arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โสตาปัตติสังยุต · สรกานิวรรค

โคธาสูตร เล่ม ๑๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๑๓–๑๕๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในสรกานิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โสตาปัตติสังยุต สรกานิวรรค โคธาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๕๔๑–๕๔๔

หน้า ๕๔๑

๓. โคธสักกสูตร

ว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับการเปีนโสดาบัน

{๑๕๑๓} [๑๐๑๙] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครกบิลพัสดุ์ ...

{๑๕๑๔}ครั้งนั้น พระเจ้ามหานามศากยราชเสด็จเข้าไปหาเจ้าศากยะพระนามว่า โคธาถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนโคธา พระองค์ย่อมทรงทราบไหมว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ”

เจ้าโคธาศากยะตรัสตอบว่า “ดูก่อนมหานามะ หม่อมฉันย่อมทราบว่า โสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาเป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริย สาวกในพระธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... หม่อมฉันย่อมทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนมหานามะ ก็พระองค์เล่าทรงทราบไหมว่า โสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดาเป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ”{๑๕๑๕}

“ดูก่อนโคธา หม่อมฉันเองทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ประกอบด้วย ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด... เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนโคธา หม่อมฉันย่อมทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผ้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล”

หน้า ๕๔๒

{๑๕๑๖} “ช้าก่อน มหานามะ ช้าก่อน มหานามะ พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ที่จะทรงทราบเรื่องนี้ว่าโสดาบันบุคคลประกอบหรือไม่ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้”

“ดูก่อนโคธา มาเถิด เราไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักกราบทูลเนื้อความนี้ต่อพระองค์กัน”

{๑๕๑๗} ลำดับนั้น พระเจ้ามหานามศากยราชกับเจ้าโคธาศากยะเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง จึงพระเจ้ามหานามศากยราชได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส หม่อมฉันเข้าไปหาเจ้าโคธาศากยะแล้วได้กล่าวว่า ‘ดูก่อนโคธา พระองค์ย่อมทรงทราบไหมว่าโสดาบันบุคคล...ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ’

{๑๕๑๘} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าโคธาศากยะได้ตรัสตอบหม่อมฉันว่า ‘ดูก่อนมหานามะ หม่อมฉันย่อมทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวก ในพระธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... หม่อมฉันย่อมทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ดูก่อนมหานามะ ก็พระองค์เล่าทรงทราบไหมว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรมกี่ประการ’{๑๕๑๙} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเจ้าโคธาศากยะกล่าวอย่างนี้แล้ว หม่อมฉันได้กล่าวว่า ‘ดูก่อนโคธา หม่อมฉันก็ทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้

หน้า ๕๔๓

ประกอบด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด... เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนโคธา หม่อมฉันย่อมทราบว่าโสดาบันบุคคลผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล’{๑๕๒๐} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหม่อมฉันกล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าโคธาศากยะได้กล่าวว่า ‘ช้าก่อน มหานามะ ช้าก่อน มหานามะ พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นที่จะทรงทราบเรื่องนี้ว่าโสดาบันบุคคลประกอบหรือไม่ประกอบด้วยธรรมเหล่านี้”{๑๕๒๑}

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุบางประการพึงเกิดขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงอยู่ฝ่ายหนึ่ง ภิกษุสงฆ์พึงอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฝ่ายใด หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำหม่อมฉันว่าเป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้{๑๕๒๒} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุบางประการพึงเกิดขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงอยู่ฝ่ายหนึ่ง ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์พึงอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฝ่ายใด หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำหม่อมฉันว่าเป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้{๑๕๒๓}

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุบางประการพึงเกิดขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงอยู่ฝ่ายหนึ่ง ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ และพวกอุบาสกพึงอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฝ่ายใด หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำหม่อมฉันว่าเป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้{๑๕๒๔} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุบางประการพึงเกิดขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงอยู่ฝ่ายหนึ่ง ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ พวกอุบาสก และพวกอุบาสิกาพึงอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฝ่ายใด หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำหม่อมฉันว่าเป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้

หน้า ๕๔๔

{๑๕๒๕} ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุบางประการพึงเกิดขึ้นในพระธรรมวินัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงอยู่ฝ่ายหนึ่ง ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ พวกอุบาสก พวกอุบาสิกา และโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์พึงอยู่อีกฝ่ายหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสฝ่ายใด หม่อมฉันพึงเป็นฝ่ายนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำหม่อมฉันว่าเป็นผู้เลื่อมใสอย่างนี้”{๑๕๒๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ขอถวายพระพรเจ้าโคธา มหาบพิตรผู้มีวาทะอย่างนี้ตรัสอะไรกะพระเจ้ามหานามศากยราช”

เจ้าโคธาศากยะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ผู้มีวาทะอย่างนี้มิได้พูดอะไรกะพระเจ้ามหานามศากยราช นอกจากกัลยาณธรรมนอกจากกุศลธรรม”

๔. ปฐมสรกานิสักกสูตร

ว่าด้วยผู้ถึงสรณคมน์ไม่ไปสู่วินิบาต สูตรที่ ๑

{๑๕๒๗} [๑๐๒๐] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครกบิลพัสดุ์ ...

ก็สมัยนั้น เจ้าศากยะพระนามว่าสรกานิสิ้นพระชนม์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ท่านว่าเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า

นัยว่า พวกเจ้าศากยะมากด้วยกันมาร่วมประชุมพร้อมกันแล้วยกโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “น่าอัศจรรย์นัก ท่านผู้เจริญ น่าแปลกใจนัก ท่านผู้เจริญ บัดนี้ใครบ้างในโลกนี้จักไม่ได้เป็นโสดาบัน เพราะขนาดเจ้าสรกานิศากยะสิ้นพระชนม์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ายังได้ทรงพยากรณ์ท่านว่าเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า ทั้งที่เจ้าสรกานิศากยะถึงความเป็นผู้ทุรพลด้วยสิกขา เอาแต่เสวยนํ้าจัณฑ์”

จบ โคธาสูตร