามไปส่งภิกษุผู้เถระทั้งหลายข้างหลัง ๆ
ก็สมัยนั้นแลมีความร้อนจัด ภิกษุผู้เถระทั้งหลายมีกายที่คล้ายกับกะปลกกะเปลี้ยเดินไป ทั้งที่ได้ฉันโภชนะอิ่มแล้ว
{๕๕๖} ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหกะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปในภิกษุสงฆ์หมู่นั้น ครั้งนั้นแล ท่านพระมหกะได้พูดกะพระเถระผู้เป็นประธานว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ จะเป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา พึงมีแดดอ่อน และพึงมีฝนโปรยลงมาเป็นเม็ด ๆ”
จบ ๓. อิสิทัตตสูตร ที่ ๒