พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย อภิสมัยสังยุตต์ · มหาวรรค
๗. นฬาลาปิยสูตร เล่ม ๑๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๓–๒๖๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๗. สัมมสสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ มหาวรรค นฬาลาปิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)
เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ มหาโกฏฺฐิโต ๑ พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา สารีปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะ อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น ท่านพระมหาโกฏฐิตะออกจากที่พักผ่อนเข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหาโกฏฺฐิโต อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺตํ สยํกตํ ชรามรณํ ปรกตํ ชรามรณํ สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ชรามรณํ อุทาหุ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ชรามรณนฺติ ฯ น โข อาวุโส โกฏฺฐิต สยํกตํ ชรามรณํ น ปรกตํ ชรามรณํ น สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ ชรามรณํ นาปิ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ ชรามรณํ อปิจ ชาติปจฺจยา ชรามรณนฺติ ฯ กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต สยํกตา ชาติ ปรกตา ชาติ สยํกตา จ ปรกตา จ ชาติ อุทาหุ อสยํการํ อปรการํ ๑ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนา ชาตีติ ฯ น โข อาวุโส โกฏฺฐิต สยํกตา ชาติ น ปรกตา ชาติ น สยํกตา จ ปรกตา จ ชาติ นาปิ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนา ชาติ อปิจ ภวปจฺจยา ชาตีติ ฯ กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต สยํกโต ภโว ฯเปฯ
สยํกตํ อุปาทานํ ... สยํกตา ตณฺหา ... สยํกตา เวทนา ... สยํกโต ผสฺโส ... สยํกตํ สฬายตนํ ... สยํกตํ นามรูปํ ปรกตํ นามรูปํ สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ นามรูปํ อุทาหุ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ นามรูปนฺติ ฯ น โข อาวุโส โกฏฺฐิต สยํกตํ นามรูปํ น ปรกตํ นามรูปํ น สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ นามรูปํ นาปิ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ นามรูปํ อปิจ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ กึ นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต สยํกตํ วิญฺญาณํ ปรกตํ วิญฺญาณํ สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ วิญฺญาณํ อุทาหุ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณนฺติ ฯ น โข อาวุโส โกฏฺฐิต สยํกตํ วิญฺญาณํ น ปรกตํ วิญฺญาณํ น สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ วิญฺญาณํ นาปิ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อปิจ นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ
๑ ม. มหาโกฏฺฐิโก ฯ
๑ ม. อสยํการา อปรํการา ฯ
ท่านพระมหาโกฏฐิตะนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระสารีบุตรว่าท่านสารีบุตร ชราและมรณะ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่า ชราและมรณะบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเองผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโกฏฐิตะ ชราและมรณะ ตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ฯ
โก. ท่านสารีบุตร ชาติ ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่าชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ
สา. ท่านโกฏฐิตะ ชาติ ตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเอง ทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ชาติบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯ
โก. ท่านสารีบุตร ภพตนทำเอง ฯลฯ อุปาทานตนทำเอง ... ตัณหาตนทำเอง ...
เวทนาตนทำเอง ... ผัสสะตนทำเอง ... สฬายตนะตนทำเอง ... นามรูปตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่านามรูปบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ
สา. ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ นามรูปบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯ
โก. ท่านสารีบุตร วิญญาณตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ หรือว่าวิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ฯ
สา. ท่านโกฏฐิตะ วิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ วิญญาณบังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯ
อิทาเนว โข มยํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ เอวํ อาชานาม น โข อาวุโส โกฏฺฐิต สยํกตํ นามรูปํ น ปรกตํ นามรูปํ น สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ นามรูปํ นาปิ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ นามรูปํ อปิจ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปนฺติ ฯ อิทาเนว ปน มยํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ภาสิตํ เอวํ อาชานาม น โข อาวุโส โกฏฺฐิต สยํกตํ วิญฺญาณํ น ๑ ปรกตํ วิญฺญาณํ น สยํกตญฺจ ปรกตญฺจ วิญฺญาณํ นาปิ อสยํการํ อปรการํ อธิจฺจ สมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อปิจ นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณนฺติ ฯ ยถากถํ ปนาวุโส สารีปุตฺต อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
โก. เราทั้งหลายเพิ่งรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตรในบัดนี้เองอย่างนี้ว่า ท่านโกฏฐิตะ นามรูปตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ ทั้งตนทำเองทั้งผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ฯ
อนึ่ง เราทั้งหลายรู้ชัดภาษิตของท่านสารีบุตรในบัดนี้เอง อย่างนี้ว่า ท่านโกฏฐิตะวิญญาณตนทำเองก็ไม่ใช่ ผู้อื่นทำให้ก็ไม่ใช่ บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยตนไม่ได้ทำเอง ผู้อื่นไม่ได้ทำให้ก็ไม่ใช่ แต่เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯ
ท่านสารีบุตร ก็เนื้อความของภาษิตนี้ เราทั้งหลายจะพึงเห็นได้อย่างไร ฯ
เตนหาวุโส อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปิเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ อาวุโส เทฺว นฬกลาปิโย อญฺญมญฺญํ นิสฺสาย ติฏฺเฐยฺยุํ เอวเมว โข อาวุโส นามรูปปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ ตาสญฺเจ อาวุโส นฬกลาปีนํ เอกํ อปกฑฺเฒยฺย เอกา ปปเตยฺย อปรญฺเจ อปกฑฺเฒยฺย อปรา ปปเตยฺย ฯ เอวเมว โข อาวุโส นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ วิญฺญาณนิโรธา นามรูปนิโรโธ นามรูปนิโรธา สฬายตนนิโรโธ สฬายตนนิโรธา ผสฺสนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ
๑ ยุ. นสทฺโท นตฺถิ ฯ
สา. ดูกรอาวุโส ถ้าเช่นนั้น ผมจักเปรียบให้ท่านฟัง ในโลกนี้ บุรุษผู้ฉลาดบางพวกย่อมรู้ชัดเนื้อความของภาษิตได้ แม้ด้วยอุปมา ฯ
อาวุโส ไม้อ้อ ๒ กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ฯลฯความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล ฯ
ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออกอีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับเพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ฉันนั้นแล ฯ
อจฺฉริยํ อาวุโส สารีปุตฺต อพฺภูตํ อาวุโส สารีปุตฺต ยาว สุภาสิตญฺจิทํ อายสฺมตา สารีปุตฺเตน อิทญฺจ ปน มยํ อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส สุภาสิตํ อิเมหิ ฉตฺตึสาย วตฺถูหิ อนุโมทาม ชรามรณสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ ชรามรณสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ ชรามรณสฺส เจ อาวุโส ภิกฺขุ นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ ชาติยา เจ ฯเปฯ ภวสฺส เจ ... อุปาทานสฺส เจ ... ตณฺหาย เจ ... เวทนาย เจ ... ผสฺสสฺส เจ ... สฬายตนสฺส เจ ... นามรูปสฺส เจ ... วิญฺญาณสฺส เจ ... สงฺขารานญฺเจ ... อวิชฺชาย เจ อาวุโส ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ อวิชฺชาย เจ อาวุโส ภิกฺขุ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ภิกฺขูติ อลํ วจนาย ฯ อวิชฺชาย เจ อาวุโส ภิกฺขุ นิพฺพิทา วิราคา นิโรธา อนุปาทา วิมุตฺโต โหติ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปฺปตฺโต ภิกฺขูติ อลํ วจนายาติ ฯ สตฺตมํ ฯ
โก. น่าอัศจรรย์ ท่านสารีบุตร ไม่เคยมีมา ท่านสารีบุตรเท่าที่ท่านสารีบุตรกล่าวนี้ เป็นอันกล่าวดีแล้ว ก็แลเราทั้งหลายพลอยยินดีสุภาษิตนี้ของท่านสารีบุตรด้วยเรื่อง ๓๖เรื่องเหล่านี้ ฯ
ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ฯ
ถ้าภิกษุปฏิบัติ เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะควรจะกล่าวว่าภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ
ถ้าภิกษุหลุดพ้น เพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นชราและมรณะ ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน ฯ
ถ้าภิกษุแสดงธรรม เพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชาติ ฯลฯภพ ... อุปาทาน... ตัณหา ... เวทนา ... ผัสสะ ... สฬายตนะ ... นามรูป ... วิญญาณ ...สังขารทั้งหลาย ... อวิชชาควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก ฯ
ถ้าภิกษุปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฯ
ถ้าภิกษุหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุบรรลุนิพพานในปัจจุบัน ฯ
จบสูตรที่ ๗
จบ ๗. นฬาลาปิยสูตร