พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · อาหารวรรค
๑. อาหารสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘–๓๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในอาหารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรค อาหารสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๙–๒๑
๒. อาหารวรรค
๑. อาหารสูตร
ว่าด้วยอาหาร ๔ อย่าง
{๒๘}[๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
{๒๙}“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ
(๑) กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด
(๒) ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ
(๓) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความนึกคิด
(๔) วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ
อาหาร ๔ เหล่านี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมา
แล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด
- ๑สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว (ภูตะ) สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด (สัมภเวสี) มีความหมายดังนี้ ในบรรดากำเนิด ๔ สัตว์จำพวกอัณฑชะ(มีกำเนิดจากไข่)และจำพวกชลาพุชะ(มีกำเนิดจากครรภ์)ตราบใดที่ยังอยู่ในฟองไข่หรืออยู่ในครรภ์ ชื่อว่าสัมภเวสี แต่ถ้าออกจากไข่หรือจากครรภ์แล้ว ชื่อว่าภูตะ สัตว์จำพวก สังเสทชะ(มีกำเนิดจากเถ้าไคลเช่นหนอน)และโอปปาติกะ(มีกำเนิดที่ผุดเกิดขึ้นโตเต็มตัวเช่นพวกเทพสัตว์นรก) ชื่อว่าสัมภเวสีในขณะจิตดวงแรก ชื่อว่าภูตะในขณะจิตดวงที่ ๒ เป็นต้นไป อีกความหมายหนึ่ง พระอรหันตขีณาสพชื่อว่าภูตะ เพราะเป็นผู้เกิดสมบูรณ์ยิ่งแล้ว คือไม่เกิดอีกต่อไป พระเสขะและปุถุชนชื่อว่าสัมภเวสี เพราะยังต้องแสวงหาภพที่เกิดอีกต่อไปเนื่องจากยังละภวสังโยชน์(กิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ไม่ได้ (สํ.นิ.อ.๒๖-๒๗)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร ๔ เหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่
ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด อาหาร ๔ เหล่านี้มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด
ก็ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด
ก็เวทนานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด
ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มีสฬายตนะเป็นที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด
ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นที่ตั้งขึ้น มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด
ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นที่ตั้งขึ้น มี
วิญญาณเป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด
ก็วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มี
อะไรเป็นแดนเกิด วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มีสังขารเป็นที่ตั้งขึ้น มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด
ก็สังขารเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นที่ตั้งขึ้นมีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะ
สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการดังนี้
{๓๐} อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือ
วิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยอาการดังนี้ (๑)
๒. โมลิยผัคคุนสูตร
ว่าด้วยพระโมลิยผัคคุนะทูลถามเรื่องอาหาร
{๓๑}[๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร ๔ คืออะไรบ้าง คือ
(๑) กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด
(๒) ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ
(๓) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความนึกคิด
(๔) วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ
อาหาร ๔ เหล่านี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมา
แล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด”
{๓๒} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระโมลิยผัคคุนะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า“พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมกลืนกินวิญญาณาหาร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ตั้งปัญหายังไม่ถูกเรามิได้กล่าวว่า
‘ย่อมกลืนกิน’ ถ้าเรากล่าวว่า ‘ย่อมกลืนกิน’ จึงควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า
จบ ๑. อาหารสูตร