arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ลาภสักการสังยุตต์ · ปฐมวรรค

๙. เวรัมภสูตร เล่ม ๑๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๕๕–๕๕๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในปฐมวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ลาภสักการสังยุตต์ ปฐมวรรค เวรัมภสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๖)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๒๖ หน้า ๖๕๐–๖๕๒

หน้า ๖๕๐

อรรถกถาสิงคาลสูตรที่ ๘

พึงทราบวินิจฉัยในสิงคาลสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.

บทว่า ชรสิคาโล คือสุนัขจิ้งจอก. กายแม้มีสีดังทอง เขาก็เรียกว่า กายเปื่อยเน่า มูตรแม้ถ่ายในขณะนั้น เขาก็เรียกว่ามูตรเน่าฉันใด สุนัขจิ้งจอกแม้เกิดในวันนั้น เขาก็เรียกว่าสุนัขจิ้งจอกแก่ ๆฉันนั้น. บทว่า อุกฺกณฺณเกน นาม ได้แก่ โรคมีชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่าโรคนั้นเกิดในเวลาหนาว. เมื่อมันเกิด ขนหลุดจากสรีระทั้งสิ้น. สรีระทั้งสิ้น ไม่มีขน ย่อมพุพองไปหมด แผลที่ถูกลมพัด เสียดแทง. คนถูกสุนัขบ้ากัด ทรงตัวไม่ได้ หมุนไป ฉันใด เมื่อมันเกิดอย่างนี้ คนนั้นพึงไปฉันนั้น ไม่ปรากฏว่าในที่โน้นจักมีความสวัสดี ดังนี้.

จบอรรถกถาสิงคาลสูตรที่ ๘

๙. เวรัมภสูตร

ว่าด้วยคนติดลาภสักการะเหมือนนกถูกลมบ้าหมู

[๕๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะความสรรเสริญทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.

หน้า ๖๕๑

[๕๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลมชื่อว่าเวรัมภาพอยู่ในอากาศเบื้องบน ซัดนกที่บินอยู่ในอากาศนั้น เมื่อมันถูกลมเวรัมภาซัด เท้าไปทางหนึ่ง ปีกไปทางหนึ่ง ศีรษะไปทางหนึ่ง ตัวไปทางหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อันลาภสักการะและความสรรเสริญครอบงำย่ำจิตแล้ว เวลาเช้านุ่งแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา จิต ไม่ดำรงสติไม่สำรวมอินทรี เธอเห็นมาตุคามที่นุ่งห่มผ้าลับ ๆ ล่อ ๆ ในบ้านหรือนิคมนั้น ครั้นเห็นแล้ว ราคะย่อมครอบงำจิต เธอมีจิตอันราคะครอบงำแล้ว ย่อมลาสิกขาสึกออกมา ภิกษุพวกหนึ่งเอาจีวรของเธอไป พวกหนึ่งเอาบาตร พวกหนึ่งเอาผ้านิสิทนะ. พวกหนึ่งเอากล่องเข็ม เปรียบดังนกถูกลมเวรัมภาซัดไปฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ อย่างนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.

จบเวรัมภสูตรที่ ๙

อรรถกถาเวรัมภสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในเวรัมภสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้.

บทว่า เวรมฺภวาตา ได้แก่ ลมใหญ่มีชื่ออย่างนี้. ถามว่า ก็ลมเหล่านั้นพัดในที่เช่นไร. ตอบว่า บุคคลยืนอยู่ในที่ใด เกาะทั้ง ๔ปรากฏเป็นเพียงใบบัว. บทว่า โย ปกฺขี คจฺฉติ ความว่า เมื่อฝนตกใหม่ นกแอ่นลมร้องไปในที่นั้น นั่นท่านหมายถึงข้อนั้น จึงกล่าว.

ในบทเป็นต้นว่า อรกฺขิเตเนว กาเยน ความว่า แกว่งมือและเท้าเล่นหรือเอียงคอ ชื่อว่าไม่รักษากาย. พูดคำหยาบหลาย ๆ อย่าง ชื่อว่า

หน้า ๖๕๒

ไม่รักษาวาจา. ผู้ตรึกกามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าไม่รักษาจิต. บทว่าอนุปฏฺฐิตาย สติยา ได้แก่ ไม่ดำรงกายคตาสติไว้.

จบอรรถกถาเวรัมภสูตรที่ ๙

๑๐. สคัยหกสูตร

ว่าด้วยคนติดลาภสักการะตายไปตกอบายเป็นต้น

[๕๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า.

[๕๕๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นคนบางคนในโลกนี้ อันสักการะครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไป เพราะกายแตกทำลาย ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก อนึ่ง เราเห็นคนบางคนในโลกนี้อันความเสื่อมสักการะครอบงำย่ำยีจิต เมื่อตายไป เพราะกายแตกทำลายต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เราเห็นคนบางตนในโลกนี้ อันสักการะและความเสื่อมสักการะทั้งสองอย่างครอบงำย่ำยีจิตแล้ว เมื่อตายไปเพราะกายแตกทำลาย ต้องเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรรเสริญ ทารุณ ฯ ล ฯ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.

จบ ๙. เวรัมภสูตร