พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · ยักขสังยุต
๑. อินทกสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๐๑–๘๐๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๒ ในยักขสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อินทกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๒๕ หน้า ๓๘๔–๓๘๗
ยักขสังยุต
๑. อินทกสูตร
ว่าด้วยสัตว์ตั้งอยู่ในครรภ์อย่างไร
[๘๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาอินทกูฏ ซึ่งอินทกยักษ์ครอบครอง ในกรุงราชคฤห์.
[๘๐๒] ครั้งนั้นแล อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กราบทูลด้วยคาถาว่า
ท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่กล่าวรูปว่า
เป็นชีพ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้
อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อจะมา
แต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้
อย่างไร.
[๘๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
รูปนี้เป็นกลละล่อน จากกลละเป็น
อัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิ
เกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม
(ปัญจสาขา) ต่อจากนั้น มีผมขนและเล็บ
(เป็นต้น ) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ใน
ครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด
สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ก็ยังอัตภาพ
ให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น.
ยักขสังยุตตวัณณนา
อรรถกถาอินทกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในอินทกสูตรที่ ๑ แห่งยักขสังยุตต่อไปนี้ :-
บทว่า อินฺทกสฺส คือ ยักษ์อยู่ที่เขาอินทกูฏ. จริงอยู่ พระสูตรนี้ได้ชื่อจากยักษ์กับยอด และจากยอดกับยักษ์. บทว่า รูปํ น ชีวนฺติ วทนฺติความว่า ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่กล่าวรูปอย่างนี้ว่า สัตว์ บุคคล. บทว่ากถํ นฺวยํ ตัดบทว่า กถํ นุ อยํ. บทว่า กุตสฺส อฏฺฐิยกปิณฺฑเมติความว่า กระดูกและก้อนเนื้อของสัตว์นั้นจะมาแต่ไหน. ก็ในคำนี้ ท่านถือเอากระดูก ๓๐๐ ท่อนด้วยศัพท์ว่า อัฏฐิ ชิ้นเนื้อง ๙๐๐ ด้วยศัพท์ว่า ยกปิณฑะ.
ถามว่า ถ้ารูปไม่ใช่ชีวะ เมื่อเป็นเช่นนั้น กระดูกเหล่านี้และชิ้นเนื้อเหล่านี้ของเขาย่อมมาแต่ไหน. บทว่า กถํ นฺวยํ สชฺชติ คพฺภสฺมึ ความว่าสัตว์นี้ติดอยู่คือข้องอยู่ เกิดอยู่ในครรภ์ของมารดา ด้วยเหตุไรหนอ. ได้ยินว่ายักษ์นี้มักพูดแต่บุคคลถือว่า สัตว์เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ตามความเห็นว่า มารดาของสัตว์ที่เกิดในท้องย่อมกินปลาและเนื้อเป็นต้น ปลาและเนื้อเป็นต้นทั้งปวงถูกเผาเพียงคืนเดียวก็ละลายไปเหมือนฟองน้ำ ถ้ารูปไม่พึงเป็นสัตว์ก็พึงละลายไปอย่างนี้. ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่า สัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้นว่า เจริญขึ้นโดยลำดับ จึงตรัสว่า ปฐมํกลลํ โหติ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปฐมํ ความว่า ชื่อว่า ติสสะ หรือว่า ปุสสะย่อมไม่พร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณทีแรก. โดยที่แท้ กลละมีประมาณเท่าหยาดน้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์ ๓ เส้น ท่านกล่าวหมาย-ความว่า.
หยาดแห่งน้ำมันงา เนยใส ใสไม่
ขุ่นมัว ฉันใดเขาเรียกกันว่า กลละมีสี
คล้ายกัน ฉันนั้น.
บทว่า กลลา โหติ อมฺพุทํ* ความว่า เมื่อกลละนั้นล่วงไป ๗ วันก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ จึงชื่อว่า อัมพุทะ. ชื่อว่า กสละ ก็หายไป. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เป็นกลละอยู่ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็น อัมพุทะ.
บทว่า อมฺพุทา* ชายเต เปสิ ความว่า เมื่ออัมพุทะนั้นล่วงไป๗ วัน ก็เกิดเป็นเปสิ คล้ายดีบุกเหลว. เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาลเม็ดพริกไทย.
จริงอยู่ เด็กชาวบ้านถือเอาพริกไทยสุกทำเป็นห่อไว้ที่ชายผ้าขยำเอาแต่ส่วนที่ดีใส่ลงในกระเบื้องตากแดด. เม็ดพริกไทยนั้นแห้ง ๆ ย่อมหลุดตกเปลือกทั้งหมด.
เปสิมีรูปร่างอย่างนี้. ชื่อว่า อัมพุทะก็หายไป. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เป็นอัมพุทะอยู่ ๗ วัน แก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็นเปสิ.
บทว่า เปสิ นิพฺพตฺตติ ฆโน ความว่า เมื่อเปสินั้นล่วงไป ๗ วันก้อนเนื้อชื่อ ฆนะ มีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น. ชื่อว่า เปสิก็หายไป. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เป็นเปสิอยู่ ๗ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้น
เปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็น ฆนะ สัณฐาน
แห่งฆนะเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกรรม
เหมือนไข่ไก่ เกิดเป็นก้อนกลมโดยรอบ.
* บาลี เป็น อพฺพุทํ อพฺพุทา
บทว่า ฆนา จ สาขา ชายนฺติ ความว่า ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดปุ่มขึ้น ๕ แห่ง เพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละ ๒ และเป็นศีรษะ ๑. มีคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ปุ่มตั้งขึ้น ๕ แห่ง ตามกรรมดังนี้. ต่อแต่นี้ไป ทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไป ๔๒ สัปดาห์ จึงตรัสว่า ผมเป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เกสา โลมา นขาปิ จ ความว่า ผมเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเกิดใน ๔๒ สัปดาห์. บทว่า เตน โส ตตฺถ ยาเปติความว่า จริงอยู่ สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้น ติดเป็นอันเดียวกับแผ่นท้องของมารดา. สายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว. รสอาหารแล่นไปตามสายสะดือนั้น ดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น. เด็กนั้นย่อมเป็นอยู่ ๑๐ เดือน ด้วยประการฉะนี้. บทว่า มาตุ กุจฺฉิคโต นโร ความว่าคนอยู่ในท้องมารดาคืออยู่ภายในท้อง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์ สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้องของมารดาโดยลำดับ ไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว.
จบอรรถกถาอินทกสูตรที่ ๑
๒. สักกสูตร
ว่าด้วยการสอนคนอื่น
[๘๐๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏกรุงราชคฤห์.
[๘๐๕] ครั้นนั้นแล ยักษ์มีชื่อว่าสักกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กราบทูลด้วยคาถาว่า
จบ ๑. อินทกสูตร