arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · ยักขสังยุต

๓. สูจิโลมสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๐๗–๘๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๒ ในยักขสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สูจิโลมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๓๔๘–๓๕๐

หน้า ๓๔๘

๒. สักกสูตร

ว่าด้วยผู้จะสอนคนอื่น

{๘๐๔} [๒๓๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์

{๘๐๕} ครั้งนั้นแล ยักษ์ตนหนึ่งมีชื่อ ว่าสักกะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลด้วยคาถาว่า

การสั่งสอนคนอื่นนั้นไม่เหมาะแก่สมณะเช่นท่านผู้ละกิเลสที่ร้อยรัดได้หมดแล้ว ผู้พ้นจากภพทั้งสามแล้ว{๘๐๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนสักกะ ธรรมเครื่องอยู่ร่วมกันย่อมเกิดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คนมีปัญญาไม่ควรมีใจหวั่นไหวไปตามเหตุนั้นถ้าคนมีใจผ่องใสแล้วสั่งสอนคนอื่น คนนั้นย่อมไม่เป็นผู้พัวพันด้วยเหตุนั้น นอกจากจะอนุเคราะห์เอ็นดู

๓. สูจิโลมสูตร

ว่าด้วยราคะโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุ

{๘๐๗} [๒๓๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนแท่นที่มีแม่แคร่รองรับ อันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์ ใกล้หมู่บ้านคยา ก็ขณะนั้นแล ขรยักษ์กับสูจิโลมยักษ์เดินผ่านไปไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้านัก ครั้งนั้นแล ขรยักษ์ได้พูดกับสูจิโลมยักษ์ว่า “นั่นสมณะ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ยักษ์ชื่อว่าสักกะ เป็นยักษ์ที่เป็นฝ่ายมาร (สํ.ส.อ. ๒๘๖)
หน้า ๓๔๙

สูจิโลมยักษ์กล่าวว่า “นั่นไม่ใช่สมณะจริง นั่นเป็นสมณะปลอมต่างหาก เราพอจะรู้ว่าเป็นสมณะจริงหรือเป็นสมณะปลอม”

{๘๐๘} ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้น้อมกายเข้าไปจนใกล้พระวรกายของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระเถิบถอยพระวรกายไปเล็กน้อย

ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านกลัวเราไหม สมณะ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อาวุโส เราไม่กลัวท่านดอก แต่สัมผัสของท่านหยาบกร้าน”

สูจิโลมยักษ์ถามว่า “สมณะ เราจะขอถามปัญหาท่าน ถ้าท่านตอบเราไม่ได้ เราจะทำจิตของท่านให้บ้าคลั่ง จักฉีกหัวใจของท่าน หรือไม่ก็จะจับเท้าท่านเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่นํ้าคงคาฟากโน้น”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อาวุโส เรายังไม่เห็นใครเลยในมนุษย์โลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ตลอดทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ที่จะทำจิตของเราให้บ้าคลั่ง ที่จะฉีกหัวใจของเรา หรือที่จะจับเท้าเราเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่นํ้าคงคาฟากโน้นได้ เอาเถอะ อาวุโส เชิญท่านถามปัญหาตามที่ท่านต้องการเถิด”{๘๐๙} สูจิโลมยักษ์ได้ถามว่า

ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดี และความขนพองสยองเกล้าเกิดจากอะไร ความตรึกในใจเกิดจากอะไรแล้วปล่อยจิตไป เหมือนเด็ก ๆ จับกามัดเท้าแล้วปล่อยไปฉะนั้น

หน้า ๓๕๐

{๘๑๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ราคะและโทสะเกิดจากอัตภาพนี้ ความไม่ยินดี ความยินดี และความขนพองสยองเกล้าก็เกิดจากอัตภาพ ความตรึกในใจก็เกิดจากอัตภาพนี้แล้วปล่อยจิตไป เหมือนเด็ก ๆ จับกามัดเท้าแล้วปล่อยไปฉะนั้นอกุศลวิตกนานาประการเกิดจากความเยื่อใยคือตัณหา เกิดขึ้นในตัวเอง เหมือนย่านไทรเกิดจากต้นไทรเองฉะนั้น แผ่ซ่านไปในวัตถุกามทั้งหลาย เหมือนเถาย่านทรายในป่า เลื้อยปกคลุมต้นไม้ฉะนั้นปวงชนที่รู้ประจักษ์ว่าอัตภาพนั้นเกิดจากสิ่งใด ย่อมกำจัดเหตุเกิดนั้นเสียได้ ดูก่อนยักษ์ ท่านจงฟัง ชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงแห่งกิเลสที่ข้ามได้ยาก ซึ่งตนไม่เคยข้ามนี้ได้เพื่อความไม่มีภพใหม่ต่อไป

๔. มณิภัททสูตร

ว่าด้วยผู้มีเมตฅาไม่มีเวรแก่ไคร ๆ

{๘๑๑} [๒๓๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่มณิมาฬกเจดีย์อันเป็นที่ครอบครองของยักษ์ชื่อว่ามณีภัททะ ในแคว้นมคธ

{๘๑๒} ครั้งนั้นแล มณิภัททยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ความเจริญย่อมมีแก่ผู้มีสติทุกเมื่อ ผู้มีสติย่อมได้รับความสุข ความดีย่อมมีแก่ผู้มีสติเป็นนิจ และผู้มีสติย่อมหลุดพ้นจากเวร

จบ ๓. สูจิโลมสูตร