arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โสตาปัตติสังยุต · สรกานิวรรค

เวรภยสูตร ที่ ๒ เล่ม ๑๙

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๗๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในสรกานิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โสตาปัตติสังยุต สรกานิวรรค เวรภยสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๕๖๑–๕๖๒

หน้า ๕๖๑

เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด ด้วยประการดังนี้ เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ ด้วยประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยการดับโดยหาส่วนเหลือมิได้ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับได้ด้วยอาการอย่างนี้ ญายธรรมอันประเสริฐนี้ อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้วแทงตลอดแล้วด้วยปัญญา{๑๕๗๘} ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใดภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบระงับแล้ว อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้ และญายธรรมอันประเสริฐนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดแล้วด้วยปัญญา เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นเมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เรามีนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาต สิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”

๙. ทุติยภยเวรูปสันตสูตร

ว่าด้วยผู้ระงับภัยเวร ๕ พยากรณ์ตนเองได้

{๑๕๗๙} [๑๐๒๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบระงับแล้ว อริยสาวกเป็นผู้ประกอบด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ ประการเหล่านี้ และญายธรรมประเสริฐนี้อันอริยสาวกนั้นเห็นดีแล้ว แทงตลอดแล้วด้วยปัญญา เมื่อนั้นอริยสาวกนั้นเมื่อต้องการอยู่ ก็พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า ‘เรามี นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า”

หน้า ๕๖๒

๑๐. นันทกลิจฉวีสูตร

ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเป็นโสดาบัน

{๑๕๘๐} [๑๐๒๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ของเจ้าลิจฉวีชื่อนันทกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง จึงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะนันทกอำมาตย์ของเจ้าลิจฉวีว่า

{๑๕๘๑} “ดูก่อนนันทกะ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการจัดเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้าธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด ... เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูก่อนนันทกะ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลจัดเป็นโสดาบัน มีความไม่ตกตํ่าเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะตรัสรู้ในภายหน้า{๑๕๘๒} ดูก่อนนันทกะ ก็แลอริยสาวกผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้เป็นผู้ประกอบด้วยอายุทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์

เป็นผู้ประกอบด้วยวรรณะทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบด้วยสุข ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบด้วยยศทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นใหญ่ทั้งที่เป็นทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ดูก่อนนันทกะ ก็เราได้ฟังจากสมณะหรือพราหมณ์อื่น จึงกล่าวเรื่องนั้นหามิได้ความจริง เรารู้เอง ทราบเอง จึงกล่าวเรื่องนั้น”{๑๕๘๓} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว บุรุษคนหนึ่งได้กล่าวกะนันทกมหาอำมาตย์ของเจ้าลิจฉวีว่า “ถึงเวลาอาบนํ้าแล้ว ท่านผู้เจริญ”

จบ เวรภยสูตร ที่ ๒