พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย พราหมณสังยุตต์ · อรหันตวรรค
๗. สุทธิกสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔๘–๖๕๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในอรหันตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรค สุทธิกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๘๐–๒๘๑
๗. สุทธิกสูตร
ว่าด้วยความหมดจด
{๖๔๘} [๑๙๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล สุทธิกภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง {๖๔๙} แล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พราหมณ์บางคนในโลก แม้เป็นผู้มีศีล บำเพ็ญตบะอยู่ ก็ยังหมดจดไม่ได้ เพราะพราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะเท่านั้นจึงจะหมดจดได้ ส่วนหมู่สัตว์อื่นนอกนี้จะหมดจดไม่ได้เลย
{๖๕๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ผู้ที่กล่าวถ้อยคำแม้เป็นอันมาก แต่ยังเน่าและสกปรกอยู่ข้างใน อาศัยการโกหกหลอกลวง ยังไม่จัดว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด
กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนกวาดขยะที่เป็นผู้ปรารภความเพียร มีจิตมุ่งนิพพาน มีความบากบั่นอยู่เป็นนิจ ย่อมบรรลุถึงความหมดจดอย่างยิ่งได้ ท่านจงเข้าใจอย่างนี้เถิด พราหมณ์
{๖๕๑} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระดำรัสของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระดำรัสของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือน
บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า “คนมีตาดีจักเห็นรูปได้” ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญด้วยเถิด”
สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ท่านพระสุทธิกภารทวาชะได้อุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งต่อพระนิพพาน ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน เพราะรู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก”ก็แล ท่านพระสุทธิกภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล
๘. อัคคิกสูตร
ว่าด้วยผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓
{๖๕๒} [๑๙๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยี่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้จัดการปรุงข้าวปายาสด้วยเนยใสด้วยตั้งใจว่าจักบูชาไฟ จักบำเรอการบูชาไฟ
{๖๕๓} ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต เสด็จไปบิณฑบาตตามลำดับตรอก เสด็จเข้าไปจนถึงที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ครั้นแล้วได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
จบ ๗. สุทธิกสูตร