arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย พราหมณสังยุตต์ · อรหันตวรรค

๙. สุนทริกสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕๘–๖๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในอรหันตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๙. สุนฺทริกสุตฺต

๙. สุนทริกสูตร

ว่าด้วยสุนทริกภารทวาชพราหมณ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรค สุนทริกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๐๑–๒๐๔ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๗๕–๒๗๘

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ วิหรติ สุนฺทริกาย นทิยา ตีเร. เตน โข ปน สมเยน สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ สุนฺทริกาย นทิยา ตีเร อคฺคึ ชุหติ อคฺคิหุตฺตํ ปริจรติ. อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ อคฺคึ ชุหิตฺวา อคฺคิหุตฺตํ ปริจริตฺวา อุฏฺฐายาสนา สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกสิ “โก นุ โข อิมํ หพฺยเสสํ ภุญฺเชยฺยา”ติ. อทฺทสา โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล สสีสํ ปารุตํ นิสินฺนํ, ทิสฺวาน วาเมน หตฺเถน หพฺยเสสํ คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน กมณฺฑลุํ คเหตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ. อถ โข ภควา สุนฺทริกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส ปทสทฺเทน สีสํ วิวริ. อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ “มุณฺโฑ อยํ ภวํ, มุณฺฑโก อยํ ภวนฺ”ติ ตโตว ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ. อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาชสฺส พฺราหฺมณสฺส เอตทโหสิ “มุณฺฑาปิ หิ อิเธกจฺเจ พฺราหฺมณา ภวนฺติ, ยนฺนูนาหํ ตํ อุปสงฺกมิตฺวา ชาตึ ปุจฺเฉยฺยนฺ”ติ.

อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ, อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ “กึชจฺโจ ภวนฺ”ติ.

มา ชาตึ ปุจฺฉ จรณญฺจ ปุจฺฉ

กฏฺฐา หเว ชายติ ชาตเวโท

นีจากุลีโนปิ มุนิ ธิติมา

อาชานีโย โหติ หิรีนิเสโธ.

สจฺเจน ทนฺโต ทมสา อุเปโต

เวทนฺตคู วุสิตพฺรหฺมจริโย

ยญฺญูปนีโต (๑) ตมุปวฺหเยถ

กาเลน โส ชุหติ ทกฺขิเณยฺเย.ติ.

อทฺธา สุยิฏฺฐํ สุหุตํ มมยิทํ

ยํ ตาทิสํ เวทคุมทฺทสามิ

ตุมฺหาทิสานํ หิ อทสฺสเนน

อญฺโญ ชโน ภุญฺชติ หพฺยเสสนฺติ.

ภุญฺชตุ ภวํ โคตโม, พฺราหฺมโณ ภวนฺติ.

คาถาภิคีตํ เม อโภชเนยฺยํ

สมฺปสฺสตํ พฺราหฺมณ เนส ธมฺโม

คาถาภิคีตํ ปนุทนฺติ พุทฺธา

ธมฺเม สติ พฺราหฺมณ วุตฺติ เรสา.

อญฺเญน จ เกวลินํ มเหสึ

ขีณาสวํ กุกฺกุจฺจวูปสนฺตํ

อนฺเนน ปาเนน อุปฏฺฐหสฺสุ

เขตฺตญฺหิ ตํ ปุญฺญเปกฺขสฺส โหตีติ.

อถ กสฺส จาหํ โภ โคตม อิมํ หพฺยเสสํ ทมฺมีติ. น ขฺวาหํ (๒) พฺราหฺมณ ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย, ยสฺเสโส หพฺยเสโส ภุตฺโต สมฺมาปริณามํ คจฺเฉยฺย, อญฺญตฺร พฺราหฺมณ ตถาคตสฺส วา ตถาคตสาวกสฺส วา. เตนหิ ตฺวํ พฺราหฺมณ ตํ หพฺยเสสํ อปหริเต (๓) วา ฉฑฺเฑหิ อปฺปาณเก วา อุทเก โอปิลาเปหีติ. อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ตํ หพฺยเสสํ อปฺปาณเก อุทเก โอปิลาเปสิ. อถ โข โส หพฺยเสโส อุทเก ปกฺขิตฺโต วิจิฏายติ (๔) วิฏิจิฏายติ (๕) สนฺธูปายติ สมฺปธูปายติ. เสยฺยถาปิ นาม ผาโล ทิวสสนฺตตฺโต อุทเก ปกฺขิตฺโต วิจิฏายติ วิฏิจิฏายติ สนฺธูปายติ สมฺปธูปายติ, เอวเมว โส หพฺยเสโส อุทเก ปกฺขิตฺโต วิจิฏายติ วิฏิจิฏายติ สนฺธูปายติ สมฺปธูปายติ.

อถ โข สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ สํวิคฺโค โลมหฏฺฐชาโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ, อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ, เอกมนฺตํ ฐิตํ โข สุนฺทริกภารทฺวาชํ พฺราหฺมณํ ภควา คาถาหิ อชฺฌภาสิ

“มา พฺราหฺมณ ทารุสมาทหาโน

สุทฺธึ อมญฺญิ พหิทฺธา หิ เอตํ

น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ

โย พาหิเรน ปริสุทฺธิมิจฺเฉ.

หิตฺวา อหํ พฺราหฺมณ ทารุทาหํ

อชฺฌตฺตเมว (๖) ชลยามิ โชตึ

นิจฺจคฺคินี นิจฺจสมาหิตตฺโต

อรหํ อหํ พฺรหฺมจริยํ จรามิ.

มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร

โกโธ ธุโม ภสฺมนิมฺโมสวชฺชํ

ชิวฺหา สุชา หทยํ โชติฐานํ

อตฺตา สุทนฺโต ปุริสสฺส โชติ.

ธมฺโม รหโท พฺราหฺมณ สีลติตฺโถ

อนาวิโล สพฺภิ สตํ ปสตฺโถ

ยตฺถ หเว เวทคุโน สินาตา

อนลฺลคตฺตาว (๗) ตรนฺติ ปารํ.

สจฺจํ ธมฺโม สํยโม พฺรหฺมจริยํ

มชฺเฌ สิตา พฺราหฺมณ พฺรหฺมปตฺติ

ส ตุชฺชุภูเตสุ นโม กโรหิ

ตมหํ นรํ ธมฺมสารีติ พฺรูมีติ.

เอวํ วุตฺเต สุนฺทริกภารทฺวาโช พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อญฺญตโร จ ปนายสฺมา ภารทฺวาโช อรหตํ อโหสีติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. ยญฺโญปนีโต
  2. ๒ก. ขฺวาหนฺตํ
  3. ๓ฉ. อปฺปหริเต
  4. ๔ฉ.ม. กิจฺจิฏายติ
  5. ๕ฉ.ม. จิฏิจิฏายติ
  6. ๖ฉ.ม. อชฺฌตฺตเมวุชฺชลยามิ
  7. ๗อิ. อนลฺลินคตฺตาว
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศล สมัยนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์บูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้นบูชาแล้วลุกขึ้นจากที่นั่งเหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบด้วยคิดว่า “ใครหนอ ควรบริโภค ข้าวปายาสอันเหลือจากการบูชานี้”สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคทรงห่มผ้าคลุมพระวรกาย ตลอดพระเศียรประทับนั่งที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเห็นแล้วมือซ้ายถือข้าวปายาสที่ เหลือจากการบูชาไฟ มือขวาถือคนโทน้ำ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปิดผ้าที่คลุมพระเศียรออก เพราะได้ยินเสียงเดินเข้า มาของสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ครั้งนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กล่าวว่า “นี้สมณะโล้น นี้สมณะโล้น” แล้วต้องการจะกลับจากที่นั้นทีเดียว ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้มี ความคิดดังนี้ว่า “พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ เป็นผู้โล้นก็มี ทางที่ดีเราพึงเข้าไปหา สมณะโล้นนั้นแล้วถามถึงชาติ”ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ท่านเป็นชาติอะไร”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึงความประพฤติเถิด

ไฟย่อมเกิดจากไม้ บุคคลถึงแม้เกิดในตระกูลต่ำก็เป็นมุนีได้

มีความทรงจำ เป็นผู้เฉลียวฉลาด

กีดกันอกุศลธรรมได้ด้วยหิริ ฝึกตนด้วยสัจจะ

ประกอบแล้วด้วยทมะ ถึงที่สุดเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว

ผู้ใดน้อมการบูชาเข้าไปบูชามุนีนั้น

ผู้นั้นชื่อว่าบูชาพระทักขิไณยบุคคลถูกกาล

สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า

การบูชานี้ของข้าพระองค์จะเป็นอันบูชาดีแล้ว

เป็นการเซ่นสรวงดีแล้วเป็นแน่

ที่ข้าพระองค์ได้พบบุคคลผู้ถึงที่สุดเวทเช่นนั้น

ความจริง เพราะข้าพระองค์ไม่พบบุคคลเช่นพระองค์

ชนอื่นจึงได้บริโภคข้าวปายาสอันเหลือจากการบูชา

สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า “พระโคดมผู้เจริญ เชิญบริโภคเถิด พระองค์เป็นพราหมณ์”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

การที่เรากล่าวคาถามิใช่เพื่ออาหาร

พราหมณ์ นี้ไม่ใช่ธรรมเนียมของผู้เห็นธรรม

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่รับอาหารที่ได้มาเพราะการกล่าวคาถา

พราหมณ์ เมื่อธรรมเนียมมีอยู่ จึงมีการประพฤติอย่างนี้

ท่านจงบำรุงด้วยข้าวและน้ำ และด้วยปัจจัยอื่น

แก่พระขีณาสพ ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งปวง

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้มีความคะนองอันสงบแล้ว

เพราะศาสนานั้นเป็นเขตบุญของผู้แสวงบุญ

ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จะให้ข้าวปายาสอันเหลือจากการบูชานี้แก่ใคร”พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ เรายังไม่เห็นบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ซึ่งจะ บริโภคข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชานี้แล้ว พึงให้ถึงความย่อยไปโดยชอบ นอกจาก ตถาคตหรือสาวกของตถาคต พราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงทิ้งข้าวปายาสที่เหลือ จากการบูชานั้น ณ ที่ปราศจากของเขียว หรือจงทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์”ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ทิ้งข้าวปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น ให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์ ครั้งนั้น ข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชานั้น ที่สุนทริกภารทวาชพราหมณ์เทลงแล้วในน้ำย่อมมีเสียงดังจี่จี่ และเดือดเป็นควันคลุ้ง เหมือน ผาลที่ร้อนตลอดทั้งวัน อันบุคคลจุ่มลงในน้ำย่อมมีเสียงดังจี่จี่ และเดือดเป็นควันคลุ้ง ฉะนั้นลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ประหลาดใจเกิดขนลุกชูชัน เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า

พราหมณ์ ท่านกำลังเผาไม้อยู่ อย่าสำคัญว่าบริสุทธิ์

ก็การเผาไม้นี้เป็นของภายนอก

ผู้ฉลาดทั้งหลายไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้น

พราหมณ์ เราเลิกการเผาไม้ที่บุคคลพึงปรารถนา

ความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้ซึ่งเป็นของภายนอก

ยังไฟ ให้โพลงภายในตนทีเดียว

เราเป็นพระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์

มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่

พราหมณ์ มานะเป็นดุจภาระคือหาบของท่าน

ความโกรธเป็นดุจควัน มุสาวาทเป็นดุจเถ้า

ลิ้นเป็นดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นดุจที่ตั้งกองไฟ

ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นความรุ่งเรืองของบุรุษ

พราหมณ์ บุคคลผู้ถึงเวททั้งหลายนั่นแล

อาบในห้วงน้ำคือธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย

มีท่าคือศีล ไม่ขุ่นมัว อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

มีตัวไม่เปียก ย่อมข้ามถึงฝั่ง

พราหมณ์ สัจจะ ธรรม ความสำรวม พรหมจรรย์

การถึงธรรมอันประเสริฐ อาศัยในท่ามกลาง

ท่านจงทำความนอบน้อมในพระขีณาสพผู้ซื่อตรงทั้งหลาย

เรากล่าวคนนั้นว่า ผู้มีธรรมเป็นสาระ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจน ไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ”อนึ่ง ท่านพระสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ ทั้งหลาย

สุนทริกสูตรที่ ๙ จบ

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑เป็นผู้เฉลียวฉลาด หมายถึงเป็นผู้รู้เหตุและมิใช่เหตุ (สํ.ส.อ. ๑/๑๙๕/๒๒๒)
  2. ๒สัจจะ ในที่นี้หมายถึงปรมัตถสัจจะ (สํ.ส.อ. ๑/๑๙๕/๒๒๒)
  3. ๓ดูเทียบคาถาข้อ ๑๙๔ หน้า ๒๗๔-๒๗๕ ในเล่มนี้
  4. ๔ไฟ ในที่นี้หมายถึงไฟคือญาณ (สํ.ส.อ. ๑/๑๙๕/๒๒๔)
  5. ๕ฝั่ง ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (สํ.ส.อ. ๑/๑๙๕/๒๒๕)
  6. ๖สัจจะ ในที่นี้หมายถึงวจีสัจจะ ธรรม หมายถึงทิฏฐิ สังกัปปะ วายามะ สติและสมาธิ ความสำรวม หมายถึงวาจา กัมมันตะและอาชีวะ (สํ.ส.อ. ๑/๑๙๕/๒๒๕)

จบ ๙. สุนทริกสูตร