พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · อาหารวรรค
๙. พาลปัณฑิตสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๗–๕๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในอาหารวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ อาหารวรรค พาลปัณฑิตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๖ หน้า ๓๕–๓๗
ภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีสายตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมจงได้โปรดจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป (๘)
๙. พาลปัณฑิตสูตร
ว่าด้วยความต่างแห่งพาลและบัณฑิต
{๕๗}[๑๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี...
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคน
พาลผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ผู้ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย รวมเป็นสอง ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ เกิดผัสสายตนะ ๖ ซึ่งเป็นเหตุให้คนพาลที่ถูกทั้งสองอย่างนั้นหรืออย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้วเสวยสุขและทุกข์อยู่
กายนี้ของบัณฑิตผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ผู้ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้น
แล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย รวมเป็นสอง ย่อมมีด้วยประการดังนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ เกิดผัสสายตนะ ๖ ซึ่งเป็นเหตุให้บัณฑิตที่ถูกทั้งสองอย่างนั้นหรืออย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว เสวยสุขและทุกข์อยู่
{๕๘} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น อะไรเล่าเป็นความแปลกกัน เป็นความประสงค์ เป็นความแตกต่างกันระหว่างบัณฑิตกับพาล”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายของพวก
ข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้แนะนำมีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่รวม ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้าขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักทรงจำไว้”
{๕๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาลผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และ
ประกอบแล้วด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้นคนพาลยังละไม่ได้ และตัณหานั้นก็ยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น หลังจากตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงปฏิสนธิกายอื่นต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงยังไม่พ้นจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า‘ยังไม่พ้นไปจากทุกข์,
กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหา
ใดเกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้นบัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั้นก็สิ้นไปแล้ว
ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข ์โดยชอบ เหตุนั้น หลังจากตายไปบัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงปฏิสนธิกายอื่นต่อไปเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ‘ย่อมพ้นจากทุกข์,
นี้เป็นข้อแปลกกัน นี้เป็นความประสงค์ นี้เป็นความแตกต่างกัน
- ๑บัณฑิตกับพาล ในพระสูตรนี้ พาล หมายถึงปุถุชนทุกคนที่ยังมีปฏิสนธิ (คือยังต้องเกิดอีก) บัณฑิต หมายถึงพระขีณาสพผู้ไม่มีปฏิสนธิหมายถึงพระขีณาสพผู้ไม่มีปฏิสนธิอีกต่อไป (สํ.นิ.อ. ๔๖ )
๑๐. ปัจจยสูตร
ว่าด้วยธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น
{๖๐}[๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ...
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
ปฏิจจสมุปบาทและธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน”
{๖๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ พระตถาคตทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา อิทัปปัจจยตา ก็ยังดำรงอยู่ ตถาคตย่อมตรัสรู้ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผยจำแนก ทำให้ตื้น และกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจงดู, ดังนี้ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ...
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ...
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ .. .
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน...
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา...
- ๑ธาตุอันนั้น หมายถึงสภาวะที่เป็นปัจจัยนั้น (สํ.นิ.อ. ๔๖)
- ๒ธัมมฐิตตา ความดำรงอยู่แห่งธรรม หมายถึงภาวะที่ธรรมทั้งหลายซึ่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นดำรง อยู่ตามปัจจัย ธัมมนิยามตา ความเป็นไปอันแน่นอนแห่งธรรม หมายถึงปัจจัยที่กำหนดธรรม ทั้งหลาย หรือกฎธรรมดา อิทัปปัจจยตา ภาวะที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย หมายถึงปัจจัยแห่งธรรมมี ชรามรณะเป็นต้นเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่ธรรมนี้ ๆ (นัย สํ.นิ.อ. ๔๖)
จบ ๙. พาลปัณฑิตสูตร