arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โสตาปัตติสังยุต · เวฬุทวารวรรค

ฑีฆาวุสูตร เล่ม ๑๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๑๖–๑๔๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในเวฬุทวารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โสตาปัตติสังยุต เวฬุทวารวรรค ฑีฆาวุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๕๐๖–๕๐๙

หน้า ๕๐๖

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว... อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า

ความเชื่อ ศีล ความเลื่อมใส และ {๑๔๑๕} การเห็นธรรมมีอยู่แก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นย่อมบรรลุความสุขอันหยั่งลงในพรหมจรรย์ ตามกาล

๓. ทีฆาวุอุปาสกสูตร

ว่าด้วยองค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดาบัน

{๑๔๑๖} [๙๙๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราขทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ทีฆาวุอุบาสกป่วยเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ได้ขอร้องโชติยคฤหบดี ผู้เป็นบิดามาว่า “ขอเชิญมาหน่อยเถิด คุณพ่อคฤหบดี ขอคุณพ่อจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วกราบทูลตามคำของลูกด้วยว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสกป่วยเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา เขาขอถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า’ และขอให้กราบทูลอย่างนี้ด้วยว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระกรุณาเสด็จไปยังนิเวศน์ของทีฆาวุอุบาสกด้วยเถิด”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ความสุขอันหยั่งลงในพรหมจรรย์ หมายถึงความสุขอันประกอบด้วยอริยมรรคเบื้องสูงกว่าโสดาปัตติมรรค ๓ ประการ คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค <*> และอรหัตตมรรค (สํ.ม.อ. ๓๕๗)
  2. อนาคามิมรรค - ผู้รวบรวม
หน้า ๕๐๗

{๑๔๑๗} โชติยคฤหบดีรับคำทีฆาวุอุบาสกแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสกป่วยเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา เขาขอถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า และเขากราบทูลมาอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระกรุณาเสด็จไปยังนิเวศน์ของทีฆาวุอุบาสกด้วยเถิด’ ดังนี้” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ{๑๔๑๘} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของทีฆาวุอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้วได้ตรัสถามทีฆาวุอุบาสกว่า “ดูก่อนทีฆาวุ ท่านยังพอทนได้อยู่หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่หรือ ทุกขเวทนาค่อยทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรืออาการค่อยคลายลง ไม่รุนแรงขึ้นหรือ”

ทีฆาวุอุบาสกกราบทูลว่า ‘ข้าพระองค์ทนไม่ได้อยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้อยู่ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์กล้านัก มีแต่กำเริบ ไม่ทุเลาลงเลย อาการมีแต่รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่คลายลงเลย”

{๑๔๑๙} “ดูก่อนทีฆาวุ เพราะฉะนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า ‘เราจักเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... จักเป็นผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว... ดูก่อนทีฆาวุ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล”

{๑๔๒๐} “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วมีอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็เห็นชัดในธรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยดศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว... พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๕๐๘

{๑๔๒๑} “ดูก่อนทีฆาวุ เพราะฉะนั้นแล ท่านพึงตั้งมั่นอยู่ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการเหล่านี้แล้วเจริญธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการให้ยิ่งขึ้นไป

ดูก่อนทีฆาวุ ท่านจงพิจารณาเห็นอนิจจสัญญาในสังขารทั้งปวง จงมีทุกขสัญญาในสิ่งที่ไม่เที่ยง มีอนัตตสัญญา มีปหานสัญญา มีวิราคสัญญา มีนิโรธสัญญาในสิ่งที่เป็นทุกข์อยู่ ดูก่อนทีฆาวุ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล”

{๑๔๒๒} “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอันเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วก็มีอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็เห็นชัดในธรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์พิจารณาเห็นอนิจจสัญญาในสังขารทั้งปวง มีทุกขสัญญาในสิ่งที่ไม่เที่ยง มีอนัตตสัญญา มีปหานสัญญา มีวิราคสัญญา มีนิโรธสัญญาในสิ่งที่เป็นทุกข์อยู่ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘คุณพ่อโชติยคฤหบดีนี้อย่าได้ถึงความทุกข์หลังจากเราล่วงลับไปเลย’ คุณพ่อโชติยคฤหบดีได้กล่าวว่า ‘พ่อทีฆาวุ พ่ออย่าได้ใส่ใจถึงเรื่องนี้เลย พ่อทีฆาวุจงใส่ใจถึงพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พ่อให้ดีเถิด”{๑๔๒๓} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนทีฆาวุอุบาสกด้วยพระโอวาทนี้แล้วเสด็จลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วไม่นาน ทีฆาวุอุบาสกก็ได้ถึงแก่กรรม

{๑๔๒๔} ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีฆาวุอุบาสกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนด้วยพระโอวาทโดยย่อได้ถึงแก่กรรมแล้ว คติของเขาเป็นอย่างไร อภิสัมปรายภพของเขาเป็นอย่างไร”

หน้า ๕๐๙

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทีฆาวุอุบาสกเป็น บัณฑิต ชอบพูดคำจริง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่ทำตนให้ลำบาก เพราะมีธรรมเป็นเหตุทีฆาวุอุบาสกเป็นโอปปาติกะเพราะโอรัมภาคิย สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานในภพที่เกิดขึ้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้น เป็นธรรมดา”

๔. ปฐมสารีปุตตสูตร

ว่าด้วยเป็นพระโสดาบันเพราะมีธรรม ๔ ประการ

{๑๔๒๕} [๑๐๐๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรกับท่านพระอานนท์อยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นแล้วเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรมเท่าไร หมู่สัตว์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”{๑๔๒๖} ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ หมู่สัตว์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพยากรณ์ว่าเป็นพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โอปปาติกะ ผู้ที่ผุดเกิดขึ้นโตเต็มตัว ในที่นี้หมายถึงพระอนาคามี (ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก) ซึ่งเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส และจะปรินิพพานในที่นั้นโดยไม่ต้องกลับมาเกิดในมนุษยโลกอีก (นัย ม.มู.อ. ๑/๑๗๖, องฺ.ติก.อ. ๒/๒๘๒-๒๘๓)

จบ ฑีฆาวุสูตร