arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · พุทธวรรค

๑๐. มหาศักยมุนีโคตมสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖–๒๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๖ ในพุทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ พุทธวรรค มหาศักยมุนีโคตมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๑๕–๑๙

หน้า ๑๕

๑๐. โคตมสูตร

ว่าด้วยความตรัสรู้ของพระโคดมพุทธเจ้า

{๒๖} [๑๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อครั้งเราเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มิความปริวิตกดังนี้ว่า ‘โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิดแก่ ตาย จุติ และอุบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ชาวโลกก็ยังไม่รู้ธรรมอันนำออกจากทุกข์คือชรามรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์คือชรามรณะนี้จักปรากฏ’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความสงสัยดังนี้ว่า ‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ชรามรณะจึงมี ชรามรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรานั้นได้รู้ด้วยปัญญาเพราะทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่อชาติมีอยู่ ชรามรณะจึงมี ชรามรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย’

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ...

เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย’

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย,

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย,

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย'

หน้า ๑๖

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมี เพราะ

อะไรเป็นปัจจัย .... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย'

...‘เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็น

ปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย'

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เรานั้นได้มีความสงสัยดังนี้ว่า ‘เมื่อ

อะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย' ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้รู้ด้วยปัญญาเพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ... เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยอาการดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘สมุทัย สมุทัย เหตุเกิดทุกข์ เหตุเกิดทุกข์' ดังนี้

{๒๗}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความสงสัยดังนี้ว่า ‘เมื่ออะไรหนอไม่มีชรามรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรามรณะจึงดับ' ครั้งนั้นแล เรานั้นได้รู้ด้วยปัญญาเพราะทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มีเพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ... เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ ... เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ'

หน้า ๑๗

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ...

เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ...

เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ...

เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ...

เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ'

...‘เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ... เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ'

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความสงสัยดังนี้ว่า ‘เมื่ออะไรหนอ

ไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ' ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้รู้ด้วยปัญญาเพราะทำไว้ในใจโดยแยบคายว่า ‘เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ' ...

เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมดับด้วยอาการดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘นิโรธ นิโรธ ความดับทุกข์ ความดับทุกข์, ดังนี้'' (๑๐)

จบ พุทธวรรคที่ ๑

หน้า ๑๘

รวมพระสูตรนี้มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปฏิจจสมุปปาทสูตร ๒. วิภังคสูตร

๓. ปฏิปทาสูตร ๔. วิปัสสีสูตร

๕. สิขีสูตร ๖. เวสสภูสูตร

๗. กกุสันธสูตร ๘. โกนาคมนสูตร

๙. กัสสปสูตร ๑๐. โคตมสูตร

หน้า ๑๙

๒. อาหารวรรค

๑. อาหารสูตร

ว่าด้วยอาหาร ๔ อย่าง

{๒๘}[๑๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

{๒๙}“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร๔ อย่างคืออะไรบ้าง คือ

(๑) กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด

(๒) ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะ

(๓) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความนึกคิด

(๔) วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ

อาหาร ๔ เหล่านี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมา

แล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว (ภูตะ) สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด (สัมภเวสี) มีความหมายดังนี้ ในบรรดากำเนิด ๔ สัตว์จำพวกอัณฑชะ(มีกำเนิดจากไข่)และจำพวกชลาพุชะ(มีกำเนิดจากครรภ์)ตราบใดที่ยังอยู่ในฟองไข่หรืออยู่ในครรภ์ ชื่อว่าสัมภเวสี แต่ถ้าออกจากไข่หรือจากครรภ์แล้ว ชื่อว่าภูตะ สัตว์จำพวก สังเสทชะ(มีกำเนิดจากเถ้าไคลเช่นหนอน)และโอปปาติกะ(มีกำเนิดที่ผุดเกิดขึ้นโตเต็มตัวเช่นพวกเทพสัตว์นรก) ชื่อว่าสัมภเวสีในขณะจิตดวงแรก ชื่อว่าภูตะในขณะจิตดวงที่ ๒ เป็นต้นไป อีกความหมายหนึ่ง พระอรหันตขีณาสพชื่อว่าภูตะ เพราะเป็นผู้เกิดสมบูรณ์ยิ่งแล้ว คือไม่เกิดอีกต่อไป พระเสขะและปุถุชนชื่อว่าสัมภเวสี เพราะยังต้องแสวงหาภพที่เกิดอีกต่อไปเนื่องจากยังละภวสังโยชน์(กิเลสที่ประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ไม่ได้ (สํ.นิ.อ.๒๖-๒๗)

จบ ๑๐. มหาศักยมุนีโคตมสูตร