พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อินทริยสังยุต · ชราวรรค
ชราสูตร เล่ม ๑๙
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๖๒–๙๖๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในชราวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค อินทริยสังยุต ชราวรรค ชราสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๙ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๙ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๙)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๙ หน้า ๓๓๘–๓๓๙
๕. ชราวรรค
๑. ชราธัมมสูตร
ว่าด้วยตรัสถึงชราธรรม
{๙๖๒} [๕๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น ประทับนั่งผินพระปฤษฎางค์ผิงแดดในที่มีแสงแดดส่องมาจากทิศตะวันตกอยู่{๙๖๓} ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วบีบนวดพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยฝ่ามือพลางกราบทูลว่า
“น่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ที่ตอนนี้พระฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน พระสรีระก็หย่อนย่นเป็นริ้วรอย พระวรกายก็ค้อมไปข้างหน้า และความแปรผันของอินทรีย์ คือ พระจักษุ พระโสตะ พระฆานะ พระชิวหา พระวรกายก็ปรากฏอยู่”{๙๖๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ชราธรรมย่อมมีในความเป็นหนุ่มสาว พยาธิธรรมย่อมมีในความไม่มีโรค มรณธรรมย่อมมีในชีวิต ผิวพรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน สรีระจึงหย่อนย่นเป็นริ้วรอย กายจึงค้อมไปข้างหน้า และความแปรผันแห่งอินทรีย์ คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย จึงปรากฏอยู่”{๙๖๕} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์อื่นต่อไปอีกว่า
ถึงเธอจะติความแก่ที่เลวทราม ถึงเธอจะติความแก่ที่ทำให้ผิวพรรณทรามไป ร่างกายอันน่าพึงใจก็ยังคงถูกความแก่ยํ่ายีอยู่นั่นเอง
แม้ผู้ใดจะมีชีวิตอยู่ได้ร้อยปี ก็ไม่พ้นความตายไปได้ สัตว์โลกทั้งปวงมีความตายเป็นเบื้องหน้า ความตายย่อมไม่ละเว้นอะไร ย่อมยํ่ายีทั้งหมดทีเดียว
๒. อุณณาภพราหมณสูตร
ว่าด้วยอินทรีย์ ๕ มีอารมณ์ต่างกัน
{๙๖๖} [๕๑๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...
ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่ออุณณาภะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
{๙๖๗} “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อินทรีย์ ๕ ประการนี้มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน อินทรีย์ ๕ ประการ คืออะไรบ้าง คือ จักขุนทรีย์ ๑ โสตินทรีย์ ๑ ฆานินทรีย์ ๑ ชิวหินทรีย์ ๑ กายินทรีย์ ๑ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเล่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ซึ่งมีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน และอะไรย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้”{๙๖๘} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกันอินทรีย์ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ จักขุนทรีย์ ๑โสตินทรีย์ ๑
จบ ชราสูตร