พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โพชฌงคสังยุต · ปัพพตวรรค
สีลสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๓–๓๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปัพพตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต ปัพพตวรรค สีลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๑๒๔–๑๒๘
สัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ การทำให้มากซึ่งโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด หรือเพื่อความเจริญเต็มที่แห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว
{๓๗๒} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันใด แม้โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน”
๓. สีลสูตร
ว่าด้วยการหลีกออก ๒ วิธี
{๓๗๓} [๑๘๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีล เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยวิมุตติ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ การได้เห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การได้ฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี แต่ละอย่าง ๆ เรากล่าวว่า มีอุปการะมาก ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้วย่อมหลีกออกอยู่ด้วย ๒ ทาง คือ หลีกออกทางกาย ๑ หลีกออกทางจิต ๑ เธอหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้วย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น
- ๑วิมุตติ ความหลุดพ้น ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผลวิมุตติ ซึ๋งเป็นโลกุตตระ วิมุตติญาณทัสสนะ ความรู้เห็นถึงความหลุดพ้น ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณ ซึ่งจัดเป็นโลกิยะ (สํ.ม.อ. ๒๐๘)
{๓๗๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เธอมีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา{๓๗๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุมีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา
สมัยนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว{๓๗๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญาอยู่ ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนอันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเติมที่ ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร{๓๗๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติที่ไม่มีอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเต็มที่ กายก็ดี จิตก็ดีของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติย่อมสงบระงับ
{๓๗๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด กายก็ดี จิตก็ดีของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติสงบระงับ สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเต็มที่ จิตของภิกษุผู้มีกายสงบระงับ ผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น
{๓๗๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบผู้มีความสุข ตั้งมั่นสมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เธอย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยดี{๓๘๐} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยดี สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุชื่อว่าเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญเต็มที่
อานิสงส์การเจริญโพชณงค์
{๓๘๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการอันเธอพึงหวังได้ {๓๘๒} ผลานิสงส์ ๗ ประการคืออะไรบ้าง คือ
(๑) ในปัจจุบันจะได้บรรลุอรหัตตผลโดยพลัน
(๒) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย
(๓) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ทีนั้นจะได้เป็นอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ (กิเลสเครื่องผูกมัดใจสัตว์เบื้องต่ำ) ๕ สิ้นไป
- ๑ผลานิสงส์ แปลเป็นคำเชื่อม(สนธิ)กัน ๒ คำ คือคำว่า ผล กับคำว่า อานิสงส์ ซึ่งว่าโดยความหมายทั้ง ๒ คำมีความหมายอย่างเดียวกัน คือหมายถึงประโยชน์ที่ได้รับ (สํ.ม.อ. ๒๑๐)
- ๒อนาคามี ท่านผู้ไม่เวียนกลับมาอีก หมายถึงท่านผู้สำเร็จเป็นพระอนาคามี ชื่งจัดเป็นพระอริยบุคคลขั้นที่ ๓ ในบรรดาพระอริยบุคล ๔ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส (ที่เกิดอยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ ๕ ชั้น มีอวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา) และจะปรินิพพานในที่นั้นโดยไม่ต้องกลับมาเกิดในมนุษยโลกอีก (นัย ม.มู.อ. ๑/๑๗๖, องฺ.ติก.อ. ๒/๒๘๒-๒๘๓) พระอนาคามีในที่นี้แบ่งตามความต่างแห่งอินทรียธรรมมีศรัทธาเป็นต้นที่ยิ่งหรือหย่อนกว่ากันได้ ๕ ประเภท คือ
(๔) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายีเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ทีนั้นจะได้เป็นอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายีเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป(๕) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป(๖) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป
- (๑) อันตราปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานในระหว่าง หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งแล้ว เมื่ออายุยังไม่ทันถึงกึ่งหนึ่งของกาลกำหนดอายุในชั้นนั้น ก็ปรินิพพานเสียกลางคัน ตัวอย่าง เช่น พระอนาคามีผู้บังเกิดในชั้นอวิหาซึ่งมีกำหนดอายุ ๑,๐๐๐ กัป แบ่งย่อยเป็น ๓ จำพวก คือ (๑) จำพวกที่บรรลุอรหัตตผลในวันที่บังเกิดหรือไม่ก็บรรลุไม่เกิน ๑๐๐ กัป (๒) จำพวกที่บรรลุอรหัตตผลไม่เกิน ๒๐๐ กัป (๓) จำพวกที่บรรลุอรหัตตผลไม่เกิน ๔๐๐ กัป (แม้ในสุทธาวาสอีก ๔ ชั้น คือ อตัปปาที่มีอายุ ๒,๐๐๐ กัป สุทัสสาที่มีอายุ ๔,๐๐๐ กัป สุทัสสีที่มีอายุ ๘,๐๐๐ กัป และอกนิฏฐาที่มีอายุ ๑๖,๐๐๐ กัปก็พึงเทียบเคียงตามนัยนี้)
- (๒) อุปหัจจปรินิพพายี ผู้จวนจะถึงจึงปรินิพพาน หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่ง มีอายุพ้นกึ่งของกาลกำหนดอายุในชั้นนั้น จวนจะถึงกาลสิ้นอายุ จึงปรินิพพาน
- (๓) อสังขารปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้แรงชักจูง หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่ง สามารถบรรลุอรหัตตผลได้โดยง่าย ไม่ต้องใช้ความเพียรมากนัก
- (๔) สสังขารปรินิพพายี ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้แรงชักจูง หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่ง จะบรรลุอรหัตตผลได้ก็ต่อเมื่อใช้ความเพียรอย่างหนัก
- (๕) อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ หมายถึงพระอนาคามีผู้เกิดในสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งแล้วก็ดำรงอยู่จนสิ้นกาลกำหนดอายุ และจะเกิดเลื่อนต่อขึ้นไปจนถึงชั้นอกนิฏฐภพอันเป็นชั้นสูงสุดแล้วจึงปรินิพพาน (สํ.ม.อ. ๒๑๐)
(๗) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีเพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไปดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้อันเธอพึงหวังได้”
๔. วัตถสูตร
ว่าด้วยการอยู่ด้วยโพชฌงค์ ๗
{๓๘๓} [๑๘๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้วท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย โพชฌงค์มี ๗ ประการนี้ ๗ ประการคืออะไรบ้าง คือ
(๑) สติสัมโพชฌงค์ (๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ (๔) ปีติสัมโพชฌงค์
(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (๖) สมาธิสัมโพชฌงค์
(๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย โพชฌงค์มี ๗ ประการนี้แล
{๓๘๔} ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย บรรดาโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เราประสงค์จะอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใด ๆ ในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้น ๆ ในเวลาเช้าได้
จบ สีลสูตร