arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย พราหมณสังยุตต์ · อรหันตวรรค

๕. อหิงสกสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔๑–๖๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในอรหันตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรค อหิงสกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๗๗–๒๗๘

หน้า ๒๗๗

๕. อหิงสกสูตร

ว่าด้วยผู้ที่สมควรจะมีชื่อว่าอหิงสกะ

{๖๔๑} [๑๙๑] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล อหิงสกภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อว่าอหิงสกะ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อว่าอหิงสกะ”

{๖๔๒} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ถ้าท่านจะพึงทำตัวได้เหมือนชื่อ ท่านก็พึงมีชื่อว่าอหิงสกะ คือ ผู้ไม่เบียดเบียนใครด้วยกาย วาจา และใจ เพราะผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นย่อมชื่อว่าอหิงสกะได้

{๖๔๓} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อหิงสกภารทวาชพราหมณ์ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระดำรัสของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้าพระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า “คนมีตาดีจักเห็นรูปได้” ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญด้วยเถิด”อหิงสกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ท่านพระอหิงสกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งต่อพระนิพพาน ไม่นานนัก

หน้า ๒๗๘

ก็ทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน เพราะรู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”ก็แล ท่านอหิงสกภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล

๖. ชฏาสูตร

ว่าด้วยตัณหาพายุ่ง

{๖๔๔} [๑๙๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล ชฏาภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง {๖๔๕} แล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

หมู่สัตว์ยุ่งทั้งภายใน ยุ่งทั้งภายนอก ถูกความยุ่งพาให้นุงนังแล้ว ข้าแต่พระโคดม เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่าใครพึงสางเครื่องยุ่งนี้ได้

{๖๔๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

นรชนผู้มีปัญญาเห็นภัย ดำรงมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตัวรอด ผู้นั้นพึงสางเครื่องยุ่งนี้ได้

จบ ๕. อหิงสกสูตร