พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · คามณิสังยุตต์
๗. เทศนาสูตร เล่ม ๑๘
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๐๓–๖๐๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๓ ในคามณิสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค คามณิสังยุตต์ เทศนาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๘)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๘ หน้า ๔๑๗–๔๒๑
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เนยใสและนํ้ามันนั้นพึงจมลง พึงดำลง พึงจม ดิ่งลงภายใต้เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน การกล่าวยกย่อง หรือประนมมือเดินเวียนรอบ ๆ ของหมู่มหาชนได้หรือ”
“ไม่ได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนนายบ้าน ฉันนั้นเหมือนกัน คนผู้ใดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ ถึงหมู่มหาชนจะมาประชุมร่วมกันแล้วพึงสวดวิงวอน สวดยกย่อง ประนมมือเดินเวียนรอบ ๆ คนผู้นั้นว่า ‘คนผู้นี้หลังจากตายไปขอให้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ ดังนี้ ก็จริง ถึงกระนั้น คนผู้นั้น หลังจากตายไปก็พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
{๖๐๒} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
๗. เขตตูปมสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยนา
{๖๐๓} [๓๕๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริกอัมพวัน ใกล้เมืองนาลันทา ครั้งนั้นแล นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์เกื้อกูลสัตว์ทั่วหน้าอยู่มิใช่หรือ”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อย่างนั้น นายบ้าน ตถาคตอนุเคราะห์เกื้อกูลสัตว์ทั่วหน้าอยู่”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุอะไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรมโดยเคารพเหมือนอย่างนั้นแก่คนบางพวก”
“ดูก่อนนายบ้าน ถ้าอย่างนั้น เราขอย้อนถามท่านในข้อนี้ ปัญหาควรแก่ท่านด้วยประการใด ท่านพึงตอบปัญหานั้นด้วยประการนั้น ดูก่อนนายบ้าน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นาของคฤหบดีชาวนาในโลกนี้มีอยู่ ๓ แปลงคือ แปลงหนึ่งเป็นนาดี แปลงหนึ่งเป็นนาปานกลาง แปลงหนึ่งเป็นนาเลวแข็ง เค็ม มีพื้นดินเลว ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คฤหบดีชาวนาผู้ต้องการจะปลูกพืช จะพึงปลูกในนาแปลงไหนก่อนเล่า”“คฤหบดีชาวนาผู้ต้องการจะปลูกพืชพึงปลูกในนาดีก่อน ครั้นปลูกในนาแปลงนั้นแล้ว พึงปลูกในนาปานกลาง ครั้นปลูกในนาปานกลางนั้นแล้ว พึงปลูกบ้างไม่ปลูกบ้างในนาที่เลว แข็ง เค็ม มีพื้นดินเลว ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าที่สุดก็จักเป็นอาหารโค”
{๖๐๔} “ดูก่อนนายบ้าน นาดีเป็นฉันใด ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายของเราก็เป็นฉันนั้น เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบ
ถ้วนแก่ภิกษุและภิกษุณีเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น มีเราเป็นที่ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อนนายบ้าน นาปานกลางเป็นฉันใด อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลายของเราก็เป็นฉันนั้น เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่อุบาสกและอุบาสิกาเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าอุบาสกและอุบาสิกาเหล่านี้มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น มีเราเป็นที่ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อนนายบ้าน นาเลว แข็ง เค็ม มีพื้นดินเลวเป็นฉันใด เหล่าสมณะ พราหมณ์ และปริพาชกผู้เป็นอัญเดียรถีย์ของเราก็เป็นฉันนั้น{๖๐๔} เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่สมณะพราหมณ์ และปริพาชกเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร
{๖๐๕} เพราะถึงอย่างไร สมณะพราหมณ์ และปริพาชกเหล่านั้นก็คงจะรู้ทั่วถึงบทธรรมแม้สักบทหนึ่งได้บ้าง ข้อนั้นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่พวกเขาตลอดกาลนาน
ว่าด้วยอุปมาด้วยหม้อน้ำ ๓ ใบ
ดูก่อนนายบ้าน บุรุษคนหนึ่งมีหม้อนํ้าอยู่ ๓ ใบ คือ ใบหนึ่งไม่ทะลุไม่ขับนํ้าออก และไม่ซึมนํ้า ใบหนึ่งไม่ทะลุ แต่ขับนํ้าออก และซึมนํ้า ใบหนึ่งทะลุ ทั้งขับนํ้าออก และซึมน้ำ ดูก่อนนายบ้าน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษคนนั้นต้องการจะกรอกนํ้าใส่ พึงกรอกน้ำใส่ในหม้อที่ไม่ทะลุ ไม่ขับนํ้าออก และไม่ซึมนํ้า หรือในหม้อที่ไม่ทะลุ แต่ขับน้ำออก และซึมนํ้า หรือในหม้อที่ทะลุ ทั้งขับนํ้าออก และซึมนํ้าก่อนเล่า”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุรุษผู้ต้องการจะกรอกนํ้าใส่นั้นพึงกรอกนํ้าใส่หม้อที่ไม่ทะลุ ไม่ขับนํ้าออก และไม่ซึมนํ้าก่อน แล้วพึงกรอกนํ้าใส่หม้อที่ไม่
ทะลุ แต่ขับน้ำออก และซึมนํ้า แล้วพึงกรอกบ้างไม่กรอกบ้างใส่หม้อที่ทะลุทั้งขับนํ้าออก และซึมน้ำ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าที่สุดก็จักเป็นน้ำสำหรับล้างสิ่งของ”
{๖๐๖} “ดูก่อนนายบ้าน หม้อน้ำที่ไม่ทะลุ ไม่ขับน้ำออก และไม่ซึมน้ำเป็นฉันใด ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายของเราก็เป็นฉันนั้น เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่ภิกษุและภิกษุณีเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น มีเราเป็นที่ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อนนายบ้าน หม้อน้ำที่ไม่ทะลุ แต่ขับน้ำออก และซึมน้ำเป็นฉันใด พวกอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายของเราก็เป็นฉันนั้น เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่อุบาสกและอุบาสิกาเหล่านั้น
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าอุบาสกและอุบาสิกาเหล่านี้มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น มีเราเป็นที่ต้านทาน มีเราเป็นสรณะอยู่ ดูก่อนนายบ้าน หม้อน้ำที่ทะลุ ทั้งขับน้ำออกและซึมน้ำเป็นฉันใด เหล่าสมณะ พราหมณ์ ปริพาชกผู้เป็นอัญเดียรถีย์ของเราก็เป็นฉันนั้น เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนแก่สมณะพราหมณ์ และปริพาชกเหล่านั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะถึงอย่างไรสมณะ พราหมณ์ และปริพาชกเหล่านั้นก็คงจะรู้ทั่วถึงบทธรรมแม้สักบทหนี่งได้บ้าง ข้อนั้นก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเขาตลอดกาลนาน”{๖๐๗} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า ... ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
๘.สังขธมสูตร
ว่าด้วยอุปมาด้วยคนเป่าสังข์
{๖๐๘} [๓๖๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริกอัมพวันใกล้เมืองนาลันทา ครั้งนั้นแล นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตรผู้เป็นสาวกของนิครนถ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนนายบ้าน นิครนถนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างไร”อสิพันธกบุตรทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นิครนถนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้ว่า ‘ผู้ที่ฆ่าสัตว์ต้องไปอบาย ต้องตกนรกทั้งหมดผู้ที่ลักทรัพย์ต้องไปอบาย ต้องตกนรกทั้งหมด ผู้ที่ประพฤติผิดในกามต้องไปอบาย ต้องตกนรกทั้งหมด ผู้ที่พูดเท็จต้องไปอบาย ต้องตกนรกทั้งหมด กรรมใด ๆ มีมาก บุคคลย่อมถูกกรรมนั้น ๆ นำไป’ นิครนถนาฏบุตรย่อมแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า”{๖๐๙} “ดูก่อนนายบ้าน ก็นิครนถนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า ‘กรรมใด ๆ มีมาก บุคคลย่อมถูกกรรมนั้นๆ นำไป’ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จักไม่มีใครต้องไปอบาย ต้องตกนรก เหมือนคำของนิครนถนาฏบุตร
ดูก่อนนายบ้าน ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มีคนฆ่าสัตว์ทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อเทียบสมัยต่อสมัยแล้ว สมัยที่เขาฆ่าสัตว์หรือสมัยที่เขาไม่ฆ่าสัตว์ สมัยไหนจะมากกว่ากัน”
จบ ๗. เทศนาสูตร