arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · ภิกขุสังยุตต์

๗. วิสาขสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๐๖–๗๐๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๒ ในภิกขุสังยุตต์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ภิกขุสังยุตต์ วิสาขสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๒๖ หน้า ๗๗๐–๗๗๒

หน้า ๗๗๐

๗. วิสาขสูตร

ว่าด้วยเรื่องพระวิสาขปัญจาลบุตร

[๗๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี. สมัยนั้นแล ท่านพระวิสาขปัญจาลบุตร ยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาประกอบด้วยวาจาไพเราะ สละสลวยปราศจากโทษ นับเนื่องเข้าในวาจาที่ให้เข้าใจเนื้อความ ไม่อิงอาศัยวัฏฏะ ในอุปัฏฐานศาลา.

[๗๐๗] ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้น เสด็จไปทางอุปัฏฐานศาลา ครั้นเสด็จถึงแล้วประทับบนอาสนะที่แต่งตั้งไว้ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใครหนอแลยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ประกอบด้วยวาจาไพเราะ สละสลวยปราศจากโทษ นับเนื่องเข้าในวาจาที่ให้เข้าใจเนื้อความ ไม่อิงอาศัยวัฏฏะ ในอุปัฏฐาน-ศาลา.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระวิสาข-ปัญจาลบุตร ฯลฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านวิสาขปัญจาลบุตรว่าดีแล้ว ดีแล้ว วิสาขะ เธอยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง... ด้วยธรรมีกถาฯลฯ ดีนักแล.

[๗๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยา-

หน้า ๗๗๑

กรณภาษิตแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปนี้

ชนทั้งหลายย่อมไม่รู้จักคนที่ไม่พูด ว่าเจือด้วยพาล

หรือเป็นบัณฑิต แต่ย่อมรู้จักคนที่พูด ผู้แสดงทาง

อมฤตอยู่ บุคคลพึงกล่าวธรรม พึงส่องธรรม พึง

ประคองธงชัยของฤาษี ฤาษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง

ธรรมนั่นเองเป็นธงชัยของพวกฤาษี ดังนี้.

จบวิสาขสูตรที่ ๗

อรรถกถาวิสาขสูตรที่ ๗

ในวิสาขสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า โปริยา วาจาย ได้แก่ ด้วยวาจาที่ไพเราะ มีอักขระและบทไม่เสียหาย เสมือนวาจาของชาวเมือง คือมนุษย์ในเมือง. บทว่าวิสฺสฏฺฐาย ได้แก่ ไม่ฉงน ไม่ยุ่งเหยิง ไม่พัวพัน อธิบายว่า อันดีและเสมหะไม่ทำลาย. บทว่า อเนลคฬาย ความว่า ไม่พูดด้วยวาจาที่เหมือนวาจาของคนโง่ ๆ ใช้ปากที่กำลังกลืนเขฬะพูดกัน โดยที่แท้ พูดด้วยวาจาปราศจากโทษ คือวาจาสละสลวย. บทว่า ปริยาปนฺนาย ได้แก่วาจาที่นับเนื่องในสัจจะ ๔ คือวาจาที่พูดไม่พ้นสัจจะ ๔. บทว่า อนิสฺสิตายได้แก่ วาจาที่ไม่กล่าวอิงวัฏฏะ. บทว่า ธมฺโม หิ อิสินํ ธโช ความว่าโลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่าธงของฤาษีทั้งหลาย.

จบอรรถกถาวิสาขสูตรที่ ๗

หน้า ๗๗๒

๘. นันทสูตร

ว่าด้วยเรื่องนันทะ

[๗๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-

นัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้นนั้นแล ท่านพระนันทะผู้เป็นบุตรของพระเจ้าแม่น้ำแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ห่มจีวรที่ทุบแล้วทุบอีก หยอดนัยน์ตา ถือบาตรมีสีใส เข้าไปเฝ้าพระผู้พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทแล้วนั่ง ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๗๑๐] ครั้นท่านพระนันทะนั่งเรียบร้อยแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนนันทะ ข้อที่เธอห่มจีวรที่ทุบแล้วทุบอีก หยอดนัยน์ตา และถือบาตรมีสีใส ไม่สมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ข้อที่เธอถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตรถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และไม่พึงเป็นผู้อาลัยในกามทั้งหลายอยู่อย่างนี้ จึงสมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา.

[๗๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณ-ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

เมื่อไร เราจะพึงได้เห็นนันทะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือ

ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโภชนะ

ที่เจือปนกัน ไม่อาลัยในกามทั้งหลาย ดังนี้.

[๗๑๒] ลำดับนั้น ท่านพระนันทะ. โดยสมัยต่อมา ได้เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และไม่

จบ ๗. วิสาขสูตร